ประหารชีวิตสถานเดียว ฆาตกรฆ่าหั่นศพ “สองแม่ลูกมาคิโน!”


นายสิริพงศ์ หรือใหญ่ กาญจนนิวิฐ หรือกาญจนชมพู จำเลย

นายสิริพงศ์ หรือใหญ่ กาญจนนิวิฐ หรือกาญจนชมพู จำเลย

ประหารสถานเดียว แท็กซี่โหด ฆ่าหั่นศพ “น้องโช – กับแม่” ศาลชี้พฤติการณ์โหดเหี้ยม ทำกับเด็ก และผู้หญิง ทั้งยังซ่อนเร้นทำลายศพ ไม่มีเหตุลดโทษแม้รับสารภาพ ด้าน “น้องมิ้น” บอกไม่อโหสิกรรม ที่ทำกับแม่และน้อง

วันนี้ ( 21 ก.ย.) เมื่อเวลา 12.10 น. ที่ห้องพิจารณา 906 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อ. 4099/2552 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 7 เป็นโจทก์ ฟ้องนายสิริพงศ์ หรือใหญ่ กาญจนนิวิฐ หรือ กาญจนชมพู อายุ 41 ปี อาชีพขับรถแท็กซี่ เป็นจำเลยในความผิดฐานฆ่า และพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน, ลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธปืน, หน่วงเหนี่ยวหรือกักขังผู้อื่น ให้ปราศจากเสรีภาพในร่างกาย, กระทำอนาจารแก่เด็กอายุไม่เกิน 15 ปี โดยเด็กนั้นไม่ยินยอม, ซ่อน เร้นหรือย้ายทำลายศพ หรือส่วนของศพ เพื่อปิดบังการตาย หรือเหตุแห่งการตาย และพาอาวุธปืนไปในเมือง หมู่บ้าน ทางสาธารณะ โดยไม่มีเหตุอันควร โดยไม่ได้รับอนุญาต อัยการโจทก์ ระบุฟ้องความผิดสรุปว่า

เมื่อวันที่ 10 ต.ค. 52 เวลา 24.00 น. จำเลยได้ใช้อาวุธปืนพก รีวอลเวอร์ ขนาด .38 ซึ่งไม่ได้รับอนุญาต ยิงนางสุนันท์ ศรีสุวรรณ หลายนัดถูกบริเวณกกหูด้านขวา ลำคอหน้าอก กระดูกไหปลาร้าข้างซ้าย จนถึงแก่ความตาย นอกจากนี้ ยังใช้ปืนยิง ด.ช.โช มาคิโน่ บุตรชายของนางสุนันท์ หลายนัดถูกบริเวณศีรษะ ลำตัว ต้นแขนขวา และปลายแขนขวา จนถึงแก่ความตายสมดังเจตนา อันเป็นการฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อน นอกจากนี้ จำเลยยังใช้อาวุธปืนยิง ด.ญ.พิชญา หรือน้องมิ้นท์ จงงามวิไล อายุ 13 ปีเศษหลายนัด แต่กระสุนถูกบริเวณหัวไหล่ขวา ข้อศอกซ้าย ซึ่งไม่ใช่อวัยวะสำคัญ ได้รับบาดเจ็บสาหัส โดย ด.ญ.พิชญา ได้ร้องขอชีวิตกับจำเลยไว้ จากนั้นจำเลยได้ลักเอาสร้อยคอทองคำหนัก 3 บาท จำนวน 1 เส้น สร้อยข้อมือทองคำหนัก 5 บาท จำนวน 1 เส้น พระเครื่องเลี่ยมทองจำนวน 3 องค์ นาฬิกาข้อมือยี่ห้อโรเล็กซ์ ฝังเพชร 1 เรือน และธนบัตรญี่ปุ่น จำนวน 16,000 เยน รวมมูลค่าทั้งสิ้น 246,180 บาท ของนางสุนันท์ ผู้ตาย ไปโดยทุจริต แล้วจำเลยได้กักขังหน่วงเหนี่ยว ด.ญ.พิชญา ไว้ในห้องเลขที่ 353/33 บ้านเอื้ออาทร คอนโดมีเนียม ถนนตลิ่งชัน – สุพรรณบุรี ต.บางบัวทอง อ.บางบัวทอง จ.นนทบุรี แล้วใช้กำลังกระทำอนาจาร ด.ญ.พิชญา

