คนดังหนุน “พงษ์พัฒน์” บอกรักพ่อหลวง ยันถ้าแค่นี้ผิด จะปรองดองได้ยังไง


แม้ว่าจะมีคำสั่งไม่ฟ้อง “อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง” ดาราและผู้กำกับชื่อดัง ในข้อหาหมิ่นสถาบันเบื้องสูง จนทำเอาคนแจ้งความอย่าง “นายภูมิพัฒน์ วงศ์ยาชวลิต” หรือ “แน๊ต พีรกร” นักเขียน/นักประพันธ์เพลง ศิลปินเพลงช้างเผือก และดีเจ FM 95 มหานคร หน้าหงายไปหลายตลบ …แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่า เรื่องราวดังกล่าวยังคงถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะกรณีเกี่ยวกับกระบวนการกลั่นกรองคดี ที่เกือบจะทำให้คนที่ออกมาพูดเพื่อปกป้องและเทิดทูน “พ่อของแผ่นดิน” อย่าง “อ๊อฟ พงษ์พัฒน์” ถูกดำเนินคดี ทั้งที่ทำในสิ่งที่สมควรทำที่สุด ทำให้เกิดคำถามต่างๆ ตามมาว่า แล้วอย่างนี้สังคมไทยจะอยู่กันอย่างไร?

วันนี้ทีม “บันเทิงASTVผู้จัดการออนไลน์” จึงได้ สอบถามถึงความรู้สึกรวมไปถึงทัศนะคติเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับเหล่า คนดัง ว่าพวกเขามองเรื่องนี้กันยังไงบ้าง เริ่มที่พระเอก “มอส ปฏิภาณ ปฐวีกานต์” หนึ่ง ในดาราที่ลุกขึ้นปรบมือให้ อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ ในงานนาฏราช ซึ่งเจ้าตัวให้ทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า สิ่งที่ดารารุ่นใหญ่พูดนั้นเป็นการบอกให้คนไทยจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ แต่ในขณะเดียวกันบางครั้งก็อาจจะมีคนเข้าใจหรือตีความผิดได้ ฉะนั้นการเข้าสู่กระบวนการทางกฏหมายก็อาจจะเป็นการกำหนดบรรทัดฐานที่ถูกต้อง ให้กับสังคมได้

“ผมต้องบอกก่อนว่าจำ คำพูดของพี่อ๊อฟไม่ได้ทั้งหมดนะครับ แต่จับใจความได้ว่า ให้พวกเราจงรักภักดี และเป็นสิ่งที่คนไทยต้องรู้สึกอยู่แล้ว และเป็นสิ่งที่เราพร้อมจะทำอยู่แล้ว ผมก็เป็นคนนึงที่จงรักภักดีต่อพระเจ้าอยู่หัวครับ ก็รู้สึกเช่นเดียวกัน แต่ว่าส่วนคำที่มันซับซ้อนหรือว่าที่ทำให้เขา (แน๊ต ดีเจที่แจ้งความ) รู้สึกว่าดูหมิ่นสถาบันเบื้องสูง อันนั้นผมไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าดูหมิ่นหรือไม่ดูหมิ่นนี่ผมไม่รู้เหมือนกัน”

“อย่างที่บอกว่าผมก็เป็นคนนึงที่จงรักภักดี พระเจ้าอยู่หัวคือศูนย์รวมจิตใจของพวกเราคนไทย ท่านทรงทำเพื่อคนไทยมายาวนาน ตรงนั้นเราสัมผัสได้ตั้งแต่เด็กๆ เลย มอสก็เป็นคนไทยในแผ่นดินไทยโดยที่มีพระเจ้าอยู่หัวดูแลเรามาตลอด เพราะฉะนั้นเราก็ควรทำตัวเป็นลูกที่ดีของพ่อ”

