“มาร์ค V11” หรือ “มาร์ค af7” รับผิดถอนตัวออก AF ขอโทษด่านายกฯ ยันเปล่าหมิ่นเบื้องสูง แจ้งความแล้วถูกตัดต่อ Facebook


มาร์ค af7

มาร์ค AF7” ยกมือไหว้ขอโทษด่านายกฯผ่านเฟซบุ๊ก บอกถ้ามีโอกาสอยากเข้าไปขอโทษด้วยตัวเอง ยันเปล่าหมิ่นเบื้องสูง เชื่อ ถูกตัดต่อ พร้อมเข้าแจ้งความดำเนินคดีเรียบร้อยแล้ว โชว์สปิริตรับผิดขอถอนตัวเองออกจากการแข่งขัน AF โดยจะขึ้นเล่นคอนเสิร์ตเสาร์นี้ (17 ก.ค.) เป็นครั้งสุดท้าย

เกี่ยวกับกรณีที่ “มาร์ค วิทวัส ท้าวคำลือ” หรือ “มาร์ค V11” นักล่าฝันจากรายการเรียลิตี้ อคาเดมี แฟนเทเชีย ซีซั่น 7 ได้ไปโพสต์ข้อความด่าแจกของลับให้นายกรัฐมนตรี และดูถูก “เซน ปฏิภาณ หล่อเสถียร” หรือ “เซน เดอะสตาร์ 6” ผ่าน เฟซบุ๊ก แต่ที่ร้ายแรงสุดจนทำให้เกิดกระแสต่อต้านอย่างหนักหน่วง เห็นจะเป็นข้อความที่เขียนว่า อยากให้ปลดรูปที่มีอยู่ทุกบ้านออก ซึ่งเท่ากับเป็นการหมิ่นสถาบันเบื้องสูงอย่างแรง หลายคนจึงเรียกร้องให้ทรูไล่นักล่าฝันปากดีคนนี้ออกจากการแข่งขัน แต่ทรูอ้าง “มาร์ค” ไม่ได้ทำผิดกฎกติกาที่ตั้งไว้แต่อย่างใด เพราะเป็นเหตุการณ์ที่เกิดก่อนเข้ามาอยู่บ้าน AF

จากนั้น “นายวทัญญู-นางเร็จวรรณา ท้าวคำลือ” ซึ่งเป็นพ่อแม่ของมาร์ค ได้แถลงข่าวด่วนต่อสื่อมวลชนเมื่อวันเสาร์ที่ 10 ก.ค.ที่ผ่านมา ว่า ไม่อนุญาตให้ลูกชายขึ้นร้องเพลงเล่นคอนเสิร์ต เนื่องจากหวั่นเกิดความขัดแย้ง พร้อมรับปากจะพาตัว “มาร์ค” มา นั่งให้สัมภาษณ์เคลียร์ทุกประเด็นฉาวที่เกิดขึ้นอยู่ในขณะนี้ ดังนั้น ในวันคอนเสิร์ตแรกของนักล่าฝันทรู AF7 จึงไร้เงาของ “มาร์ค V11” ขึ้น เล่นคอนเสิร์ต แถมเจ้าตัวยังได้รับการคุมเข้มจากการ์ด ที่เดินล้อมหน้าล้อมหลัง พร้อมตรวจหาระเบิดใต้ท้องรถระวังความปลอดภัยให้เต็มที่ ขณะที่ มาร์ค ต้องเดินออกจากธันเดอร์โดมเพื่อกลับบ้านอคาเดมี

