“เฮียฮ้อ” ปัดกดดัน “แอนนี่” ยินดีเป็นคนกลางเคลียร์ สั่งครอบครัวคุมหวั่น “ฟิล์ม” คิดสั้น


เฮียฮ้อ สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์

“เฮียฮ้อ” บอกป่วยการคุยเรื่อง “ฟิล์ม-แอนนี่” ให้ข้อมูลไม่ตรงกัน ถ้านักร้องหนุ่มทำใจได้เมื่อไหร่จะออกมาชี้แจงเอง หวั่นอีกฝ่ายคิดสั้นสั่งครอบครัวให้คุมเข้ม ปัดระงับงาน “ฟิล์ม” เพื่อกดดัน “แอนนี่” บอกยิ่งไม่ตรวจ DNA ยิ่งทำร้ายนักร้องหนุ่ม เผยเหตุจำใจเชือดเด็กในสังกัดเพราะรู้สภาพไม่พร้อมทำงาน แนะแนวทางเพิ่มให้ทั้งคู่หันหน้าคุยกัน โดยตนยินดีเป็นคนกลางช่วยเคลียร์

หลังเพิ่งประกาศระงับงานทุกอย่างของนักร้องในสังกัดอย่าง “ฟิล์ม รัฐภูมิ โตคงทรัพย์” ที่กำลังตกเป็นประเด็นทอล์ก ออฟ เดอะทาวน์กรณีทำดาราสาวเซ็กซี่ “แอนนี่ รุ่งนภา บรู๊ค” ท้องและมีลูกชายวัย 3 เดือนด้วยกัน ล่าสุดเมื่อช่วงเย็นที่ผ่านมา (21 ก.ย.) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารบริษัทอาร์เอส “เฮียฮ้อ สุรชัย เชษฐโชติศักดิ์” ก็ได้มาออกรายการ “เรื่องเด่นเย็นนี้” ในช่วงเจาะข่าวเด่น ที่มีพิธีกรชื่อดัง “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” นั่งแท่นดำเนินรายการ โดยประเด็นแรกที่ “สรยุทธ” ตั้งคำถามถาม “เฮียฮ้อ” คือเรื่องของข้อมูลที่ออกมาจากทางฝั่งนักร้องหนุ่ม กับของ “แอนนี่” ไม่ตรงกัน

อาทิเรื่องวันคลอดที่ “แอนนี่” บอกว่าขับรถไปเองคนเดียว แต่ในขณะที่ทางฝั่ง “ฟิล์ม” บอกว่าผู้จัดการส่วนตัวเป็นคนขับรถพาไป หรือในเรื่องการให้เงินช่วยเหลือ “แอนนี่” บอกว่านักร้องหนุ่มไม่ได้ให้เงินส่งเสียทุกเดือน แต่ให้แค่ค่าทำคลอดแสนกว่าบาท ซึ่งค้านกับที่ “ฟิล์ม” บอกว่าให้เงินไปแล้วถึง 3 งวดและมีหลักฐานใบโอนเงินพร้อมทุกอย่าง ซึ่งเรื่องนี้ “เฮียฮ้อ” ก็ได้แสดงความคิดเห็นว่า

“เขาต้องมองเหตุและผล ถึงบอกว่าข้อมูลที่ผมได้จากพิล์ม หรือฟังจากคุณแอนนี่ แล้วข้อมูลที่ตัวผมเองมี ผมอยู่วงการนี้มา 30 ปีก็มีสายมีข้อมูลพอสมควร และมีข้อมูลเยอะ แต่ผมเรียนว่าเรื่องนี้มันเลยจุดนั้นมาแล้ว มันป่วยการที่จะมาคุยเรื่องในช่วงเวลาปีกว่า ใครพูดอะไร คนไหนพูดอะไร ผมว่าเรื่องมันเลยเถิดมาจนเกิดเด็กคนหนึ่ง คุณก็ควรจะพิสูจน์ ฟิล์มก็ประกาศแล้วว่าถ้าเด็กคนนี้เป็นลูกเขา เขาก็ยินดีจะรับผิดชอบ ผมว่าวันนี้สำคัญกว่าแอนนี่ สำคัญกว่าฟิล์ม คือเด็กคนนี้”

“สรยุทธ” ซักต่อถึงการระงับงานทุกอย่างของ “ฟิล์ม” ทำให้ถูกมองไปเป็น 2 แง่คือ เป็นการกดดัน “แอนนี่” ให้ตรวจดีเอ็นเอ กับโหดร้ายกับฟิล์มเกินไป?

