ฟิล์ม + แอนนี่ = ด.ช.ฑีฆายุ …? กับ มหัศจรรย์ ‘ดีเอ็นเอ’ อีกครั้ง


แอนนี่ รุ่งนภา บรู๊ค

แอนนี่ รุ่งนภา บรู๊ค

หลังสื่อออกมาเปิดประเด็นอ้างว่า นักร้องชื่อดังอย่าง ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ ทำ แอนนี่ บรู๊ค ดาราสาวจนตั้งท้องและคลอดลูกน่ารักน่าชังออกมา

แต่ก็มีข้อกังขาเรื่อง “ลูกใครหว่า” คำว่า “ดีเอ็นเอ” ก็กลายเป็นอีกสิ่งที่คนพูดถึงกันมากในช่วงนี้ ไทยรัฐ ออนไลน์ หาความหมายของคำฮิตนี้มาให้แล้ว ยังถามไถ่ผู้เชี่ยวชาญถึงขั้นตอนแต่ละขั้นของการตรวจดีเอ็นเอว่าเป็นอย่างไร…?

แพทย์หญิงคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ผู้อำนวยการสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ อธิบายขั้นตอนในการตรวจดีเอ็นเอเพื่อยืนยันการเป็นพ่อ แม่ ลูก ผ่านไทยรัฐ ออนไลน์ว่า ขั้นตอนแรก คือ ผู้ตรวจทุกคนต้องยินยอมก่อน อย่างกรณีของ แอนนี่ บรู๊ค กับ ฟิล์ม-รัฐภูมิ โตคงทรัพย์ เนื่องจากกระทบสิทธิของเด็ก ไม่ใช่ว่า ฟิล์มจะไปแอบเอาดีเอ็นเอของเด็กมาตรวจก่อนไม่ได้ เพราะการจะเอาดีเอ็นเอของเด็กไปตรวจ ต้องได้รับอนุญาตจากผู้ปกครอง ในที่นี้คือผู้เป็นแม่ก่อน

“การตรวจดีเอ็นเอที่นิยมกันมี 2 วิธีคือ การเอาเครื่องมือไปขูดเพื่อเก็บข้อมูลใต้กระพุ้งแก้มเพื่อนำเยื่อบุสกัดผิวเซลล์ที่เป็นเปลือกให้แตกออกมา (อีกวิธีหนึ่งคือเจาะเลือดแต่ไม่น่าจะเหมาะกับกรณีนี้เพราะว่าเด็กจะเจ็บ) เมื่อได้ตัวอย่างของทั้ง 3 คนแล้ว ผู้เชี่ยวชาญก็ต้องนำเข้าห้องปฏิบัติการแล้วสกัดออกมาเป็นเส้น จากนั้นก็เอามาตรวจ ด้วยน้ำยาตรวจดีเอ็นเอว่าลำดับการเรียงตัวของอนุพันธ์เรียงตัวอย่างไร จึงแปรผลออกมาเป็นกราฟ ซึ่งดีเอ็นเอของมนุษย์จะออกมามี 2 ชุดเหมือนกับโคโมโซมที่มี 2 ชุด ตามหลักแล้วใครเป็นลูกใครดีเอ็นเอ 1 ชุดจะต้องมีตัวเลขที่จะต้องอธิบายว่ามาจากแม่ อีก 1 ชุดจะต้องมาจากพ่อ

“เช่นสมมติว่า เราตรวจดีเอ็นเอ 16 ตำแหน่ง ตำแหน่งที่ 1 มีหมายเลข 15 หมายเลข 16 พอไปตรวจดีเอ็นเอผู้เป็นแม่ แล้วปรากฏว่าตำแหน่งเดียวกัน คือตำแหน่งที่ 1 ตรวจพบตำแหน่ง 17 กับ ตำแหน่ง 15 ผู้เชี่ยวชาญก็ต้องจดเอาไว้ก่อน เพราะว่ามันมีตำแหน่งที่ 15 ของผู้เป็นแม่เข้าได้ เราก็ไปตรวจดีเอ็นเอของผู้เป็นพ่อปรากฏว่าพบอยู่ในหมายเลข 16 หมายเลข 18 ทั้งนี้ ตำแหน่งที่ 1 ก็อธิบายได้ว่ามาจากพ่อ อีกครึ่งหนึ่งที่มาจากแม่ โดยผู้เชี่ยวชาญจะตรวจอย่างนี้ทั้งหมด 16 ตำแหน่ง ซึ่งแต่ละตำแหน่งต้องอธิบายให้ได้ว่าตัวเลขหนึ่งมาจากแม่ ถ้ามีตัวหนึ่งหาไม่เจอต้องระวัง ส่วนใหญ่คนที่ไม่ใช่พ่อจะไม่ตรง 2-3 ตำแหน่งขึ้นไป”