และเมื่อเวลา 14.00 น.วันนี้ (14 ก.ค.) “มาร์ค V11” ได้ ออกจากบ้าน AF มาแถลงข่าวกับสื่อมวลชนตามคำสัญญาที่ห้องไลเบอร์รี่ โรงแรมเอตัส ถ.ร่วมฤดี ท่ามกลางการ์ดคุมหนาแน่นเหมือนเดิม และมีพ่อแม่พร้อมทนายความส่วนตัว “นายสมบูรณ์ ฉัตรชัยธิติธำรง” ร่วมนั่งแถลงข่าวด้วย โดยตลอดเวลา “มาร์ค” มีสีหน้านิ่งเรียบ เฉย และขณะที่ทั้งหมดแถลงข่าวก็มีเสียงฟ้าร้องฟ้าผ่าอยู่ตลอดเวลา

โดยพ่อของมาร์คยันว่าครอบครัวของตนเป็นครอบครัวที่รักสถาบันพระมหา กษัตริย์มาก เพราะญาติพี่น้องรับราชการ รวมทั้งภรรยาเมื่อ 13 ปีก่อน เคยเป็นพยาบาลถวายงานรับใช้สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ฯ ดังนั้นไม่มีทางที่จะพูดหมิ่นเบื้องสูงแน่นอน และขอยืนยันอีกครั้งว่าครอบครัวตนเป็นครอบครัวที่จงรักภักดีต่อสถาบันสูงสุด และตนยอมที่จะถวายชีวิตของตัวเองเพื่อปกป้องราชบัลลังก์ อีกทั้งยังสอนลูกๆ ให้จงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่ได้เกิดมาในแผ่นดินนี้

“ส่วนประเด็นเฟซบุ๊คของลูกชาย ผมได้ถามเขาว่าเป็นคนเขียนหรือไม่ ซึ่งก็มี 2 ประเด็นคือเรื่องของการหมิ่นสถาบันเบื้องสูง และประเด็นแสดงความคิดเห็นทางการเมืองต่อท่านนายกฯ ในเรื่องของหมิ่นสถาบันเบื้องสูงน้องมาร์คได้ยืนยันว่า ไม่เคยกระทำและไม่เคยมีความคิดเช่นนั้นเลย ผมจึงได้ตรวจสอบความจริงว่ามาได้ยังไง เราก็พบว่ามีการตัดต่อ และก็ได้แจ้งความไว้แล้วที่สถานีตำรวจภูธรอ.สันทราย จ.เชียงใหม่”

ทนายความกล่าวเสริมในประเด็นนี้ ถึงจุดที่พบว่าเป็นการตัดต่อขึ้นมา

“ในประเด็นนี้มีข้อพิลึกเกิดขึ้นหลายประการ ประการแรกภาพที่ปรากฏเป็นภาพที่คัดลอกมา ซึ่งภาพจะไม่มีความชัด สังเกตจากรูปภาพด้านซ้ายจะเห็นว่า ภาพของคนหายไปครึ่งจอ เป็นการเหลื่อมล้ำของการวางภาพที่ไม่เหมือนภาพเดิม ประการที่ 2 สัญลักษณ์ของตัวกรองแว่นขยายจะอยู่ติดแถบบนสุดของภาพในหน้าเฟซบุ๊ค ดังนั้นเวลาที่แค๊ปภาพจะแสดงเวลาล่าสุด ซึ่งถ้าหากนานมากแล้วจะเป็นไปไม่ได้ที่สัญลักษณ์ตัวกรองจะอยู่ติดตรงนั้น”

“ส่วนประการสุดท้ายหากข้อความมีการโพสต์จริง ผู้ที่เอารูปด้านบนมาโพสต์ก่อนหน้านั้น 3 วัน ต้องเจอข้อความเหล่านี้ก่อน และถูกโพสต์เผยแพร่พร้อมข้อความรุ่นแรกไปแล้ว แต่นี่รูปนี้เพิ่งถูกโพสต์ให้หลังตามมาหลายวัน หลังจากมีข่าวเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นก็ขอให้ทุกคนพิจารณาด้วยความเป็นธรรมว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการตัดต่อและปลอมแปลงข้อความหรือไม่”