เมื่อถามถึงความรู้สึกที่ อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ ถูกแจ้งความทั้งๆ ที่พูดเพื่อเทิดทูนสถาบันฯ หนุ่มมอสก็ชี้แจงว่า…
“ต้องถามพี่อ๊อฟนะครับว่าเขาเจตนาอย่างนั้นหรือเปล่า แต่ที่ผมจำความได้ก็คือการพูดให้พวกเราจงรักภักดีครับ ส่วนคนที่แจ้งความ คือผมไม่รู้ว่าหลักการที่เขาไปแจ้งความจนเป็นเรื่องเป็นราวเนี่ยเขาคิดอะไร อยู่ แต่ผมเชื่อว่าคนคนนั้นก็คงจะรักพระเจ้าอยู่หัวเหมือนกัน แต่ ทำไมถึงไปแจ้งความได้และทำไมตำรวจถึงให้แจ้งความ เหตุการณ์แบบนี้มันแจ้งความได้หรือเปล่า หรือแจ้งได้ด้วยเหรอผมก็ไม่รู้ หรือทำไมคนที่แจ้งความถึงคิดว่าเป็นการหมิ่น กระบวนการล้ำลึกแล้วอันนี้ผมไม่สามารถวิเคราะห์ได้ครับ ผมก็เลยไม่รู้สึกอะไร แต่ถ้าคนที่แจ้งความไม่รักพระเจ้าอยู่หัว อันนี้ผมจะรู้สึกแล้วว่าคิดแบบนี้ไม่ถูก”

พอมีกรณีแบบนี้เกิดขึ้นกลัวคนจะไม่กล้าแสดงความจงรักภักดีมั้ย?
“ถ้ามันชัดเจนว่าคนที่ทำแบบนี้หรืออย่างเช่นพี่อ๊อฟทำแบบนี้มันเป็น การดูหมิ่น มันก็คงจะทำให้สังคมได้รู้ว่าการกระทำแบบไหนมันคือการดูหมิ่น หรือถ้าไม่ผิดคนก็จะได้รู้เหมือนกันว่านี่คือสิ่งเหมาะสมนะ แต่อย่างที่บอกครับ ผมว่าอย่างแรกที่พวกเราต้องทำก็คือต้องเชิดชูสถาบันพระมหากษัตริย์ สองก็คงต้องระวังแล้วว่า เวลาจะพูดอะไรเพราะมันสามารถจะเข้าไปอยู่ในมุมที่คนจะเข้าใจผิดได้ ผมก็เลยไม่รู้ว่าคนไหนคิดอะไรยังไง แต่ว่าอย่างเดียวที่พวกเราทำได้ก็คือรักพระเจ้าอยู่หัว ผมคิดว่าพี่อ๊อฟมีความตั้งใจดี และพี่เขามีความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ พวกเราก็สัมผัสได้นะครับ”

ด้านสองสาวอย่าง “จอย สุนันท์ษา จิรมณีกุล” และ “ปอ ภัคพร ภูวะปัจฉิม” เผยอย่างตรงไปตรงมาว่าสิ่งที่ อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ ทำไม่ใช่เรื่องที่ผิดแต่กลับเป็นสิ่งที่ควรยึดเอาเป็นแบบอย่างด้วยซ้ำ

จอย : “ไม่คิดว่าเป็นการหมิ่นเลยค่ะ เอาจริงๆ เลยนะจอยไม่คิดว่าเป็นการหมิ่น จอยมีความรู้สึกว่าไม่มีอย่างอื่นจะทำกันแล้วเหรอ (หัวเราะ) แค่นั้นเองค่ะ ทำไมล่ะ ประชาธิปไตยเรามีสิทธิพูดเราไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อนนี่นา พี่เขาไม่ได้ทำร้ายใครด้วย จอยว่ามันเป็นการเทิดทูนด้วยซ้ำ แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมพี่อ๊อฟถึงโดน (หัวเราะ) จอยเข้าใจว่าคนอื่นไม่มีใครกล้าพูดเรื่องนี้ไงคะ เวลาจะพูดอะไรนอกจากความกล้าหาญแล้วมันต้องใช้ความบ้าด้วยน่ะค่ะ (หัวเราะ)”

