“ผู้ว่า ธปท.” รับผวาต้มยำกุ้ง แต่ยังใจแข็งไม่กำหนดค่าบาทคงที่


“ผู้ว่า ธปท.” รับวิตกเศรษฐกิจโลก ทำไทยได้รับผลกระทบ ชี้ฝังใจวิกฤตต้มยำกุ้ง เมินกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ ด้าน “ปลัดคลัง” ยืนยัน ยังไม่มีแนวคิดจัดเก็บภาษีส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในและนอกประเทศ เชื่อ “ผู้ว่าแบงก์ชาติ” มองออกใครได้เสียผลประโยชน์

วันนี้ (16 ต.ค.) นายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า ขณะนี้เงินบาทยังคงแข็งค่าขึ้นและไม่มีจุดดุลยภาพ เนื่องจากเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปยังมีปัญหา ดังนั้นการดำเนินการใดๆ ในขณะนี้ต่อเงินบาทอาจเป็นการสุ่มเสี่ยงและอันตราย โดยเฉพาะการใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนคงที่ เนื่องจากไทยมีบทเรียนจากปี 40 ที่เปลี่ยนมาใช้นโยบายอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบมีการจัดการเพื่อให้มีความ ยืดหยุ่นมากขึ้น

“แบงก์ชาติเคยใช้มาตรการหลายอย่างพร้อมกัน เช่น นโยบายการเงิน การเคลื่อนย้ายเงินทุน และอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งในปี 40 เคยใช้มาแล้วพร้อมกัน แต่ตอนนี้มันทำไม่ได้ ทำได้อย่างเดียวหรืออย่างมากก็แค่ 2 อย่าง โดยไทยก็ใช้กรอบนโยบายการเงินและดูแลการเคลื่อนย้ายเงินทุน แต่ขณะนี้อัตราแลกเปลี่ยนเป็นการดูแลระยะสั้นเท่านั้น แต่ระยะนี้เงินไหลเข้ามาเรื่อยๆ” นายประสาร กล่าว

สำหรับประเทศไทยเป็นเพียงประเทศระดับกลาง ไม่ใช่ประเทศใหญ่ เมื่อช้างสารชนกัน เราเป็นหญ้าแพรกก็ต้องถูกกระทบด้วยอยู่แล้ว ขณะนี้น่าเป็นห่วงว่าเศรษฐกิจโลกอาจจะเกิดความชะงักงัน ไทยเองก็จะต้องอาศัยการผสมผสานนโยบายหลายด้านเพื่อดูแลค่าเงินและเศรษฐกิจ ทั้งการเงินการคลังเพื่อให้เกิดความเหมาะสม และกระทบกับประเทศน้อยที่สุด ซึ่งการใช้เครื่องมือต่างๆ ก็จะมีทั้งประสิทธิผลและผลข้างเคียง อย่างไรก็ตาม หากต้องการทำให้เศรษฐกิจไทยเติบโตอย่างยั่งยืนก็จะต้องส่งเสริมการลงทุนภาค เอกชนและการบริโภคภายในประเทศ ทำให้หลายด้านเติบโตไปพร้อมกัน แต่ขณะนี้ ธปท.กำลังติดตามตลาดอสังหาริมทรัพย์ เพราะการปล่อยสินเชื่อขึ้นมาที่ 80% ของมูลค่าสินทรัพย์แล้ว แต่ขณะนี้ถือว่ายังไม่ถึงขีดอันตราย

นายประสาร กล่าวอีกว่า ปัจจุบันธนาคารกลางหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียได้มีการติดต่อกันโดยตรงเพื่อ หารือแลกเปลี่ยนข้อมูลกันในการเตรียมมาตรการแก้ปัญหาค่าเงินที่แข็งค่าขึ้น มากเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ เห็นว่าสิ่งที่ต้องติดตามต่อไปคือ นโยบายการเงินของสหรัฐ ซึ่งใน 2-3 วันนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) อาจจะมีการอัดสภาพคล่องเข้าระบบภายใต้มาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) แต่ก็ไม่มีใครสามารถทำนายได้ว่าจุดดุลยภาพอยู่ตรงไหน และหากสหรัฐใช้มาตรการดังกล่าวก็อาจมีผลกระทบกับไทยได้ รวมทั้งหลายประเทศก็เกิดความกังวล โดยการประชุมสภาผู้ว่าการธนาคารกลางโลกและสมาชิกกองทุนการเงินระหว่างประเทศ ที่กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อสัปดาห์ก่อนก็หารือเรื่องนี้ และการประชุมระดับรัฐมนตรีคลังกลุ่ม G-20 ที่ประเทศเกาหลีใต้ในสัปดาห์หน้าจะมีการพูดเรื่องนี้อีกครั้ง

“เราไม่แคร์ไอเอ็มเอฟ เพราะตอนนี้เรามีทุนสำรองมาก อยู่ในฐานะเจ้าหนี้ไอเอ็มเอฟด้วยซ้ำ เวลานี้ไอเอ็มเอฟอ่อนแอด้วย จึงไม่มีปัญหา และขณะนี้ญี่ปุ่นและบราซิลก็พยายามใช้มาตรการควบคุมเงินทุน (capital control) เป็นยาแรง แต่ประสิทธิผลไม่ค่อยดี เพราะนักลงทุนในสหรัฐต้องการออกไปลงทุนที่ผลตอบแทนที่ดีกว่า เพราะเศรษฐกิจสหรัฐและยุโรปแย่อย่างรุนแรง”

นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า กระทรวงการคลังยังไม่มีแนวคิดในการจัดเก็บภาษีจากส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย ในประเทศและต่างประเทศตามข้อเสนอของภาคเอกชน เนื่องจากถือเป็นเรื่องที่ทำได้ยาก อีกทั้งไม่มีประเทศใดใช้นโยบายนี้ ประกอบกับไทยเองไม่ต้องการส่งสัญญาณในลักษณะไม่ต้อนรับเงินทุนต่างชาติ ทั้งนี้ ในส่วนของมาตรการที่รัฐบาลออกมาก่อนหน้านี้ ที่ยกเว้นการเก็บภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% สำหรับพันธบัตรที่ถือโดยนักลงทุนต่างประเทศนั้น ถือเป็นนโยบายเพื่อสร้างความเป็นธรรมระหว่างผู้ลงทุนต่างประเทศกับในประเทศ

สำหรับการแก้ไขปัญหาค่าเงินบาทนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะทำหน้าที่หลักในการดูแลค่าเงิน อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าจากความเห็นต่างๆ ของภาคเอกชน ธปท.จะนำข้อเสนอต่างๆ ไปประกอบการพิจารณา และคงต้องรอดูการตอบสนองจาก ธปท.ก่อน อีกทั้งเห็นว่าผู้ว่าฯ ธปท.ได้เคยทำงานทั้งในส่วนของเอกชนและภาครัฐ จึงน่าจะมองเห็นภาพได้อย่างชัดเจน

“ผู้ว่าฯ แบงก์ชาติเคยทำงานกับภาครัฐและเอกชน คงมองเห็นภาพที่ชัดเจน หลังจากมีข้อเสนอแนะจากภาคเอกชนมากมาย ซึ่งผมมั่นใจในตัวท่าน ทั้งนี้ มองว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในขณะนี้ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อภาคเอกชนทั้งหมด โดยบางส่วนยังได้ประโยชน์จากบาทแข็งค่า และบางส่วนไม่ได้รับผลกระทบเลย” นายอารีพงศ์ กล่าว

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์