“คือฟิล์มก็เหมือนลูกผม ผมจะทำอะไรกับฟิล์มก็ต้องคิดเยอะเหมือนกัน โดยส่วนตัวก็รักเหมือนลูกหลาน ผมดูแลฟิล์มตั้งแต่อายุ 17 ตอนนี้ 25 ย่าง 26 ดูแลเหมือนลูก กว่าจะตัดสินใจเรื่องนี้ได้ก็ต้องคิดเยอะ ทั้งเรื่องสภาพจิตใจเขา ทั้งเรื่องธุรกิจที่เราเตรียมแผนไว้ก็มีผลกระทบบ้าง ฉะนั้นเวลาเราทำอะไรกับลูกเรามันมีความเจ็บปวดอยู่แล้ว แต่ผมคิดว่าที่แอนนี่พูดก็ดี ผมก็เห็นใจและเข้าใจเขา เขาบอกไม่อยากทำร้ายฟิล์ม แต่ผมว่าการที่ทิ้งไว้อย่างนี้มันเป็นการทำร้ายฟิล์ม”

“ผมพูดไปเมื่อวานว่าศิลปินเดี๋ยวนี้มีลูกมีครอบครัวไม่ใช่แปลก สุดท้ายอยู่ที่ประชาชนจะพิจารณาว่าจะให้การสนับสนุนไหม วันนี้ถ้าพิสูจน์แล้วว่าเป็นลูกฟิล์ม ฟิล์มกับครอบครัวก็จะต้องแสดงความรับผิดชอบ ที่เขาประกาศไว้เขาจะรับผิดชอบจริงไหม ถ้ารับผิดชอบจริงเรื่องก็แฮปปี้เอ็นดิ้ง ประชาชนก็พิจารณาเองว่าฟิล์มจะได้รับการต้อนรับจากประชาชนไหม”

“อนาคตของฟิล์มที่เราสั่งระงับงาน ผมต้องการให้ฟิล์มใช้เวลาช่วงนี้ไปจัดการปัญหาต่างๆ โดยที่เราเองก็เป็นที่ปรึกษาบ้างถ้าเขาต้องการ คือช่วงเวลาอย่างนี้สภาพจิตใจฟิล์มไม่พร้อมทำงานหรอกครับ ให้ทำก็ทำไม่ได้ ผมเองก็คงไม่ฝืนออกผลงานของฟิล์มในช่วงสถานการณ์ข่าว หรือบรรยากาศเป็นแบบนี้ มันเป็นเหตุและเป็นผลที่ต้องตัดสินใจแบบนี้ อีกประเด็นหนึ่งในแง่ของการเป็นผู้ใหญ่ มันไม่มีเหตุผลที่ผมจะไปอยู่ข้างใคร ผมต้องการให้เรื่องนี้จบ ผมก็เห็นใจทางฝ่ายคุณแอนนี่และคุณฟิล์ม หาทางออกเสียเรื่องของคนสองคน”

“ซึ่งเรื่องนี้ผมก็บอกฟิล์มว่า สภาพจิตใจฟิล์มทำงานไม่ได้ อาร์เอสก็คงไม่สามารถปล่อยงานที่วางแผนไปได้ ต้องบอกจังหวะไม่ค่อยดี มันมีปัญหาตอนที่งานฟิล์มเป็นงานที่ใหญ่ๆ ทั้งนั้น เราเองก็กระทบพอสมควร ฟิล์มก็เสียใจมากเพราะเขาคาดหวัง แผนงานต่างๆ เราเตรียมมาเป็นปี พอมีปัญหาเกิดขึ้นเขาก็เสียใจมาก มันก็ต้องดร็อปไป เราก็บอกเขาว่าใช้เวลาตรงนี้ไปจัดการปัญหาเสีย แล้วค่อยกลับมาทำงานได้ต่อ ส่วนตัวผมก็หวังอยากให้ทั้งสองคนเดินเข้ามาพิสูจน์ความจริง ผมเชื่อหนีความจริงไม่พ้น อยากให้ตรวจดีเอ็นเอ ถ้าไม่ตรวจผมก็ไม่รู้ ผมก็ทำได้เท่านี้”