ทั้งนี้พ่อของมาร์คยังได้ชี้แจงต่อถึงประเด็นลูกชายโพสต์ข้อ ความด่านายก รวมทั้งการใช้ถ้อยคำที่ไม่สุภาพขึ้นมึงกูกับแม่ จนถูกกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากมาย

“ส่วนเรื่องการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองทางเฟซบุ๊คของน้องมาร์ค ผมเองกับภรรยาและทุกคนในครอบครัวรู้สึกเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้น และได้ถามลูกชายแล้ว ลูกชายก็ยอมรับว่าในกรณีการแสดงความคิดเห็นทางการเมืองนั้นได้กระทำจริง ผมกับภรรยาก็รู้สึกเสียใจจริงๆ ที่น้องได้ใช้ถ้อยคำที่รุนแรงต่อท่านผู้นำประเทศ ในโอกาสนี้ผมและครอบครัวก็ได้ขอกราบขอโทษท่านนายกรัฐมนตรี (ยกมือไหว้ขอโทษ) ผ่านทางท่านสื่อมวลชนส่วนหนึ่ง และถ้าท่านนายกรัฐมนตรีจะให้โอกาสผมก็ยินดีจะพาลูกชายไปกราบขอขมา ในการที่ได้ใช้ถ้อยคำที่รุนแรง”

“สำหรับประเด็นที่น้องมาร์คได้เข้าคลาสสารภาพบาปที่บ้านเอเอฟ แล้วเกิดเป็นประเด็นที่มีจดหมายไปโจมตีที่บ้านพอสมควรว่า ผมและภรรยาเลี้ยงลูกไม่ดี จนทำให้น้องใช้คำพูดที่รุนแรงกับคุณแม่ ผมอยากเรียนทุกท่านว่า ครอบครัวผมเป็นครอบครัวคริสเตียน และเรามีลูกชาย 3 คน ตั้งแต่มีลูกชายคนที่ 3 ผมกับภรรยาก็ได้ปรึกษากันว่า เราไม่ใช่ครอบครัวมีฐานะ ภรรยาผมเลยตัดสินใจลาออกจากอาชีพรับราชการ เพื่อมาดูแลลูกๆ ทั้งหมด”

“ถ้าใครเป็นพ่อแม่แล้วคงทราบว่าไม่ง่าย การเลี้ยงลูกตั้งแต่ 1-10 ขวบจะเป็นอะไรที่น่ารัก มีความสุขมาก แต่ถ้าลูกเราก้าวขึ้นไป 11-17 ปี ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงภาวะทางอารมณ์ สิ่งเหล่านี้ผมเชื่อว่าทุกท่านคงได้พบ หรือตัวเราเองก็ผ่านตรงจุดนั้นมา ซึ่งเรามักจะใช้ถ้อยคำหรือการแสดงออกอย่างเปิดเผยชัดเจน แต่ถ้าผ่านวัยนี้ไปแล้วก็จะมีความคิดมากขึ้น ผมเชื่อว่าวันนี้ทุกบ้านก็มีเช่นนั้น”

“วันที่น้องมาร์คสารภาพบาปผมภูมิใจ เราได้ดูทีวีอยู่ที่บ้าน ผมร้องไห้ที่ลูกชายคนนี้กล้าทำและกล้าพูด จริงๆ เหตุการณ์ที่น้องมาร์คได้พูดกับคุณแม่ คุณแม่ก็ได้คุยกับผมหลังเกิดเหตุการณ์แล้ว ผมก็บอกแม่ว่าถ้าลูกมาขอโทษแล้วก็ไม่เป็นไร ผมก็ไม่ไปรื้อฟื้นความผิดของลูก แต่เนื่องจากผมไม่ได้ถามเขา เขาก็รู้สึกเสียใจ และเขามีโอกาสได้สารภาพแบบออนแอร์ให้เพื่อนรู้ให้ชาวบ้านรู้ นี่คือสิ่งที่ลูกชายได้กระทำ และผมรู้สึกภูมิใจมาก”

