ยัดข้อหา “อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์” ปฏิบัติการตีรวน ช่วยขบวนการล้มเจ้า


อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์

“บ้าไปแล้ว…”

คงต้องขอยืมคำพูดของ “เหมี่ยว-ปวันรัตน์ นาคสุริยะ” มาใช้ หลังจากที่ “พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน” รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาลออกมาเปิดเผยถึงกรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติออกหมาย เรียก “อ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง” ดารานักแสดงมาชี้แจงข้อเท็จจริงหลังจากที่ “นายภูมิพัฒน์ วงศ์ยาชวลิต” หรือ “แน็ต พีรกร” ศิลปินเพลง ลูกทุ่งเข้าแจ้งความดำเนินคดีในความผิดฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อพระมหากษัตริย์ พระราชินี รัชทายาท หรือผู้แทนพระองค์

และคงต้องหยิบยืมชื่อคอลัมน์ของ “ยอดธง ทับทิวไม้” ที่ล่วงลับไปแล้วคือ “ชุ่ย เพียบพูนด้วยเล่ห์ โง่และแสนทราม” มาตำหนิความไม่เอาไหนและไร้ซึ่งวิจารณญาณของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพราะเป็นคำจำกัดความที่ลงตัวและเหมาะสมด้วยประการทั้งปวง

เนื่องจากวิญญูชนผู้มีปัญญาทั่วทั้งประเทศย่อมรู้ดีว่า คำพูดของอ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ขณะรับรางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมในงานประกาศผลรางวัลนาฏราช เมื่อวันที่ 16 พ.ค.ที่ผ่านมานั้น คือคำพูดที่แสดงให้เห็นถึงความจงรักภักดีและมีเจตนาที่จะปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

แม้แต่ตาสีตาสาที่ได้ยินได้ฟัง ก็ยังรับทราบและรับรู้ถึงเจตนาของอ๊อฟ-พงษ์พัฒน์ได้เป็นอย่างดี

ดร.อนันต์ เหล่าเลิศวรกุล อาจารย์คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในฐานะคณะกรรมการจัดทำพจนานุกรมฉบับล่าสุด และผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาไทยระบุว่า กรณีของนายพงษ์พัฒน์ที่เรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า “พ่อ” ในงานวันนาฏราช ไม่ถือว่าเป็นการหมิ่นพระบรมเดชานุภาพโดยสิ้นเชิง เพราะนายพงพัฒน์ไม่ใช่คนไทยคนแรกที่เรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่า “พ่อ” การที่ประชาชนคนไทยเรียกพระเจ้าแผ่นดินว่าพ่อนั้น ถือว่าเป็นความใกล้ชิด และเป็นการแสดงความผูกพัน ความจงรักภักดีที่พสกนิกรชาวไทยทุกคนมีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งยังเป็นการแสดงออกถึงความเคารพยกย่องถวายพระเกียรติ

“ผมเชื่อว่ามีคนไทยอีกไม่น้อยที่เรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า พ่อเช่นกัน ไม่เว้นแม้กระทั่งคุณพ่อของเจ้าหน้าที่ตำรวจเอง ก็อาจจะเรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ว่าพ่อเหมือนกัน เพราะก็มีคนไทยทั้งแผ่นดินจำนวนไม่น้อยเลยที่เรียกท่านแบบนี้ หรือจะเป็นเอกสารและหนังสือหลายเล่มก็เขียนคำว่าพ่อ โดยหมายถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เช่น หนังสือคำพ่อสอน หรือแม้กระทั่งวีซีดีที่จัดทำโดยสำนักพระราชวัง “ชุดบ้านของพ่อ” ซึ่งเมื่อปรากฏข้อมูลเช่นนี้แล้วถ้าหากเจ้าหน้าที่ตำรวจจะรักษามาตรฐานการทำ งานก็จะต้องรับฟ้องและดำเนินคดีกับคนไทยทั้งประเทศที่เรียกพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่าพ่อ” ดร.อนันต์ให้ความเห็น

ที่สำคัญคือการพูดของนายพงษ์พัฒน์ในวันนั้นต้องการเปรียบเทียบและ สะท้อนให้เห็นว่ามีคนกลุ่มหนึ่งที่มีแนวคิดไม่ประสงค์ดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ ดังนั้น การพูดในครั้งนั้นจึงเป็นการใช้คำเปรียบเทียบเพื่อให้เกิดความประทับใจเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาหมิ่นแต่อย่างใด