คำฟ้องระบุอีกว่า นอกจากนี้ จำเลยยังได้ทำลายศพ ด.ช.โช มาคิโน่ โดยใช้มีดปังตอสแตนเลส 2 เล่ม หั่นศพเป็น 12 ชั้น นำไปแยกใส่ถุงพลาสติกสีดำ 5 ใบ เคลื่อนย้ายศพออกจากห้องพักของจำเลยไปทิ้งไว้ในซอยหมู่บ้านพิมาน แขวงบางละมาด เขตตลิ่งชัน กทม. อันเป็นการซ่อนเร้นศพ เพื่อปิดบังการตาย หรือเหตุแห่งการตาย ต่อมาวันที่ 12 ต.ค. 52 พนักงานสอบสวนพบชิ้นส่วนศพของ ด.ช.โช และวันที่ 13 ต.ค. 52 จำเลย ได้เข้ามอบตัวกับพนักงานสอบสวน พร้อมของกลางอาวุธปืน โดยพนักงานสอบสวนได้ยึดของกลางเป็นมีดบังตอที่ใช้ก่อเหตุจากห้องพัก รวมถึงทรัพย์สินของกลางที่จำเลยลักทรัพย์เอาไปจากพยานบุคคลที่จำเลยนำไปฝาก ไว้

จำเลยให้การรับสารภาพ ในข้อหา พ.ร.บ.อาวุธปืน, ฆ่าและพยายามฆ่าฯ ลักทรัพย์ในเวลากลางคืนโดยมีอาวุธปืน และซ่อนเร้นทำลายศพ หน่วงเหนี่ยวกักขัง และกระทำอนาจารเด็กอายุไม่เกินสิบห้าปี โดยเด็กนั้นไม่ยินยอม แต่มาอ้างว่ากระทำไปเพราะบันดาลโทสะ

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานนำสืบทั้งสองฝ่ายแล้วเห็นว่า โจทก์มี ด.ญ.พิชญา จงงามวิไล เบิกความยืนยันว่าในวัน 10 ต.ค.52 เวลาประมาณ 23.30 น.จำเลยขับรถแท็กซี่ไปรับนางสุนันท์ มารดา ด.ช.โช น้องชาย และพยานจากท่าอากาศยานนานาชาติสุวรรณภูมิ เพื่อไปส่งที่คอนโดมิเนียม ย่านถนนรัชดาภิเษก แต่จำเลยกลับขับรถออกนอกเส้นทาง นางสุนันท์จึงสั่งหยุดรถ จำเลยจึงหันมาใช้อาวุธปืนยิงใส่นางสุนันท์ ด.ช.โช และพยาน เมื่อถูกยิงพยานจึงแกล้งเสียชีวิต ขณะที่มารดาพูดจาต่อว่าจำเลยจึงถูกยิงซ้ำอีก 2 นัด ส่วนน้องชายร้องไห้จึงถูกยิงซ้ำอีก 3 – 4 นัด จนเสียชีวิต

พิเคราะห์แล้วเห็นว่า พยานรู้จักจำเลยเป็นอย่างดี เพราะถูกเลี้ยงดูมาแต่ยังเล็ก แม้ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางคืนย่อมจำได้ว่าเป็นจำเลยเป็นผู้ก่อเหตุ อีกทั้งมีภาพจากโทรทัศน์วงจรปิดยืนยันว่าจำเลยไปรับผู้ตายและผู้บาดเจ็บจาก สนามบินสุวรรณภูมิจริง ประกอบกับหลักฐานในชั้นสอบสวนพบว่าหัวกระสุนถูกยิงจากปืนของจำเลย อีกทั้งผลการตรวจสอบในรถแท็กซี่ เสื้อ และรองเท้าของจำเลยพบคราบโลหิตของผู้ตาย และพบคราบเลือดของ ด.ญ.พิชญาในห้องน้ำบ้านพักย่านบางบัวทองที่จำเลยนำพยานไปกักขังไว้ จึงรับฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้ตายทั้งสอง และพยามฆ่าผู้บาดเจ็บจริง