“เฮียฮ้อ” ยันเปล่ากดดัน “แอนนี่” บอกอาร์เอสเองก็ไม่มีทางเลือก เลยต้องหาทางออกเช่นนั้น

“มันเป็นเรื่องที่ผมต้องทำ ผมไม่มีทางเลือกเหมือนกัน ถ้าผมไม่ทำอะไรสักอย่างก็ไม่มีทางออก อย่างที่บอกเราออกงานฟิล์มไม่ได้อยู่แล้วในช่วงเวลาแบบนี้ ตัวฟิล์มก็ทำงานไม่ได้ ก็เหมือนอาร์เอสไม่มีทางเลือก เราก็ต้องดร็อปงานในช่วงที่ทำงานพอดี มันก็มีบางงานที่รอได้ เราก็บอกว่าจะรอฟิล์มไป แต่ระงับไว้ก่อน ถ้ารอจนเรื่องไม่เรียบร้อยอันนั้นค่อยว่ากันว่าจะต้องเปลี่ยนตัวหรือเปล่า หรือจะเปลี่ยนแปลงบางแผนงานไหม ผมก็คุยกับฟิล์มเรื่องนี้ เขาก็เสียใจ เป็นช่วงที่ผมคิดว่าเขากำลังทำใจ ถ้าคุณแอนนี่ไม่ตรวจดีเอ็นเอจริงๆ ผมคงต้องดูสักระยะหนึ่งว่าสถานการณ์จากนี้ไปจะเป็นอย่างไร”

“คือถ้าเรื่องนี้เป็นเรื่องของผู้ชายกับผู้หญิงคบกัน แล้วมีปัญหาเลิกกันมันก็จบได้ง่าย แต่วันนี้มีเด็กคนหนึ่งเกิดขึ้น ผมคิดว่าเรื่องของเด็ก อย่างน้อยเด็กคนนี้ควรจะมีสิทธิ์ที่จะรู้ว่าใครเป็นแม่ใครเป็นพ่อเขานี่คือ ประเด็น ข้อมูลจากทั้งสองฝ่ายไม่ใช่ประเด็น ยิ่งพูดมีแต่จะทำให้ยิ่งเสียหาย คือวันนี้เราฟังใครไม่ได้ คุณแอนนี่เราก็ฟังได้ ฟิล์มพูดก็อีกแบบหนึ่งเลย ตอนนี้ข้อมูลของคนสองคน เราจะเชื่อใครล่ะครับ ข้อมูลของทางฝั่งฟิล์ม เมื่อเช้าคุณพจน์ อานนท์เล่าให้ฟังก็เป็นเรื่องที่ฟิล์มเล่าให้คุณพจน์ฟัง ซึ่งฟิล์มก็เล่าให้ผมฟังอย่างนั้น บอกสิ่งที่คุณแอนนี่พูดข้อมูลไม่ตรงกับเขา หลายๆ เรื่องเขามีหลักฐาน”

“ผมบอกว่ามันเลยจุดนั้นมาแล้ว มันเป็นเรื่องของคนสองคน พูดไปมันก็ไม่รู้จะเชื่อใคร มันเชื่อใครไม่ได้ทั้งคู่ ตรวจดีเอ็นเอก็คนละเรื่อง ไม่ป้องกันก็คนละเรื่อง การดูแลปล่อยให้เขาอยู่คนเดียวก็คนละเรื่องกัน บางเรื่องที่ฟิล์มบอกเขามีหลักฐานซะด้วย เรื่องการโอนเงินให้ต่างๆ มันก็มากกว่าที่ทางคุณแอนนี่พูด แต่ผมก็บอกว่าเฮียคิดว่ามันเลยตรงจุดนั้นมาแล้ว”

พิธีกรชื่อดังถามต่อว่า ทำไมนักร้องหนุ่มถึงไม่ออกมาชี้แจงเรื่องดังกล่าวด้วยตัวเอง บิ๊กบอสอาร์เอสเผยสาเหตุว่า