ปอ : “ปอ ก็คงเห็นด้วยกับจอยเรื่องนี้ไม่ใช่การหมิ่น แต่มันเป็นการแสดงความคิดเห็น ในฐานะเป็นลูกของพ่อคนนึง เพียงแต่ว่าช่วงนั้นมันเป็นช่วงวิกฤติ และมันอาจจะอัดอั้นอยู่ในใจนานแล้ว แต่ไม่มีใครได้พูดกัน แล้วพี่อ๊อฟได้พูดออกมาแล้วก็ช่วงนั้นมันก็โอ้ย…ต่างๆ นานๆ เหมือนเป็นสงครามการเมืองเลย แล้วพอพี่อ๊อฟพูดก็เลยมีอารมณ์ใส่เข้ามาอะไรแบบนี้มากกว่า แต่เท่าที่ฟังก็ไม่ได้พูดอะไรรุนแรงเลย อย่างที่บอกมันต้องอาศัยความกล้าและบ้าด้วย(หัวเราะ)”

จอย : “จอยคิดว่าประชาชนตาดำๆ อย่างเราเนี่ยนะ แค่เวลาเราจะทำอะไรแล้วคนที่เขามีอำนาจเหนือกว่าเรา เขาก็เห็นเราเป็นแค่ประชาชนตาดำๆ ไง เพราะเราเป็นแค่นักแสดงจะไปมีเส้นสายหรือจะไปใหญ่อะไร เราก็เป็นแค่ตัวเล็กๆ นึกออกมั้ยคะ เราจะไปสู้อะไรใครเขาได้ เราแค่อยากจะทำหน้าที่อะไรบางอย่างกับตัวเอง ในการที่จะพูดความรู้สึกออกไปมันก็เลยถูกจับตาก็เท่านั้นเอง”

เมื่อถามถึงความรู้สึกว่ากลัวหรือไม่ ว่าเหตุการณ์นี้จะทำให้คนไม่กล้าออกมาปกป้องสถาบันหรือเรียกร้องความถูกต้อง อีกต่อไป สาวปอบอกว่า…
ปอ : “ปอว่าจริงๆ แล้วทุกคนมีสิทธิมีเสรีภาพในประเทศที่เป็นประชาธิปไตย ก็มีสิทธิพูดได้เพียงแต่ว่าอยู่ในขอบเขต ไม่ได้ใช้คำหยาบ ไม่ได้ไปหมิ่นใคร เราแค่พูดว่าเรารู้สึกอย่างนี้กับเมืองไทยตอนนี้มันมีวิกฤตอย่างนี้ ปออยากให้ทุกคนหันมาเทิดทูนสถาบันพระมหากษัตริย์ เพราะมันเป็นสิ่งที่ถูกต้องที่สุดแล้ว อย่างที่พี่อ๊อฟออกมาปอว่าเป็นตัวอย่างที่ดีเลยค่ะ”

ส่วนเรื่องที่บางกระแสมองว่า อ๊อฟ พงษ์พัฒน์ ถูกดึงไปเป็นเครื่องมือทางการเมือง สาวจอยปัดไม่ขอออกความคิดเห็น แต่ยอมรับว่าถ้าถ้าหากการทำเรื่องที่ดีแล้วต้องมาเจอแบบนี้ ต่อไปคนกล้าหาญคงลดน้อยลงเรื่อยๆ
จอย : “จอยก็ไม่รู้หรอกนะว่าจะโดนแกล้งหรือจะเป็นเครื่องมืออะไร อย่างที่บอกเราเป็นแค่คนธรรมดาคนนึงเวลาจะทำอะไรมันไม่ได้มีแบ็คอัพไม่ได้มี อะไร พี่อ๊อฟแค่จะพูดในสิ่งที่รู้สึกจอยว่ามันไม่ผิดเลยที่เราอยากจะบอกรักใครสัก คนนึงเท่านั้นเอง ทำไมการบอกรักใครสักคนนึงมันเป็นเรื่องไม่ดี เหรอ(หัวเราะ) แล้วครั้งนี้มันคือการบอกรักบุคคลที่ยิ่งใหญ่ หรือว่าคนก็เลยพยายามจะทำอะไรหรือเปล่า เขาแค่ต้องการจะบอกว่ารักมันก็ไม่เห็นจะมีอะไรเลย”

