“แอนนี่ รุ่งนภา บรู๊ค” อุ้มลูกแถลง ยันไม่ตรวจ DNA ไม่สนคนมองจับ “ฟิล์ม รัฐภูมิ” ลั่นเลี้ยงลูกเองได้


แอนนี่ รุ่งนภา บรู๊ค อุ้มลูก

“แอนนี่” อุ้มลูกแถลงข่าวบอกท้องเพราะ “ฟิล์ม” พูดให้เชื่อใจเลยไม่ป้องกัน ยันไม่ตรวจดีเอ็นเอเพราะไม่อยากให้สังคมบีบให้ฝ่ายชายยอมรับ ไม่หวั่นคนมองไม่บริสุทธิใจ แต่ถ้าจะตรวจก็ห้ามทวงสิทธิ์ความเป็นพ่อ ลั่นยินดีเลี้ยงลูกเองไม่หวังเงินทองหรือจับนักร้องคนดัง เผยสุดรันทดระหว่างท้องสุดเหงาต้องอยู่คนเดียวปกปิดทางบ้าน แต่ตอนหลังกลับให้สัมภาษณ์ว่าแม่ก็รู้ว่าท้อง แต่พึ่งรู้ว่าท้องกับใครเมื่อเช้านี้

เรียกน้ำตาท่วมจอเลยทีเดียวหลังจากที่ดาราสาวลูกครึ่ง “แอนนี่ รุ่งนภา บรู๊ค” อุ้มลูก “ด.ช.ทีฆายุ แก้วไทรหาญ” ออกมาให้สัมภาษณ์ในรายการ “เรื่องเด่นเย็นนี้” ในช่วงเจาะข่าวเด่นที่มีพิธีกรชื่อดัง “สรยุทธ” ดำเนินรายการ โดยเธอได้เปิดใจว่า ไม่อยากออกมาพูดเพื่อทำร้าย “ฟิล์ม” เพราะเคยให้สัญญาไว้ แต่เนื่องจากความจำเป็นทำให้ต้องมาออกทีวีในวันนี้

“ที่แอนนี่ไม่อยากออกมาพูดเลย เพราะเราก็เสีย เขาก็เสีย แต่ที่ออกมาพูดเพราะจำเป็นจริงๆ เราไม่อยากทำร้ายใคร แอนนี่สัญญากับทางคนคนนั้นไว้ (ฟิล์ม) ค่ะ ว่าจะไม่ทำร้าย เพราะถ้าทำร้ายคงทำไปนานแล้ว คงไม่ปิดจนถึงทุกวันนี้ และต้องมาอยู่หลบๆ ซ่อนๆ มันไม่มีความสุขเลย พูดกับใครก็ไม่ได้”

“แต่ทางข้อความข่าวที่มันสื่อสารมาถึงตัวแอนนี่ อย่างที่บอกว่ารู้สึกดีใจและเสียใจในบางคำพูด (น้ำตาคลอ) ขอโทษนะที่พูด…ตัวเขาขอโทษ (พูดถึงฟิล์ม) เขาจำเป็นต้องพูด เขาขอพูดนะ คือเขารับรู้มาตลอดว่าเรามีน้อง เขารับรู้ตั้งแต่เดือนแรกแล้ว เราบอกเขา เขาก็ตกใจ สับสน กลัวเป็นข่าว ซึ่งเราก็เข้าใจเขานะ เพราะมันคืออนาคตเขาทั้งชีวิตเลย มันต้องแย่แน่ แต่เขาแค่ตกใจไม่ได้สงสัย ไม่ได้แสดงอะไรที่ไม่ดีออกมา ไม่ปฏิเสธอะไร มันก็ทำให้เราชื่นใจมากที่เขาทำให้แบบนั้น”

พิธีกรชื่อดังซักถามต่ออย่างตรงไปตรงมาว่า ละคร “ปีศาจแสนกล” เปิดกล้องถ่ายทำเมื่อเดือนก.ย.ปีที่แล้ว ถือว่ามีความสัมพันธ์กันเร็วมาก และก็ตั้งท้องเร็ว ช่วงนั้นใช้ชีวิตคบหากันอย่างไร และทำไมถึงไม่ป้องกัน??