“ลูกของเราอาจจะรุนแรงอาจจะไม่ดี แต่เราเชื่อว่าความรักเท่านั้นที่จะเลี้ยงลูกได้ดีที่สุด การอดทนต่อลูกและวันเวลาเท่านั้นที่จะเยียวยาให้เขาเป็นเยาวชนที่ดีในอนาคต เป็นประชาชนที่ดีของแผ่นดิน ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่เราได้กระทำ ดังนั้นผมเลยรู้สึกไม่สบายใจ ถ้าสิ่งที่น้องพูดทำให้คุณพ่อคุณแม่บางท่านมองว่าไม่ดี ผมเลี้ยงลูกไม่ดีนั้น ผมก็น้อมรับ และจะนำเสียงวิจารณ์นี้ไปใช้ในการอบรมสั่งสอนลูกต่อไป”

ด้าน “มาร์ค” ถึงกับท้าสาบานเพื่อโชว์ความบริสุทธิ์ของตัวเองว่า ไม่เคยโพสต์ข้อความหมิ่นเบื้องสูง และไม่เชื่อตัวเองตกเป็นเหยื่อทางการเมือง พร้อมยกมือไหว้ขอโทษนายกที่โพสต์ข้อความด่า บอกยังเป็นวัยรุ่นยังไม่มีสำนึกที่ดี

“ผมไม่เคยมีเจตนาหรือแม้แต่จะคิดจาบจ้วงสถาบันเบื้องสูงอันเป็นที่ รักของปวงชนชาวไทย ซึ่งผมรู้สึกแย่ที่ว่าเราไม่ได้ทำ แต่มีคนไม่ชอบเรามาทำสิ่งนี้ขึ้น ก็รู้สึกว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งผมสาบานได้ว่าไม่ได้ทำ และก็ไม่ได้คิดว่าตัวเองเป็นเหยื่อทางเมืองด้วย”

“ส่วนเรื่องโพสต์ว่านายกฯ ผมก็รู้สึกเสียใจที่ได้ทำสิ่งที่แย่ลงไป ซึ่งผมก็ยอมรับว่าทำจริงในเรื่องของการแสดงความคิดเห็นทางการเมือง เพราะผมมีความคิดยังเป็นวัยรุ่นอยู่ ยังไม่มีสามัญสำนึกที่ดี ผมก็อยากขอโอกาสจากสังคม ให้โอกาสกับผมอีกครั้งในการแก้ตัว ผมเชื่อว่าทุกคนก็เคยทำผิดพลาดในชีวิต ผมอยากให้จุดนี้เป็นจุดที่เตือนเยาวชน ถ้าคิดจะทำอะไรก็ขอให้ทุกคนได้คิดและไตร่ตรองก่อน ผมก็อยากจะกราบขอโทษท่านนายกรัฐมนตรี (ยกมือไหว้) ซึ่งถ้ามีโอกาสได้เจอท่าน ผมก็อยากจะบอกว่าขอโทษที่ใช้คำที่ไม่สุภาพ”

“อีกประเด็นหนึ่งเรื่องของพี่เซน เดอะสตาร์ คือที่ผมได้ทำโพลในเฟซบุ๊ค ผลออกมาว่าเราจะเป็นเหมือนกัน แต่ประโยคที่ผมโดนว่าไปจาบจ้วงพี่เขาก็คือ อย่างที่พูดคำไม่สุภาพไป คือมันเป็นสถานะของผม ซึ่งมันไม่ได้ไปลงความเห็นที่อยู่ใต้โพลนั้นๆ เลย มันเป็นเพียงสถานะที่ผมตั้งขึ้นมาจากเพื่อนที่อเมริกา แล้วผมก็ไม่ทราบว่าทางสื่อได้นำ 2 เรื่องนี้มาโยงเข้ากันได้ยังไง แล้วตัวผมได้มีโอกาสคุยกับพี่เขาก่อนที่ผมจะไปอเมริกา ผมเลยอยากบอกว่าเราไม่มีอะไรที่ขัดข้องใจ ที่ทำให้ผมไปว่าพี่เขาร้ายแรงขนาดนั้น”