“ผมว่าเขายังไม่พร้อม จริงๆ วันนี้เมื่อเช้าก็คุยกันฟิล์มก็โทรมาขอโทษผมอีก ไม่ร้องไห้แล้ว แต่เสียงหงอยหน่อยๆ ปกติจะอารมณ์ดีตลอดเวลา เขาก็เข้าใจสิ่งที่ผมตัดสินใจ เมื่อเช้าเขาก็บอกเสียใจที่ทำให้เฮียต้องมายุ่งปวดหัวแบบนี้ ก็คิดว่าเรื่องนี้จะจัดการให้เรียบร้อย แต่ขอเวลาทำใจสักระยะหนึ่ง เขาคงยังไม่ได้คิดว่าจะจัดการยังไง ผมก็แนะเขาว่าถึงเวลาจุดหนึ่งฟิล์มอาจจะต้องเข้ามาพูดคุยอะไรบ้าง เขาก็บอกว่าถ้าพร้อมจะออกมา”

“สรยุทธ” ซักไซ้ต่อนอกจากการตรวจดีเอ็นเอ มีทางเลือกอื่นให้กับทั้งคู่ในการพิสูจน์และจบเรื่องที่เกิดขึ้นหรือไม่ “เฮียฮ้อ” เสนอแนวทางยินดีเป็นคนกลางช่วยไกล่เกลี่ย

“ผมว่าการตรวจดีเอ็นเอเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุด อยู่ที่ความบริสุทธิ์ใจ แต่ถ้าทั้งฟิล์มและคุณแอนนี่จะไปคุยกันเองผมก็ยินดี วันนี้ผมคิดว่ายังไงก็ได้ แต่เท่าที่ผมอ่านข่าวแอนนี่บอกอยากคุยกันเอง แต่ผมคิดว่าควรจะมีคนอื่นอยู่ด้วย เพราะวันนี้ปัญหาคือคนสองคนพูดไม่เหมือนกัน ถ้าคุยกันเสร็จแล้วออกมาพูดไม่เหมือนกันอีก มันก็ไม่มีจุดจบอยู่ดี ผมว่าถ้าบริสุทธิ์ใจ มันเป็นเรื่องของคนสองคนก็จริง วันนี้ถ้าจะทำให้มันจบก็ต้องตั้งใจให้มันจบจริงๆ เพราะถ้าคุยอย่างนั้นก็ไม่จบอีก”

“ถ้าจะให้ผมเป็นคนกลางก็ยินดีได้ครับ ถ้าคิดว่าวิธีนั้นเป็นประโยชน์แล้วมันเป็นทางออกที่ดีได้ ผมก็ยินดี ที่ผ่านมาผมไม่ได้เชื่อฟิล์มข้างเดียว ถึงวันนี้หลายๆ คนว่าผมรุนแรงเกินไปกับฟิล์มหรือเปล่า ผมก็บอกว่ามันคือเรื่องที่เราปกครองศิลปิน มีเหตุการณ์ก็ว่ากันไปตามเนื้อผ้า ถ้าคุณแอนนี่กับคุณฟิล์มอยากให้เรื่องจบ ก็เดินเข้ามาพิสูจน์ นั่นเป็นทางที่ 1 ส่วนทางที่ 2 ถ้าคิดจะคุยกันจะมีผมไปนั่งอยู่ด้วย ผมก็ยินดีถ้าทำให้เรื่องจบได้ เรื่องนี้เริ่มจากคนสองคนจะจบได้ก็ต้องเป็นคนสองคน”

“คือเรื่องแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องใหม่ ในวงการก็เคยมีเคสแบบนี้เกิดขึ้น และเราก็เห็นว่าในช่วงเวลาที่เป็นข่าว ทุกคนก็ไปปรักปรำ ผมว่าพิสูจน์ออกมามันก็ชัด การพิสูจน์ความจริงมันหนีไม่พ้น ใช่ก็คือใช่ ไม่ใช่ก็คือไม่ใช่”

เมื่อถามบิ๊กบอสอาร์เอสว่ามีอะไรอยากจะฝากไปถึง “แอนนี่” บ้างหรือไม่ เจ้าตัวจึงแนะว่ายังมีโอกาสแก้ไขในสิ่งที่ทำพลาด อย่าทำผิดซ้ำกับลูกที่เกิดมา

“ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของคนสองคน แล้วมันเลยเถิดมาถึงขนาดนี้แล้ว ก็อยากแนะนำว่าวันนี้มันยังมีโอกาสที่จะแก้ไขมันให้ถูกต้อง ผมว่าก็แก้ไขมันเสีย เรื่องของเราไม่ว่าจะเป็นเรื่องของคุณแอนนี่ หรือเรื่องของฟิล์มมันเล็กกว่าเรื่องของเด็กคนนี้ อย่าปล่อย..อย่าทำผิดซ้ำกับเด็กคนนี้”

ภายหลังจบรายการ “เฮียฮ้อ” ได้เปิดใจให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชนอีกครั้ง โดยปฏิเสธการสั่งระงับงานของ “ฟิล์ม” ทำให้หุ้นของอาร์เอสตก

“ไม่เกี่ยว มันตก.02สตางค์เนี่ยนะ (หัวเราะ) ไม่มีผลเลยครับ เรื่องผลกระทบกับอาร์เอสคงไม่มาก อย่างที่บอกว่าแผนงานของฟิล์มเป็นแผนระยะกลาง-ยาว เรื่องการลงทุนก็ไม่ถึง 10 ล้าน มันเป็นเรื่องของการประสานงาน ซึ่งตอนนี้ทีมงานกำลังประสานงานกับทางเกาหลีอยู่ แต่มันคงกระทบเรื่องรายได้ของฟิล์มโดยตรงที่สูญไปกับตรงนั้น อย่างงานโฆษณาหรืองานอีเว้นท์ อะไรที่เขาเป็นพรีเซ็นเตอร์อยู่แล้วไม่มีถูกถอดออก แต่ที่กำลังพูดคุยกันอยู่หรืองานโชว์ต่างๆ เราก็มีการไปพูดคุยเคลียร์กัน เพราะฟิล์มไม่อยู่ในสภาพที่จะไปทำงานได้ ถามว่าฟิล์มเป็นเสาหลักของครอบครัว ขาดรายได้ไปจะทำยังไง อันนั้นเดี๋ยวค่อยว่ากัน (หัวเราะ)”

ผู้สื่อข่าวแสดงความห่วงใยบอกว่า หลายคนเป็นห่วงกลัว “ฟิล์ม” คิดสั้น?

“ผมก็บอกครอบครัวว่าให้อยู่กับฟิล์ม เมื่อเช้าก็เพิ่งคุยกันเขาก็ยังหงอยๆ เศร้า ก็ยังเหมือนเดิม ยังเข้าใจการตัดสินใจของบริษัท ก็ยังขอโทษที่ทำให้เฮียยุ่งยากปวดหัว และขอบคุณที่เฮียให้ความรักเอ็นดูเขา ผมก็บอกเขาว่าให้ทุกอย่างมันดีขึ้นหน่อยค่อยมา เดี๋ยวถึงเวลาเขาก็ออกมา (หัวเราะ) เราไม่ได้สั่งเก็บตัวเขา ผมบอกฟิล์มว่าช่วงนี้ให้อยู่กับครอบครัวแค่นั้นเอง แล้วผมก็บอกคุณแม่เขาว่าให้อยู่ใกล้ๆ เขา คือผมรู้จักฟิล์มว่า ฟิล์มเป็นคนสนุกๆ ตลอดชีวิต แล้วมาเจออย่างนี้ ก็บอกพ่อแม่ว่าให้อยู่ใกล้ๆ แค่นั้นเอง”

“แล้วผมก็บอกฟิล์มไปอีกว่ากล้าทำกล้ารับ อะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด สุดท้ายเรื่องทุกอย่างมันไม่ได้อยู่กับเราตลอด มันก็ต้องผ่านช่วงเวลานี้ไปให้ได้แค่นั้น เราก็ให้กำลังใจเขาว่าต้องอดทน ช่วงนี้ก็อยู่กับครอบครัว อย่าคิดมาก ถามว่าเขามีท้ออยากออกจากวงการบ้างไหม วันนี้เขายังไม่บ่นขนาดนั้น เขาก็เสียใจมากกว่า พูดจริงๆ เขาก็ช็อก ก่อนเฮียแถลงข่าวก็เรียกเขามาคุยว่า เฮียตัดสินใจแบบนี้”

ยังคงยืนยันจะระงับงาน “ฟิล์ม” โดยไม่มีกำหนด?