“ก็ถ้าเลิกงานก็เจอกัน ก็ไม่ได้ถี่มาก ประมาณหนึ่งจนมีความรู้สึกว่าเขาจริงใจ จริงจัง รู้สึกว่าเขารักเรา และที่ไม่ป้องกันคือเราก็ไม่ใช่อายุน้อยๆ แล้ว ที่จริงเราก็ไม่อยากท้องไม่มีพ่อ หรือเป็นซิงเกิ้ลมัม ผู้หญิงทุกคนก็อยากแต่งงาน แต่ด้วยความที่เราเชื่อใจกันและกัน เราถามกันแล้วว่าเชื่อใจ เขาไม่มีคนอื่น เราไม่มีคนอื่นแน่นอน มันก็ไม่มีอะไรต้องป้องกัน”

“พอท้องได้ 4 เดือนแอนนี่เป็นคนเสนอเขาเองว่า ไปตรวจดีเอ็นเอกันไหม เรารู้มาว่าเจาะน้ำคร่ำก็ตรวจได้แล้ว คือตอนนั้นเราปิดให้ทุกอย่างเงียบ ไม่มีข่าวออกไป ไม่มีใครรับรู้ ถ้าเราไปตรวจก็เพื่อให้เขาและครอบครัวเขาสบายใจว่า เป็นลูกและหลานของเขา”

“แต่เขาไม่ตรวจ เราก็บอกไม่ต้องกลัวนะ ถ้าผลออกมาว่าใช่ แอนนี่ก็ให้ผลกับเขาเลย ไม่เก็บไว้ก็ได้ เราไม่ได้จะทำร้ายเขาจริงๆ ไม่ได้เรียกร้องอะไร เราก็จะได้สบายใจด้วย จะได้ไม่มีอะไรค้างคาใจกัน แต่เขาก็ไม่ตรวจ เราก็บอกถ้าในเมืองไทยไม่กล้าตรวจ ก็ไปตรวจเมืองนอกก็ได้ เพราะเมืองนอกไม่จำเป็นต้องใช้เลือด เราก็ขอผมเขามาเดี๋ยวเอาไปตรวจเองก็ได้ ส่วนผลตรวจถ้าได้มาก็ให้เขาเก็บไว้ ไม่ต้องห่วงไม่ทำร้าย แต่เขาก็ไม่ตรวจ เขาบอกว่าไม่เป็นไร เขาเชื่อ เขาไม่อยากให้อะไรออกจากตัวเขาเลย หลังจากนั้นก็หายไป ก็ไม่รู้หายไปตั้งหลัก สับสน หรืออะไรก็ไม่รู้”

“อันนี้คือสิ่งที่เราคิดเองนะว่า เขาคงกลัวตรวจแล้ว เราจะแบ็คเมล์เขา เพราะถ้าเป็นเราก็คิดแบบนี้ อย่างที่เขาพูดว่าไม่ได้คบกันเป็น 2-3 ปี เราไม่ได้คบกันนานเลย ดังนั้นเขาจะไว้เนื้อเชื่อใจเราได้ไหมก็ไม่รู้ พอเขาหายไป แล้วถึงวันที่เราต้องอยู่คนเดียว เราก็คิดแล้วว่าต้องเป็นซิงเกิ้ลมัมแน่นอน เขาหายไปเลย ทั้งที่เราส่งแมสเซจหาเขาตลอด เราเหนื่อย เหงา หิวก็ส่ง ถ้าเราโทรไปหลายมิสคอล เขาก็โทรกลับมาบ้างบอกทำงานอยู่ ไม่ว่าง”