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยต่อไปว่าจำเลยฆ่าผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน หรือไม่ เห็นว่า จำเลยมีการเตรียมอาวุธปืนซุกซ่อนไว้ใต้เบาะรถ และวางแผนขับรถออกนอกเส้นทางก่อนใช้ปืนยิงเมื่อผู้ตายบอกให้หยุดรถ จึงเป็นการวางแผนฆ่า การกระทำของจำเลยจึงเป็นการฆ่า และพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนไม่ใช่เหตุบันดาลโทสะ

พฤติการณ์แห่งคดีฟังได้ว่า จำเลยมีเจตนาใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายทั้งสองและผู้บาดเจ็บ แต่ไม่เสียชีวิตทันทีจึงยิงซ้ำ จากนั้นจึงพา ด.ญ.พิชญาไปหน่วงเหนี่ยวกังขังและกระทำอนาจาร จากนั้นจึงหั่นศพ ด.ช.โช ใส่ถุงพลาสติกสีดำ 5 ใบแยกไปทิ้งในที่ต่างๆ จำเลยมีพฤติการณ์ที่โหดร้ายกระทำต่อเด็กและผู้หญิง และยังปิดบังซ่อนเร้นทำลายศพ คำรับสารภาพของจำเลยไม่เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณาไม่สมควรลดโทษให้พิพากษา ให้ประหารชีวิตจำเลย

ส่วนข้อหา พยายามฆ่าฯ พิพากษาจำคุกตลอดชีวิต ข้อหาชิงทรัพย์ฯ จำคุก 6 ปี หน่วงเหนี่ยวกักขังฯ จำคุก 2 ปี กระทำอนาจารเด็กหญิงอายุไม่เกิน 15 ปี ให้จำคุก 6 ปี ซ่อนเร้นทำลายศพฯจำคุก 1 ปี ข้อหาพกพาอาวุธปืนในทางสาธารณะโดยไม่ได้รับอนุญาต จำคุก 1 ปี ซึ่งจำเลยให้การรับสารภาพลดโทษให้กึ่งหนึ่ง อย่างไรก็ตามเมื่อรวมโทษทุกกระทงแล้วคงให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยสถานเดียว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ ด.ญ.พิชญา หรือน้องมิ้น จงงามวิไล บุตรสาวและพี่สาวของผู้ตายทั้งสองเดินทางมาจากจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมกับนายชยุต จงงามวิไล บิดา เพื่อร่วมฟังคำพิพากษา โดยภายหลังศาลพิพากษาให้ประหารชีวิตจำเลย ด.ญ.พิชญา กล่าวว่า ผลคำพิพากษาทำให้ความรู้สึกของตนดีขึ้น ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณทุกหน่วงงานและทุกคนที่เข้ามาให้ความช่วยเหลือ แต่กับบางคนที่เข้ามาเพื่อสร้างภาพ ขออย่าเข้ามาอีกเลย เพราะทำให้เสียความรู้สึก

“หลังจากนี้จะจุดธูปบอกแม่และน้องว่าเราทำสำเร็จแล้ว ทำดีที่สุดแล้ว ส่วนตัวยอมรับว่ายังไม่ลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ยังโกรธแค้นที่นายสิริพงษ์ฆ่าแม่และน้องชาย และคงจะไม่ให้อภัย หรืออโหสิกรรมให้ แม้ศาลจะพิพากษาลงโทษประหารชีวิต ” ด.ญ.พิชญา กล่าว

ด้าน นายชยุต กล่าวว่า พอใจกับผลคำพิพากษาและขอบคุณศาลที่ให้ความยุติธรรม พิพากษาให้คนทำผิดได้รับโทษที่เขาได้กระทำไว้ นอกจากนี้ต้องขอบคุณทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจ รวมทั้งสื่อมวลชนที่ให้ความยุติธรรม ส่วนการดูแลบุตรสาวต่อจากนี้ จะให้เขาได้เรียนสูงที่สุด ส่วนจะเป็นด้านไหนตามใจเขา และเชื่อว่าบุตรสาวจะลืมเรื่องเลวร้ายที่เกิดขึ้นได้

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์