“มันกำหนดไม่ได้ คงรอให้เรื่องมันคลี่คลาย ผมก็บอกฟิล์มไปว่า เราทำความเข้าใจกันนิดหนึ่ง มุมมองเฮียศิลปินหรือนักร้องมีลูกหรือมีครอบครัวไม่ใช่เรื่องผิดปกติ ในอาร์เอสเองก็มี สุดท้ายแล้วอยู่ที่ประชาชนจะสนับสนุนเราหรือเปล่า เพราะฉะนั้นเป็นการให้ความหวังเขาด้วย ไม่ใช่ว่าอนาคตฟิล์มจะดับวูบเลย แต่นี่เป็นช่วงลำบากในชีวิตหนึ่งที่เขาจะต้องฝ่ามันไปให้ได้”

“บางคนมองว่าที่เฮียทำแบบนี้ เพราะกลัวถูกมองว่าเลือกปฏิบัติ ก็แล้วแต่คนอื่นมอง อย่างที่เฮียพูดตลอดเวลาว่า เวลาพิจารณาอะไรเราจะพิจารณาตามเนื้อผ้า บางคนก็เห็นด้วย บางคนก็ไม่เห็นด้วยก็แล้วแต่มุมมอง ส่วนแฟนคลับเขาก็เสียใจครับ ก็มีสองกระแสบางคนก็ว่าเฮียแรงไป บางคนก็เข้าใจสิ่งที่เฮียทำ แต่เวลาเฮียตัดสินใจเรื่องอะไร มันเป็นเรื่องที่เราคิดว่ารอบคอบแล้วบนข้อมูลที่เรามี และคิดว่าเป็นการตัดสินใจที่ดีที่สุดก็ต้องทำ ใครจะรู้สึกยังไงก็อีกเรื่องหนึ่ง ถ้าไม่ตัดสินใจหรือไม่ทำอะไรเลย มันก็จะมีคนวิพากษ์วิจารณ์ในแง่มุมต่างๆ อยู่ดี”

“เฮียรักฟิล์มเหมือนลูก ฟิล์มก็รักและเคารพเฮียเหมือนพ่อ รักก็ส่วนรัก ลูกเราช่วยได้ก็ช่วย แก้ปัญหาได้ก็ช่วยกันแก้ ลงโทษได้ก็ลงโทษ ณ วันนี้เฮียยังไม่มีแผนสำรองอะไร ถ้าคุณแอนนี่ไม่ยอมตรวจดีเอ็นเอ เฮียมองโลกในแง่ดี คิดว่าเรื่องมาถึงวันนี้แล้ว เป็นเรื่องของคนสองคนก็ต้องจบด้วยคนสองคน มันง่ายนิดเดียว ย้ำแล้วย้ำอีกว่าวันนี้มันไม่ใช่เรื่องของผู้ชายคนหนึ่ง หรือผู้หญิงคนหนึ่ง มีเด็กหน้าตาน่ารักคนหนึ่งเกิดขึ้นมา จะมาพูดถึงความรู้สึก จะมาพูดถึงทิฐิของทั้งคู่ผมว่ามันไม่แฟร์”

เมื่อถามถึงการถูกตั้งข้อสังเกต ที่เผยข้อมูลของ “ฟิล์ม” ที่ไม่ตรงกันกับของ “แอนนี่” เพราะต้องการเปลี่ยนกระแสจากที่คนฟังและเห็นใจ “แอนนี่” อยู่ ประเด็นนี้บิ๊กบอสอาร์เอสกล่าวว่า

“เฮียไม่ได้เจตนาจะหวังผลอะไร สิ่งที่เฮียต้องการคือตัดเรื่องอารมณ์ ตัดเรื่องกระแส ความรู้สึก และเอาความจริงมาปรากฏให้ได้ ก็พูดซ้ำอีกว่าเป็นเรื่องของคนสองคน ข้อมูลที่เฮียได้มาก็อีกแบบหนึ่ง ข้อมูลที่ฟิล์มเล่าก็แบบหนึ่ง ข้อมูลจากคุณแอนนี่ก็แบบหนึ่ง ฉะนั้นจะฟังใครและเชื่อใคร แล้วเรื่องราวเลยเถิดมาถึงวันนี้มันเสียเวลาที่จะไปคุยเรื่องตรงนั้น”