“คือเขาหายไปแต่เราก็ยังโทรไปหา เพราะตอนที่ท้องเราปิดทุกคน ญาติพี่น้อง พ่อแม่เราไม่มีใครรู้สักคน เราก็กลัว อยู่ในบ้านคนเดียวเหงา เราท้อแท้ เหนื่อย กลัวไปหมด จะกินจะนอน ก็แมสเซจหาเขาบ่อยๆ เขาก็มีโทรมาบ้าง แต่คุยแค่แป๊บเดียว 2 นาที เขายุ่งมากงานเยอะ คือเราคิดว่าเขาจิตใจดี แต่ด้วยความที่เขากลัว ถึงได้บอกว่าเข้าใจ วันนี้ถึงบอกว่าไม่อยากพูดเลย”

เผยเหตุไม่ยอมตรวจดีเอ็นเอ
“ไม่ตรวจเพราะ…พอถึงวันนั้นที่เขาหายไปแบบนั้น หนูก็รู้ว่าหนูต้องเป็นซิงเกิลมัมแน่นอน หนูแมสเซจหาเขาตลอด หนูเหงา หนูเหนื่อย หนูหิว ก็ผู้หญิงน่ะ แต่ถ้าโทรไปหลายๆ มิสคอลเขาก็โทรกลับมาบ้างทำงานอยู่นะ ก็ไม่เป็นไร”

“หลังเขาหายไป 2 เดือน เราก็ตัดสินใจเลยว่าไม่เป็นไร ลูกคนเดียวแม่เลี้ยงได้ แม่ดูแลเอง ไม่มีพ่อไม่เป็นไร (ร้องไห้) อย่างน้อยแม่ทำผิดครั้งหนึ่งแล้ว ผิดพลาดที่ไม่ดูแลตัวเอง แต่จะไม่ผิดซ้ำสองทำแท้งเด็ดขาด จะไม่ฆ่าเลือดเนื้อของเราเอง เราจะไม่เอาเขาออก มีคนอื่นมาพูดว่าทำไมไม่ทำแท้ง เอาออก เราอนาคตไกลทำงานได้อีกเยอะ ถ้ามีลูกจะไม่มีงานอนาคตดับ แต่เราไม่ทำ เราตั้งใจจะปิดเป็นความลับและเลี้ยงลูกเอง ส่วนเขาอนาคตยังอีกไกล และเขาเป็นคนดี เราเชื่อแบบนั้น นี่คือทำไมถึงรักเขา เพราะเขาเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ เริ่มจากไม่มีอะไรเลยจนมามีวันนี้ นี่คือเป็นคนดี เราก็ไม่อยากทำร้าย ไม่อยากให้เขาไม่มีอนาคต”

เมื่อถามต่อว่าจะเปลี่ยนใจยอมตรวจหรือไม่ เพื่อให้ “ฟิล์ม” หลุดพ้นจากการถูกจับตามองของสังคม ดาราสาวเซ็กซี่เผยว่า

“ในเมื่อเราตัดสินใจและตัดใจแล้ว ฉะนั้นถ้าเขาต้องมายอมรับเพียงเพราะสังคมบีบบังคับอย่าดีกว่า เพราะไม่ได้ทำด้วยใจตั้งแต่แรก”

สรยุทธถามย้ำว่าเลี้ยงลูกคนเดียวใช่ไหม ตั้งท้องก็อยู่คนเดียว แม่ก็ไม่รู้ใช่ไหม “แอนนี่” ก็ยอมรับว่าอยู่คนเดียว แต่กลับบอกว่า แม่ก็รู้ว่ามีน้องแต่ไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อ ทั้งที่ตอนแรกบอกตั้งท้องปกปิดทางบ้านไม่มีใครรู้
“ค่ะ แม่รู้ว่ามีน้องแต่ไม่รู้ว่าใครเป็นพ่อพึ่งรู้พร้อมชาวบ้านวันนี้แหละค่ะ แอนนี่อยากให้พอแค่นี้ อยากให้เรื่องราวจบไปเลย เพราะอนาคตของเขาด้วย คือก็ขอพี่ๆ สื่อด้วยว่า หนูอยากทำงาน อยากเลี้ยงลูกเลี้ยงแม่ต่อ ตัวเขาเองก็ทำงาน เขาเป็นซูเปอร์สตาร์ มีอนาคตอีกไกลมาก ให้เขาทำงานมีชีวิตที่ดี ไม่อยากทำให้เขาต้องมาหล่นลงหรือตกต่ำเพราะเรา