แต่วิญญูชนจอมปลอมที่อยู่ในคราบของเจ้าหน้าที่ตำรวจกลับไม่ได้สนใจ

แถมคนที่มีตำแหน่งสูงส่งอย่าง “นวยนิ่ม”ยังพูดหน้าตาเฉยด้วยว่า “ผมจะถามนายพงษ์พัฒน์ด้วยว่า ทำไมถึงเรียกว่า พ่อ เฉยๆ” พร้อมสำทับด้วยถ้อยคำที่ขึงขังว่า “ถ้าไม่มาตามนัดเจ้าหน้าที่ก็ต้องออกหมายจับ” ประหนึ่งว่า เป็นคดีที่มีความร้ายแรงยังไงยังงั้น

ดังนั้น เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดา และมีเบื้องหน้าเบื้องหลังที่ซับซ้อนซ่อนเงื่อนอย่างแน่นอน เพราะงานนี้ย่อมไม่ใช่เรื่องของ “ความนิ่มของปัญญา” และไม่ใช่เรื่องของ “ความซาดิสม์” ที่ถูกคนด่าแล้วมีความสุข เพราะถ้าเป็นเช่นนั้นจริง สำนักงานตำรวจแห่งชาติน่าจะมีคำสั่งย้ายให้พ้นหูพ้นตาไปเสีย เนื่องจากอยู่ไปก็รังแต่จะสร้างความเสื่อมเสียชื่อเสียงไปเรื่อยๆ และคงไม่ต้องไปสีซอให้ใครฟังถึงความเหมาะสมในการออกคำสั่งที่มีแต่จะรกโรงรก ศาลเปล่าๆ ปลี้ๆ หากแต่น่าจะเป็นกระบวนการอะไรบางอย่างที่ต้องการสร้างความปั่นป่วนให้เกิด ขึ้นกับประเทศไทย

โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับตัว “พล.ต.ต.อำนวย” ด้วยแล้ว ยิ่งต้องตั้งข้อสงสัยเป็นพิเศษว่างานนี้ “รับงาน” ใครมาหรือไม่

ทั้งนี้ ถ้าหากย้อนกลับไปตรวจสอบร่องรอยแห่งคดีก็จะพบว่า งานนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจเด้งรับการแจ้งความอย่างผิดสังเกต กล่าวคือ คดีนี้เกิดขึ้นจากการที่ “นายภูมิพัฒน์ วงศ์ยาชวลิต” แจ้งความกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ สน.คันนายาวเมื่อวันที่ 23 มิ.ย.53 หรือเข้าแจ้งความหลังจากที่นายพงษ์พัฒน์พูดนานถึง 1 เดือนกับอีก 7 วัน ซึ่งผิดวิสัยของการแจ้งความของคนธรรมดาอย่างเราๆ ท่านๆ

แต่หลังจากไม่ถึงเดือนเจ้าหน้าที่ตำรวจก็ออกมาป่าวร้องและเรียกตัว นายพงษ์พัฒน์ให้ไปให้ปากคำอย่างกุลีกุจอต่างจากคดีอื่น เพราะปกติพนักงานสอบสวนต้องประมวลเรื่องทั้งหมด และต้องมั่นใจว่าน่าจะเกิดการกระทำความผิดจริง ก่อนที่จะเรียกผู้ถูกกล่าวหามาชี้แจง

กระทั่งเมื่อมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นพล.ต.ต.อำนวยก็พลิกลิ้น อย่างน่าไม่อายทั้งๆ ที่ปรากฏหลักฐานชี้ชัดว่า พล.ต.ต.อำนวยพูดจริง ดังเช่นที่สื่อหลายสำนัก เช่น ASTVผู้จัดการออนไลน์หรือมติชนออนไลน์ พากันพาดหัวอย่างพร้อมเพรียงกันว่า “นวยนิ่มพลิกลิ้น” หรือ “อำนวยพลิกลิ้น”