“ถามว่าเรื่องนี้ใครไม่ยอมจบ ผมหวังว่าทุกคนน่าจะอยากจบ เพราะปล่อยไว้อย่างนี้ชีวิตธรรมดาเป็นสุขไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นแอนนี่หรือฟิล์ม แล้วสิ่งที่เฮียทำก็ไม่ใช่เรื่องกดดันใคร กดดันจริงๆ ผมกดดันฟิล์มหรือเปล่า คนบางคนไม่เข้าใจเฮีย เมื่อวานผมแถลงข่าวไปที่อาร์เอส เอาแค่พนักงานหลายคนฟังเสร็จแล้วร้องไห้ว่า ทำไมเฮียไปกดดันฟิล์ม มันไม่ใช่เรื่องกดดันใคร อย่างที่บอกอาร์เอสไม่สามารถปล่อยงานออกไปได้ในช่วงเวลาแบบนี้ 2.ฟิล์มเองก็ไม่มีสภาพจิตใจไปทำงานได้หรอกในช่วงเวลาแบบนี้ เฮียก็ได้คุยกับฟิล์มค่อนข้างใกล้ชิดในช่วง 2-3 วันที่มีปัญหา เราก็เห็นว่าเขาไม่อยู่ในสภาพที่จะทำงานได้ มันเป็นปัญหาเฮียก็ต้องแก้ก่อน”

“แล้วที่เรายังไม่ให้ฟิล์มออกมาพูดชี้แจงเรื่องข้อมูลที่ไม่ตรงกัน เอง เพราะคิดว่าคนที่จะออกมาพูดกับสื่อได้ต้องมีสภาพจิตใจที่พร้อมก่อน สำหรับฟิล์มหลังจากวันศุกร์เขาก็แย่ไปเลย (ที่ผ่านมาคนมองว่าฟิล์มเคยโกหกเรื่องที่เป็นข่าวมาก่อน พอมาถึงเรื่องนี้น้ำหนักในการพูดเลยดูน่าเชื่อถือน้อยลง) เฮียเป็นคนแนะนำฟิล์มเอง วันที่ฟิล์มดูคุณแอนนี่ให้สัมภาษณ์รายการของคุณสรยุทธ เสร็จแล้วเขาก็โทรหาเฮียเอาข้อมูลต่างๆ มาบอกว่าไม่ตรง เฮียก็แนะนำไปว่ามันไม่มีประโยชน์หรอก มันเป็นเรื่องของคนสองคนที่คบกัน”

“เฮียพูดถึงขนาดว่าคุณจะคบกันอาทิตย์หนึ่ง หรือคบกัน 2 ปีมันเลยจุดนั้นมาแล้ว หัวใจมันอยู่ที่ว่าเด็กคนนี้เกิดขึ้นมา ลูกคุณหรือเปล่า ถ้าลูกฟิล์มก็ควรจะรับ แต่ถ้าไม่ใช่ก็ว่ากันไป ออกตัวถึงขนาดว่าถ้าผลจะเป็นอย่างไร อาร์เอสก็มีหน่วยงานเยอะแยะ เราก็ยินดีให้ความช่วยเหลือแอนนี่ หางานให้ก็ได้ เรื่องแบบนี้มันไม่ใช่เรื่องใหม่ในวงการบันเทิง”

ส่วนกระแสข่าวที่ว่าสาเหตุที่ “แอนนี่” ไม่ยอมตรวจดีเอ็นเอ เพราะทราบว่าอาร์เอสใช้เงินซื้อหมอเรียบร้อยแล้ว จึงสั่งให้ “แอนนี่” ไปตรวจกับหมอคนนี้เท่านั้น เจ้าตัวขอชี้แจงว่า

“คือข่าวนี้เป็นที่สนใจของประชาชน ทุกครั้งที่มีข่าวอย่างนี้ ไม่ว่าจะเป็นกับศิลปินคนใด ค่ายไหน หรือดาราก็แล้วแต่ สิ่งที่เราเห็นคือกระแส 2.ข่าวลือ 3.มีพวกประเภทจะเข้ามาเกาะกระแสอยากดังด้วย วันนี้ก็เริ่มมีละบางทีฟังแล้วก็หงุดหงิด ทำให้เรื่องมันยุ่งยากไปอีก เฮียไม่ได้หมายถึงใคร ใครก็ได้ คือเรื่องของคนสองคน อย่าไปมีคนที่ 5 6 7 มีหน่วยงานโน้นหน่วยงานนี้ คนอื่นมามันจบไม่ได้หรอก มันต้องจบด้วยคนสองคน”