“จอยว่าคนไทยทุกคนร้อยเปอร์เซ็นต์รักพระเจ้าอยู่หัวอยู่แล้ว อันนี้ไม่เกี่ยวกับสีไหนนะคะ เราเป็นประเทศประชาธิปไตยฉะนั้นเราก็เสรีตราบใดที่เราไม่ได้ไปทำความเดือด ร้อนให้คนอื่น ถ้าจะเป็นประชาธิปไตยจริงๆ เราคงต้องไปรื้อฟื้นความหมายของมันให้ดีกว่านี้ ไม่อย่างนั้นเราก็จะไม่มีทางเดินไปได้ไกลกว่านี้เลย แล้ว คนดีๆ ก็ยิ่งหายากขึ้นทุกวันคนกล้าหาญก็ลดน้อยลง จอยรักใครจอยก็อยากจะบอกเวลาจอยทำดีเพื่อใครจอยก็อยากให้เขารู้ เห็นโฆษณาอยากให้คนไทยรักกัน แต่แค่เรื่องนี้ยังทำไม่ได้ จอยก็ไม่รู้ว่าสังคมเราจะอยู่ด้วยกันด้วยความปรองดองได้ยังไง”

ในขณะที่ขวัญใจสาวๆ อย่าง “พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด” หรือ “เสธ.ไก่อู” โฆษก ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือ ศอฉ. เองก็ยอมรับว่า รู้สึกชื่นชมดารารุ่นใหญ่ว่าพูดออกมาได้ดีมากเลยทีเดียว พร้อมกับอยากวอนให้คนไทยเข้าใจการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจว่าทำไปตามหน้าที่ เพื่อไม่ให้เกิดคำครหาว่าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่

“ผมว่าตรงนี้มันเป็น เรื่องของการแสดงความคิดเห็นต่อพระเจ้าอยู่หัวฯในฐานะที่เป็นคนไทย พี่อ๊อฟก็แสดงความเป็นคนไทยที่พูดออกมาในฐานะที่แสดงความจงรักภักดี จริงๆ แล้วไม่ใช่เฉพาะพี่อ๊อฟทุกคนสามารถทำได้ วันนั้นตัวผมเองก็ได้ดูเทปของพี่อ๊อฟ ตัวผมดูเองในทีวีด้วย ในส่วนของศอฉ.เราไม่ได้มีการพูดกันเลยในเรื่องนี้ ผมเพียงแต่ได้ดู ส่วนตัวก็เห็นว่าพี่อ๊อฟท่านก็พูดออกมาได้ดี”

“ในส่วนตัวผมมองว่าพี่อ๊อฟท่านก็แสดงความจงรักภักดีในฐานะที่ท่าน เป็นคนไทยคนนึง และท่านก็พูดได้กินใจ แต่หลายคนก็วิพากษ์วิจารณ์ในทางเจ้าหน้าที่ตำรวจ ซึ่งจริงๆ ผมเองไม่ได้พูดแทนเจ้าหน้าที่ตำรวจเพราะเรื่องของตำรวจ ตำรวจต้องพูดเอง เพียงแต่ผมอธิบายความไม่อยากให้สังคมเข้าใจเจ้าหน้าที่ตำรวจผิดไป”

“ผมถึงได้เรียนให้ทราบไงครับว่า จริงๆ แล้วอยากให้สังคมได้มองทุกสิ่งในทางที่ดี มองโลกในแง่ดี พี่อ๊อฟท่านพูดด้วยความรู้สึกจงรักภักดี ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจเขากระทำด้วยเหตุ เพราะมีผู้ไปร้องทุกข์กล่าวโทษว่าสิ่งที่พี่อ๊อฟพูดมันเป็นการดูหมิ่นเหม่ เพราะฉะนั้นเจ้าหน้าที่ตำรวจเมื่อได้รับการร้องทุกข์กล่าวโทษแล้วเขาจะ ละเว้นไม่ปฏิบัติก็จะถูกสังคมส่วนหนึ่งตั้งข้อสงสัยว่าทำไมถึงไม่ปฏิบัติ เพราะฉะนั้นเขาจึงต้องเชิญพี่อ๊อฟมา และเมื่อเชิญมาตรวจสอบข้อมูลแล้ว หมดความสงสัยแล้วก็จบกันนะผมว่า”