พิธีกรชื่อดังใส่คำถามหมัดตรงแย็บเข้าไปว่า….ยังรัก “ฟิล์ม” อยู่หรือไม่ เล่นเอา “แอนนี่” ถึงกับนิ่งอึ้งไปนานพยายามกลั้นน้ำตา

“(นิ่งนานพยายามกลั้นน้ำตา) ถ้าไม่รักคงไม่ทำให้ขนาดนี้มั้ง (น้ำตาไหล) ถ้าวันหนึ่งลูกโตขึ้นมาแล้วได้ดูรายการย้อนหลัง ก็อยากจะบอกว่า แม่ขอโทษนะที่มันเป็นแบบนี้ แต่หนูไม่ได้ขาดอะไรเลยลูก หนูไม่มีปมด้อยเลย หนูโชคดีกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ หนูมีพ่อกับแม่ในคนคนเดียวกัน”

ทั้งนี้ภายหลังบันทึกเทปรายการ “เรื่องเด่นเย็นนี้” เสร็จ ดาราสาวเซ็กซี่ก็ได้เปิดใจแถลงข่าวกับสื่อมวลชนต่อ โดยเผยถึงสาเหตุที่ต้องออกมาให้สัมภาษณ์ผ่านสื่ออีกครั้งว่า

“ที่ออกมาพูดเพราะหลายๆ กระแส คือเขาพูดแค่นี้เหมือนตบหน้าแอนนี่แล้วบอกว่าเราเป็นผู้หญิงที่ไม่ดี อย่างเช่นประโยคที่เขาพูดว่าก็ตรวจดีเอ็นเอละกัน ถ้าใช่ก็จะยอมรับ แต่บางประโยคที่เขาพูดเราก็ชื่นใจมาก เช่นเขายอมรับว่ารู้จักเราจริง ไม่ได้ปฏิเสธ แสดงว่าเขาก็ยังโอเค แต่สิ่งที่แอนนี่เจ็บปวดที่เขาบอกว่า ตั้งแต่วันแรกที่เราคลอดแล้วเขาไปเยี่ยมที่โรงพยาบาล คือถามหน่อยเวลาคนคลอดลูก เขาต้องการคนอยู่ข้างๆ หรือเปล่า ต้องการกำลังใจ กลัวไปหมด เราแค่ต้องการจับมือใครก็ได้ แต่มันไม่มีใครอยู่ตรงนั้น แอนนี่ขับรถไปคลอดเอง เข้าห้องคลอดคนเดียว กลับออกมาพักอยู่เป็นอาทิตย์ไม่เห็นจะมีใครมาหาเลย เขาไปดูหน้าลูกกับแม่เขา หลังจากที่เราออกจากโรงพยาบาลมาได้สักพักหนึ่งแล้ว”

“แล้วที่วันนี้แอนนี่อุ้มน้องออกมา ไม่อยากให้คิดว่าโห..ต้องอุ้มกันมาขอความเห็นใจ ไม่ใช่อย่างนั้นนะ เพราะ 3 เดือนที่น้องคลอดออกมา 24 ชั่วโมง 7 วันแอนนี่ต้องดูแลคนเดียว ไม่มีคนช่วย ส่วนเรื่องเงินช่วยเหลือวันที่ใกล้จะคลอดเขาโทรมาหา บอกว่าต้องการช่วยเหลือนะ เราก็บอกไม่เป็นไร เรามี อย่างที่บอกเราได้ตัดสินใจไปแล้วว่าจะเลี้ยงลูกเอง แต่พอเขาโทรมาถาม ถามว่าดีใจไหม เป็นใครก็ดีใจทั้งนั้นแหละ มันมีความรู้สึกว่าเอ๊ะ…หรือเขาจะกลับมา เขาบอกว่าอยากช่วยเหลือตรงนี้ ขอให้ช่วยนะ เราดีใจมากเลย แต่เขาไม่ได้ให้เงินถึง 2 แสน ค่าคลอดก็ประมาณแสนกว่าบาท หลังจากเรากลับบ้านไปแล้วและเขาก็มาดูน้อง ก็ให้เงินช่วยเหลืออีกตอน 2 เดือนหลัง แต่ตลอดทั้ง 9 เดือนที่เราอุ้มท้อง เขาไม่เคยส่งเสียอะไรเลย”