ต่อข้อซักถามที่ว่า “ฟิล์ม” ได้ติดต่อ “แอนนี่” บ้างหรือไม่หลังทั้งสองฝ่ายออกมาพูดผ่านสื่อแล้ว “เฮียฮ้อ” เผยว่าไม่มีการติดต่อ

“ไม่มีครับ หลังจากที่ฟิล์มแถลงข่าวผมก็ถาม เขาก็บอกไม่มีการติดต่อกัน ส่วนเรื่องเขามั่นใจหรือเปล่าว่าเป็นลูก คือเรื่องบางเรื่องเฮียไม่อยากพูด พูดไปแล้วมันทำให้ปัญหาจบยากขึ้น (เฮียแนะนำไหมว่าต่อไปให้เพลาๆ เรื่องผู้หญิง) เรื่องนี้เป็นเรื่องธรรมดา ศิลปินมีลูกมีครอบครัวยังเป็นเรื่องธรรมดาเลย ดังนั้นศิลปินผู้ชายหรือผู้หญิงจะมีแฟนก็เป็นเรื่องธรรมดา สิ่งที่เป็นวันนี้ฟิล์มไม่ได้ผิดในแง่ของการคบผู้หญิงสักคนหนึ่ง หรือจะมีครอบครัวหรือมีลูก เพียงแต่มันเกิดประเด็นปัญหาขึ้นมา มันก็ต้องแก้ปัญหานี้ก่อน (ฟิล์มเจ้าชู้ไหม) ก็โอเค (หัวเราะ)”

บอกคนคิดไปเองที่ศิลปินอาร์เอสมักมีแต่ข่าวฉาว พร้อมยันเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ส่งผลต่อการต่อสัญญาของ “ฟิล์ม”

“ที่คนมองว่าศิลปินของอาร์เอสมีแต่ข่าวฉาว ทำให้ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของบริษัท ผมว่าไม่หรอก…คิดกันไปเอง สำหรับฟิล์มถามว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะส่งผลต่อการต่อสัญญาในอนาคตไหม ไม่มีครับ ฟิล์มกับอาร์เอสไม่เคยคุยเรื่องสัญญา แต่อนาคตของเขาจะเป็นเอเชียสตาร์เหมือนที่เฮียหวังได้อีกไหม ผมว่าอย่าเพิ่งไปพูดอะไรไกลขนาดนั้น เอาเรื่องตรงนี้ให้มันจบก่อน”

นอกจากนี้ “เฮียฮ้อ” ยังแนะ “ฟิล์ม-แอนนี่” ยิ่งปล่อยเรื่องนี้ให้คาราคาซัง ก็ยิ่งไม่ดีกับทั้งสองฝ่าย

“สิ่งที่ผมอยากจะเห็น คือเรื่องนี้ทิ้งไว้นานก็ไม่ดี ไม่ดีกับตัวฟิล์ม ไม่ดีกับตัวแอนนี่เอง คุณใช้ชีวิตอยู่อย่างนี้ไม่ได้หรอก มันไม่ใช่ชีวิตปกติ เพราะฉะนั้นมันก็ไม่มีความสุข ทิ้งไว้นานก็ไม่ดี เรื่องมันเลยมาถึงวันนี้มีเด็กเกิดขึ้นมาคนหนึ่ง ผมว่าหาทางออกและข้อสรุปกันเสีย เรื่องมันไม่ได้ยาก ให้ปล่อยวางเรื่องอารมณ์และความรู้สึก”

“ส่วนประชาชนที่ติดตามข่าวนี้ อยากฝากบอกว่าจริงๆ ศิลปินหรือนักแสดงก็เป็นคนธรรมดา เรื่องอย่างนี้เกิดขึ้นได้กับคนทั่วไป และศิลปินนักร้อง เพียงแต่ว่ากรณีของฟิล์ม-แอนนี่ เป็นศิลปินที่มีชื่อเสียง ก็เป็นที่สนใจหน่อย แต่จริงๆ แล้วมันก็เป็นเรื่องปกติ เกิดปัญหาก็ต้องแก้ปัญหากันไป”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์