เผยส่วนตัวคิดว่าสิ่งที่ “อ๊อฟ พงษ์พัฒน์” ไม่ใช่การหมิ่นสถาบันเบื้องสูง แต่เป็นการพูดด้วยความรู้สึกปลื้มปีติที่ได้อยู่ภายใต้ร่มพระบารมีมากกว่า

“ในความรู้สึกของผมไม่รู้สึกว่าพี่อ๊อฟพูดไปในทำนองอย่างนั้นเลย เพราะถ้าใครได้ฟังก็คงเข้าใจได้ว่าพี่อ๊อฟรู้สึกภาคภูมิใจแล้วก็ปลื้มใจที่ ได้เป็นพสกนิกรของพระเจ้าอยู่หัวของเรา เพียงแต่วิธีการถ่ายทอดของคนที่เป็นคนไทยแต่ละคนเราไม่สามารถไปกำหนดได้ พี่อ๊อฟอาจจะถ่ายทอดออกมาในมุมของการเป็นที่คนที่ทำงานศิลปิน”

“ในเรื่องของพี่อ๊อฟอาจจะมีบางคนที่เขาไปร้องทุกข์กล่าวโทษเอาไว้ ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจผมว่าท่านเองก็เข้าใจ แต่ท่านจำเป็นที่จะต้องเรียกมาตรวจสอบ เพื่อที่จะให้เกิดความรู้สึกกับสังคมว่าเป็นธรรมกับทุกๆ ฝ่าย ไม่ใช่ละเว้นการปฎิบัติส่วนหนึ่งส่วนใด เมื่อตรวจสอบแล้ว มีความเข้าใจแล้วทุกอย่างก็คงจบไป เพราะฉะนั้นทางเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ดี ทางพี่อ๊อฟก็ดีเป็นสิ่งที่ทุกคนได้กระทำไปตามหน้าที่ ตำรวจทำตามหน้าที่ในฐานะเจ้าพนักงาน พี่อ๊อฟทำหน้าที่ในฐานะลูกคนนึง(เน้นเสียง) ที่มีความจงรักภักดีต่อพ่ออยู่หัวก็คือพระเจ้าแผ่นดิน”

ครั้นพอสอบถามเกี่ยวกับกรณีที่ ช่วงที่ผ่านมาจะมีศิลปินหรือบุคคลที่มีชื่อเสียงบางคนออกมาเรียกร้องหรือปก ป้องสถาบัน มักจะมีผลกระทบหรือไม่ก็ถูกโจมตี แถมหลายคนเกิดปัญหาในการทำงานหรือได้รับความเสียหายเดือดร้อน ทั้งที่ทำในสิ่งที่ดี ส่งผลทำให้หลายๆ คนไม่กล้าออกมาแสดงความคิดเห็นหรือแสดงออกในการปกป้องสถาบันเบื้องสูง เสธ.ไก่อูชี้ว่า…

“ผมว่าเรื่องตรงนี้ เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน เพราะฉะนั้นทุกคนที่อยู่ในแวดวงก็สามารถแสดงความคิดเห็นได้ แล้วก็มั่นใจว่าทุกคนรักพระเจ้าอยู่หัว รักบ้านเมืองไทย อยากให้บ้านเมืองสงบสุข ส่วนว่าใครจะคิดเป็นอย่างอื่นต่อศิลปินผู้ที่มีชื่อเสียงหรือผู้ที่ออกมา แสดงความคิดเห็น ก็เป็นเรื่องส่วนตัวของเขา ซึ่งหากถ้าเขาไปร้องทุกข์กล่าวโทษเจ้าหน้าที่ตำรวจเขาเองก็ต้องทำตามหน้าที่ แต่การทำตามหน้าที่มันไม่ได้หมายความว่าเอาผิดคนที่พูด แต่เรียกเพื่อมาตรวจสอบ เมื่อหมดข้อสงสัยก็คือหมดข้อสงสัยอย่างเช่นกรณีนี้ครับ”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์