ผู้สื่อข่าวซักต่อว่านักร้องหนุ่มมีความพยายามที่จะกีดกันไม่ให้เธอออกสื่อ หรือมีการเสนอเงินเพื่อให้ยุติเรื่องทุกอย่างหรือไม่?

“มีค่ะ แต่เราเข้าใจเขาได้นะ ใครๆ ก็เข้าใจได้ทั้งนั้นว่า เขากลัว เราก็กลัว ถึงเราไม่ได้ดังเท่าเขา แต่เราก็อยากเลี้ยงลูกสบายๆ ไม่อยากให้ใครมาจ้องมอง แต่เขาจะกลัวมาก เขาก็โทรมาคุย ซึ่งตอนหลังๆ เขาจะคุยดีกับเรา เมื่อวานเขาก็โทรมาบอกเราช่วยกันนะ มันเป็นอนาคตของเราทั้งสองคน แอนนี่ก็บอกว่าไม่ต้องกลัว เมื่อไหร่จะเลิกกลัวสักที เราไม่ทำร้ายเขา เราไม่ทำ (เน้นเสียง)”

“ถามว่าเขามีมาเสนอเงินเพื่อให้เราหยุดทุกอย่างไหม…ไม่มีค่ะ ที่แอนนี่ไม่ตรวจดีเอ็นเอเพราะคิดว่าขนาดตอนที่ยังไม่มีใครรับรู้ เขายังไม่ยอมตรวจเลย แล้วจะมารับเอาเพราะว่าสังคมบีบบังคับให้ทำ แต่ใจไม่ได้ต้องการก็อย่าเลย…ไม่เป็นไร ที่แอนนี่เคยยื่นให้เขาตรวจดีเอ็นเอตอนท้อง 4 เดือน สิ่งที่ต้องการพิสูจน์คืออยากให้สบายใจทั้งเขาทั้งเรา และทุกคนที่รู้เรื่องนี้ จะได้ไม่มีข้อกังขาอะไร ถ้าเราเป็นคนเอ่ยปากเองแสดงว่าเราต้องมั่นใจมาก (ยืนยันว่าฟิล์มเป็นพ่อของลูก) คนที่เป็นพ่อเป็นแม่สายใยมันจะมี เรารู้สึกได้ ทำไมตอนหลังเห็นหน้าลูกแล้วถึงอยากจะดูแล ทำไมล่ะ”

“แอนนี่ยืนยันว่าไม่ตรวจ หรือว่าถ้าจะให้ตรวจดีเอ็นเอ คือแอนนี่ไม่มีความแค้นนะ แต่เสียใจมาก (เน้นเสียง) ผิดหวังมาก (เน้นเสียง) กับคำตอบเหล่านั้น ตรวจได้แต่ไม่ต้องมารับผิดชอบลูกของแอนนี่ ไม่ต้องมาให้อะไรแอนนี่ และอย่ามาเรียกร้องสิทธิการเป็นพ่อทุกสิ่งทุกอย่าง อย่ามายุ่งกับลูกของแอนนี่ได้ไหมล่ะ สำหรับใจเราประเด็นมันไม่ใช่การตรวจดีเอ็นเอ ประเด็นคือความรู้สึก ดีเอ็นเอตรวจเมื่อไหร่ก็ได้ มันไม่ได้มีปัญหาอะไรเลยเพราะมันเป็นผลทางวิทยาศาสตร์ ผลออกมายังไงมันก็เป็นอย่างนั้น โกหกไม่ได้ ยัดเงินไม่ได้ แต่ความรู้สึกตอนนี้ถ้าจะเอาเงิน เอาค่าเลี้ยงดูมาให้ เพียงเพราะว่าสังคมบีบบังคับ แอนนี่ไม่เอา ไม่ต้องมาให้แอนนี่แล้ว ไม่ว่าเงินมากแค่ไหนไม่สามารถทดแทนความรู้สึกตอนที่เราต้องเจ็บปวดทรมาน ต้องอยู่คนเดียว และต้องทำให้พ่อแม่ครอบครัวผิดหวัง มันทดแทนไม่ได้แล้ว”