พร้อมแถด้วยเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้นว่า “ผมจะเอาความเห็นส่วนตัว หรือของพนักงานสอบสวนมาชี้ทันทีว่าไม่ผิดนั้นทำไม่ได้ เพราะเรื่องนี้ผู้ร้องทุกข์กล่าวหาอาจค้านได้ ก็ต้องสอบไประดับหนึ่งก่อนชี้มูล เหมือนกับเวลาไปศาล ศาลก็ต้องฟังข้อมูลระดับหนึ่งก่อนว่าจะรับฟ้องหรือไม่ฟ้อง ซึ่งเรื่องนี้ก็เช่นกัน”

ทว่า เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ประเด็นของเรื่องนี้มีเจตนาและมีความต้องการตีรวนการออกมาปกป้องสถาบันพระ มหากษัตริย์ของ “ขบวนการเราจะสู้เพื่อในหลวง” และอาจจะหมายรวมถึงต้องการช่วยเหลือ “นช.ทักษิณ ชินวัตร” และวงศ์วานว่านเครือที่ถูกฟ้องในข้อหาหมิ่นสถาบัน ด้วยการทำให้สังคมเห็นว่า กฎหมายดังกล่าวมีปัญหา และจำเป็นที่จะต้องแก้ไข สอดรับกับขบวนการเสื้อแดงที่หยิบยกประเด็นนี้มาพูดอยู่อย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกันก็สร้างความหวาดกลัวให้กับคนไทยที่รักและเทิดทูนสถาบัน พะวักพะวงและระมัดระวังคำพูดในการปกป้องสถาบัน เนื่องจากอาจถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจฟ้องดำเนินคดีได้ มิหนำซ้ำอาจส่งเสริมให้ขบวนการล้มเจ้าเบ่งบานออกไปอีก ซึ่งต่างจากคนที่ละเมิดจาบจ้วงที่ยังคงกระทำผิดอยู่อย่างต่อเนื่อง โดยที่เจ้าหน้าที่ไม่สามารถจับกุมได้หมดเพราะพวกเขาไม่เคยยำเกรงกฎหมายเป็น ทุนเดิมอยู่แล้ว

หรือสรุปง่ายๆ ว่า งานนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีวาระซ่อนเร้นที่จะใช้แง่มุมของกฎหมายจัดการผู้ที่ กล่าวถึงสถาบัน ไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือทางลบในมาตรฐานเดียวกัน โดยไม่จำแนกแยกแยะถึงเจตนาที่แท้จริง ซึ่งถือเป็นชุดความคิดที่อันตรายมาก

ทั้งนี้ แม้นางธัญญา โสภณ ภรรยาของนายพงษ์พัฒน์ จะยืนยันว่า ถ้ามีหมายเรียกมาถึงจริงๆ นายพงษ์พัฒน์พร้อมจะเดินทางไปให้ปากคำตามที่เรียก โดยไม่ขัดข้องใดๆ ทั้งสิ้น และคงไม่ได้เตรียมตัวอะไรเป็นพิเศษเพราะสิ่งที่พูดก็เป็นเรื่องที่ใครๆ ก็รู้ว่าเป็นยังไง เนื่องจากไม่ได้เป็นคนทำความผิด หรือเป็นผู้ร้ายฆ่าคนตายที่ไหน

แต่สิ่งที่ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายหลายต่อหลายคนแนะนำการปฏิบัติตัวต่อ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก็คือ นายพงษ์พัฒน์ไม่จำเป็นต้องไปตามหมายเรียกของเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อรอดูว่า ตำรวจจะทำอย่างไร จะไปยื่นคำร้องต่อศาลเพื่อขอหมายจับหรือไม่ และรอดูว่าท้ายที่สุดแล้วศาลจะอนุมัติหมายจับตามคำร้องของเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือไม่ เพราะเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า งานนี้ตำรวจต้องได้รับการสั่งสอนไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

จากนั้นเมื่อทราบผลแล้วก็เตรียมตัวจ้างทนายหรือขอความช่วยเหลือจาก สภาทนายความเพื่อดำเนินการฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อลากคอผู้ที่เกี่ยวข้องกับคำสั่งดังกล่าวมารับโทษให้สาสม ทั้งแพ่ง ทั้งอาญา และศาลปกครองสูงสุด ทั้งนี้ เพื่อมิให้เป็นเยี่ยงอย่างอีกต่อไป

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์