อย่างกรณีที่ร้องนักร้องนำชื่อดังของค่ายยักษ์ ที่หมอชื่อดังได้เข้าไปตรวจ ก็ใช้วิธีการแบบนี้ หลายคนถามว่าทำไมเคสนั้น ผลการตรวจดีเอ็นเอไม่ตรงกันระหว่างแล็บของเรากับแล็บของนิติเวช จริงๆ ถ้าเป็นดีเอ็นเอของคนคนเดียวกันตรวจกี่ที่ กี่ทีก็ตรงกันทุกครั้ง

“ถามว่าถ้าประชาชนทั่วไปสงสัยในตัวลูกแล้ว สามารถตรวจดีเอ็นเอได้หรือไม่ จริงๆ ใครก็สามารถเข้าไปตรวจก็ได้ แต่ว่าทางโรงพยาบาลจะตรวจให้หรือไม่ต้องอยู่ที่สิทธิ์และวัตถุประสงค์ด้วย เช่น อยู่ดีๆ แม่อุ้มลูกเข้าไปแล้วบอกว่าอยากตรวจว่าเป็นลูกเธอไหม ถ้าตรวจแล้วไม่ใช่เธอก็จะไม่เลี้ยงอันนี้เขาจะไม่ตรวจให้ หรือสมมติ พ่อเด็กบอกว่าไปเก็บดีเอ็นเอของลูกแล้ว มาตรวจเพราะอยากรู้ว่าเป็นลูกตัวเองหรือเปล่า แล็บจะไม่ตรวจ เพราะถือว่าละเมิดสิทธิ์”

ปัจจุบัน คุณหญิงหมอพรทิพย์บอกว่า แล็บตรวจดีเอ็นเอทุกแห่งตามโรงพยาบาลรัฐที่มีคณะแพทยศาสตร์ เช่น ศิริราช จุฬา รามา และโรงเรียนการแพทย์ เป็นต้น

“แต่ไม่แนะนำให้ไปตรวจดีเอ็นเอทีโรงพยาบาลเอกชน เนื่องจากเขาจะส่งตัวอย่างดีเอ็นเอมาให้แล็บของรัฐอยู่ดี ฉะนั้นจะเสียเงิน 2 ต่อทำไม ค่าใช้จ่ายก็ตกอยู่ที่ 6,000-8,000 บาท”

ถามว่ากรณีนี้ สถาบันนิติเวชตรวจได้ไหม คุณหญิงหมอบอกว่า ได้ แต่ไม่ค่อยตรวจกัน เพราะเราเน้นการตรวจ พยาน และคดีอาญาต่างๆ คดีแพ่ง ให้หน่วยงานอื่นๆ ไปทำ

“ส่วนการตรวจดีเอ็นเอเพื่อเช็คการเป็นพ่อแม่ลูกนั้นน่าเชื่อถือแค่ไหน หมอตอบได้ว่าเชื่อได้ 100 %”

นอกจากนี้ การตรวจดีเอ็นเอเพื่อพิสูจน์ความเป็นพ่อ-แม่-ลูก ในวงการบันเทิงยังมีกรณีคล้ายคลึงนี้อีกมากมายสำเร็จบ้างไม่สำเร็จบ้าง แต่ก็เป็นข่าวครึกโครม เช่น นางเอกสาว สุภัสสรา เรืองวงศ์ หรือ น้องทราย กับ คุณพ่อของทาทา ยัง เพื่อหาความเป็นพ่อลูก เจ-เจตริน วรรธนะสิน กับ เจด้า-จิดาริน ณ ลำเลียง มนต์สิทธิ์ คำสร้อย นักร้องลูกทุ่งชื่อดังกับลูกน้อยกรอยใจ และนักร้องนำวงบิ๊กแอส กับนางแบบนู้ด ฝ้าย ฟารีดา เป็นต้น

ฟากต่างประเทศก็มี “กรณีดีเอ็นเอเลิฟ” ดังๆ มากมาย จู๊ด ลอว์ พระเอก “Cold Mountain” ก็ตรวจดีเอ็นเอและพบว่าเขาเป็นพ่อของโซเฟีย ลูกสาวของเบิร์ค วัย 24 ปี ที่เคยมีสัมพันธ์สวาทช่วงสั้น ๆ เมื่อหลายปีก่อน จนในที่สุดสามารถเคลียร์เรื่องค่าเลี้ยงดูงลงตัวข่าว