ต่อข้อซักถามที่ว่ารู้สึกอย่างไรที่ถูกมองตั้งใจมาจับ “ฟิล์ม” เพราะเรื่องเงิน หรือต้องการเกาะกระแสดัง ดาราสาวเซ็กซี่ย้อนถามกลับทันที

“ถ้าจะมาจับเอาเงินเขา เขารวยมากมายขนาดนั้นเลยเหรอ เขามีเงินมากขนาดนั้นเลยเหรอที่แอนนี่ต้องไปจับเขา หรือถ้าจะมาเกาะกระแสดัง ออกมาตอนท้องดีกว่าไหม มันเวิร์คกว่านะ คือมันไม่ใช่ตอนนี้ มันคลอดมาตั้งนานแล้ว จะมาออกตอนนี้ทำไมล่ะ”

“ถามว่าตอนที่คบกันอะไรทำให้เรามั่นใจในตัวเขา จนมีสัมพันธ์ลึกซึ้งและมีลูก คือเขาเป็นคนรักพ่อรักแม่ เขาเป็นคนเลี้ยงครอบครัว ทำทุกอย่างให้ครอบครัวเขา ให้คนรอบข้างเขา และเป็นคนที่มีจิตใจดี ตอนนี้แอนนี่ก็ยังเชื่อมั่นอย่างนี้อยู่ แต่เป็นเพราะด้วยหลายๆ สิ่งหลายๆ อย่างที่ทำให้ต้องไปเป็นกรอบตรงนั้น ที่พูดอย่างนี้ไม่ใช่ว่าแอนนี่สบายใจนะ แอนนี่ต้องอึดอัดแน่นอน เหมือนเรากำลังทำร้ายเขาอยู่เลย แอนนี่ไม่อยากทำลายอนาคตใคร เขามีอนาคตที่ดี เขากำลังจะมีงานไปโน่นมานี่ ถ้าเรารักใครสักคนจริงๆ เราไม่อยากเห็นเขาตกต่ำหรอก แล้วถ้ามาตกต่ำเพราะเรามันไม่ดีนะ”

“ที่ออกมาพูดแอนนี่ก็กลัวเขาไม่พอใจ กลัวในเรื่องของทางผู้ใหญ่ของเขาด้วย แอนนี่ไม่อยากให้มันเป็นแบบนี้นะ อย่าคิดว่าอยากให้เป็นแบบนี้นะ แต่ด้วยแรงกดดันเยอะมากเหลือเกิน ก็ไม่อยากทำร้ายพ่อของน้องค่ะ เขาหาเงินได้เยอะกว่าแอนนี่นะ เขามีอนาคตอีกไกล คืออายุเขาก็ยังไม่เยอะ ต่อไปในอนาคตเขายังมีครอบครัวยังแต่งงานได้อีก แต่สำหรับแอนนี่ก็ไม่ใช่ 17-18 แล้ว มีลูกติดเป็นซิงเกิ้ลมัมด้วย ถามหน่อยเถอะถ้าไม่ใช่คนดีจริงจะมารักเราไหม”