คริสเตียโน โรนัลโด นักเตะชื่อดังก็เช่นกัน หลังไปพลาดทำสาวเสิร์ฟมะกันท้องป่อง จากความสัมพันธ์แบบ”วันไนท์สแตนด์” ซึ่งผลจากการตรวจดีเอ็นเอ ทำให้ โรนัลโด ตัดสินใจรับเด็กชายที่เขาตั้งชื่อว่า “คริสเตียโน จูเนียร์” มาเลี้ยงดู พร้อมจ่ายเงินกว่า 10 ล้านปอนด์ เพื่ออุดปากแม่เด็ก ไม่ให้แพร่งพรายเรื่องดังกล่าว

ส่วนการตรวจ “ดีเอ็นเอ” ช็อกโลกคือ หลังจากที่ พ่อแม่ “ผิวสี” ให้กำเนิดลูก “ผิวขาว” นัยน์ตาฟ้า ผมบลอนด์ จนฮือฮาพักใหญ่ และอาจทำให้ครอบครัวถึงขั้นแตกกระจุยได้ แต่สุดท้ายก็ได้ดีเอ็นเอ ช่วยพิสูจน์ ว่าเป็นลูกของเขาและเธอจริง ๆ เพียงแต่เกิดความผิดปกติทางพันธุกรรมเท่านั้น

ด้าน สารานุกรมยอดนิยมอย่าง วิกิพีเดีย อธิบายคำว่า “ดีเอ็นเอ” คำยอดฮิตในช่วงนี้ เอาไว้ว่า มีรูปร่างเป็นเกลียวคู่ คล้ายบันไดลิงที่บิดตัว ขาของบันไดแต่ละข้างก็คือการเรียงตัวของนิวคลีโอไทด์ (Nucleotide) นิวคลีโอไทด์เป็นโมเลกุลที่ประกอบด้วย น้ำตาล, ฟอสเฟต (ซึ่งประกอบด้วยฟอสฟอรัสและออกซิเจน) และเบส (หรือด่าง) นิวคลีโอไทด์มีอยู่สี่ชนิด ได้แก่ อะดีนีน (adenine, A) , ไทมีน (thymine, T) , ไซโทซีน (cytosine, C) และกัวนีน (guanine, G) ขาของบันไดสองข้างหรือนิวคลีโอไทด์ถูกเชื่อมด้วยเบส โดยที่ A จะเชื่อมกับ T และ C จะเชื่อมกับ G เท่านั้น (ในกรณีของดีเอ็นเอ) และข้อมูลทางพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ เกิดขึ้นจากการเรียงลำดับของเบสในดีเอ็นเอนั่นเอง

สำหรับลำดับดีเอ็นเอ หรือ ลำดับพันธุกรรม (DNA sequence or genetic sequence)คือ ชุดของอักษรที่แทนโครงสร้างปฐมภูมิ (primary structure) ของโมเลกุลหรือสายดีเอ็นเอ ซึ่งมีความสามารถที่จะขนส่งข้อมูลทางพันธุกรรม

ทั้งนี้ อักษรที่ใช้ในลำดับดีเอ็นเอ ได้แก่ A, C, G, และ T ซึ่งแทนหน่วยย่อยนิวคลีโอไทด์ (nucleotide) ของสายดีเอ็นเอได้แก่ เบสอะดีนีน (adenine) , ไซโตซีน (cytosine) , กัวนีน (guanine) และ ไทมีน (thymine) ตามลำดับซึ่งต่อกันด้วยพันธะโคเวเลนท์กับแกนหลักฟอสเฟต (phospho-backbone) โดยทั่วไปแล้วลำดับจะถูกพิมพ์ชิดกับอักษรตัวต่อไปโดยไม่มีช่องวรรคจากด้าน 5′ ไป 3′ จากซ้ายไปขวา เช่นในลำดับ AAAGTCTGAC ชุดของนิวคลีโอไทด์ที่มีลำดับเบสมากกว่า 4 ตัวจะเรียกว่า ลำดับดีเอ็นเอ

ในบางครั้ง อาจมีอักษรอื่นๆ นอกเหนือจาก A, T, C, และ G ปรากฏในลำดับดีเอ็นเอ ซึ่งแสดงถึงความกำกวม (ambiguity) ในโมเลกุลดีเอ็นเอตัวอย่างทั้งหมดอาจมีนิวคลีโอไทด์มากกว่า 1 ชนิดที่อยู่ในตำแหน่งนั้น ระบบการเรียกชื่อสารเคมีของ IUPACได้กำหนดกฎมาเป็นดังนี้ A = adenine, C = cytosine, G = guanine, T = thymine, R = G A (purine) Y = T C (pyrimidine), K = G T (keto), M = A C (amino), S = G C (strong bonds) W = A T (weak bonds), B = G T C (all but A), D = G A T (all but C), H = A C T (all but G), V = G C A (all but T), N = A G C T (any) เป็นต้น

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