“แล้วแอนนี่ก็ต้องขอโทษแฟนคลับฟิล์มด้วย อย่างที่บอกย้ำแล้วย้ำอีกว่าไม่อยากให้เป็นแบบนี้ แต่อย่าโกรธหรือรู้สึกไม่ดีกับเขานะ เขาเป็นคนดีคนหนึ่งเลย คือไม่มีใครอยากให้มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น ตัวเขาเองก็เหมือนกัน แต่ยืนยันได้ว่าน้องเกิดจากความรักนะ อย่าคิดว่าเขาเกิดจากความผิดพลาด เป็นสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา ของเขา ของครอบครัว และคนรอบข้าง ถามว่าเป็นความรักระหว่างเราสองคนหรือเปล่า คือแอนนี่ก็ไม่รู้ว่าเขารู้สึกยังไง แต่มีความรู้สึกว่าเขารู้สึกกับเรา ส่วนเรามาจนถึงวันนี้ก็พิสูจน์ได้แล้วว่า เรารู้สึกอย่างไรถึงทำได้ขนาดนี้”

“แอนนี่” ยังได้กล่าวต่อถึงวันที่นักร้องหนุ่มมาเจอหน้าลูก พร้อมชมว่าลูกหน้าเหมือนตุ๊กตา อุบใบเกิดของลูกชายระบุชื่อ “ฟิล์ม” เป็นพ่อ

“เขาบอกน่ารักดีค่ะเหมือนตุ๊กตา แอนนี่ก็ให้เขาอุ้มลูก (ใบเกิดลงชื่อฟิล์มเป็นพ่อหรือเปล่า) อันนี้เป็นเอกสารสำคัญแอนนี่ขอปิดเป็นความลับได้ไหมคะ เดี๋ยวมันอาจจะมีผลต่อไปในอนาคตของน้องหรือเปล่าไม่แน่ใจ แต่ถ้าวันหนึ่งลูกโตแล้วถาม สักวันหนึ่งเราก็จะมีคำตอบที่ดีให้เขา เพียงแต่ว่าต้องใช้เวลาในการคิดทบทวนในการตอบ ส่วนฟิล์มในอนาคตเราก็เป็นเพื่อนกันได้ ถามว่าจะให้เป็นพ่อของลูกเราได้ไหม สักวันหนึ่งน้องก็ต้องรับรู้อยู่แล้ว”

“เรื่องเลี้ยงลูกแอนนี่ก็วางแผนเอาไว้ว่า ทุกอย่างต้องไม่ให้เขารู้สึกขาดเกินใดๆ ทั้งสิ้น เขาต้องไม่รู้สึกว่าตัวเองมีปมด้อย แล้วปัจจุบันนี้ซิงเกิ้ลมัมก็เยอะ เราต้องทำได้ ส่วนเรื่องงานในวงการของแอนนี่ก็ต้องแล้วแต่ผู้ใหญ่ แอนนี่ขอขอบคุณผู้ใหญ่ทุกคนทั้งทางเวิร์คพอยท์และช่อง 3 ที่ให้กำลังใจตลอด บอกว่าไม่ต้องกลัวนะเรื่องงาน ช่วยๆ กันเดี๋ยวมีงานก็ทำๆ กันไปเหมือนเดิม”

นอกจากนี้ “แอนนี่” ยังได้ฝากทิ้งท้ายถึงนักร้องหนุ่ม และแฟนๆ ที่ติดตามข่าวนี้มาตลอดว่า

“อย่ามองว่าใครผิดใครถูก เพราะเรื่องราวแบบนี้ไม่มีใครอยากให้เกิดขึ้น ก็อยากให้ยินดีกับเรา น้องก็น่าเกลียดน่าชัง ยินดีกับเราเถอะที่มีสิ่งดีๆ เกิดขึ้นในชีวิต และก็อยากให้ผู้ใหญ่ให้โอกาสเราด้วย เราผิดพลาดไปแล้วครั้งหนึ่ง และเราก็ไม่ได้ทำผิดพลาดครั้งที่สอง โดยที่ไม่ไปทำร้ายชีวิตเขา เราเก็บเขาไว้อุ้มชูอย่างดี แล้วก็ไม่อยากให้ฟิล์มคิดมากนะ เราขอโทษจริงๆ เราไม่อยากออกมาพูดเลย”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์