“คือถ้าใครมองว่าผมเป็นเด็กก้าวร้าว ผมก็รู้สึกเสียใจครับ แต่ก็หวังว่าคนคงจะให้โอกาสเด็กที่ทำผิดได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ต่อไปผมคงไม่กล้าแสดงความคิดเห็นเรื่องการเมืองอีกแล้ว เพราะได้รับบทเรียนแล้ว ซึ่งเฟซบุ๊คผมตอนนี้ก็ปิดไปแล้ว ต่อไปก็คงจะไม่เล่นและไม่ใช้คำที่ไม่สุภาพแล้ว ก็อยากฝากถึงเยาวชนไทยทุกคน ทำอะไรก็คิดให้ไตร่ตรองให้ดีก่อนทำ ก็อยากให้เป็นบทเรียนหนึ่งว่า มีตัวอย่างแล้วก็อย่าเดินซ้ำรอยกัน”

นอกจากนี้ “มาร์ค” ยังกล่าวต่ออีกว่า เพื่อเป็นการโชว์สปิริตแสดงความรับผิดชอบต่อเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตนจึงจะขอลาออกจากการแข่งขันอคาเดมี แฟนเทเชีย ซีซั่น 7 โดยวันเสาร์ที่ 17 ก.ค.นี้จะเป็นการขึ้นร้องเพลงเล่นคอนเสิร์ตที่ธันเดอร์โดม เมืองทองธานี เป็นครั้งสุดท้าย พร้อมกับมีการประกาศถอนตัวอย่างเป็นทางการ

“ผมได้ทราบว่าสิ่งที่ตัวเองได้เขียนหรือกระทำออกไป เป็นสิ่งที่ไม่ดี ผมเลยตัดสินใจว่า ผมมีความรับผิดชอบพอที่จะขอถอนตัวออกจากรายการ AF7 แล้วผมขอเป็นตัวแทนเยาวชนคนหนึ่ง ที่อยากให้ทุกคนหันหน้ามาปรองดองกัน ไม่อยากให้ประเทศชาติแตกแยก ขอให้ทุกคนหันหน้าเข้าหากัน คุยกันแบบนี้มีความสามัคคี ทุกคนต้องช่วยกันอย่าทำให้พ่อหลวงเราเสียใจ แค่นี้ท่านก็เสียใจมามากพอแล้ว”

“ก็ขอให้ทุกคนได้ให้โอกาสผม และอยากให้เยาวชนทุกคนได้คิดที่จะทำดีเพื่อพ่อ อย่ามาซ้ำเติมซึ่งกันและกัน อยากให้ทั้งสองฝ่ายจับมือเข้าหากัน ก็อยากขอให้บ้านเมืองของเราสงบสุข และเป็นประเทศที่ร่มรื่น เจริญก้าวหน้าต่อไป เพื่อให้ทั้งโลกยอมรับว่าเราคือประเทศไทย”

“ผมก็ขอขอบคุณบริษัททรู สื่อมวลชน และทุกคนที่เป็นกำลังใจร่วมโหวตให้ผม ผมขอบคุณคุณครูทุกคนในบ้านเอเอฟ ที่ช่วยสอนให้ผมมีทักษะขึ้นมา และขอขอบคุณแฟนๆ ที่ช่วยโหวตให้ผมได้มายืนจนถึงทุกวันนี้ หลังจากนี้ผมจะไม่ไปประกวดอะไรต่อไป ผมจะกลับไปเรียนหนังสือ ถามว่าสนใจงานในวงการบันเทิงบ้างไหม ผมอยากจะเอาเรื่องเรียนไว้ก่อน เรื่องวงการบันเทิงเอาไว้ทีหลัง”

“ถามว่าเสียดายโอกาสไหมทั้งที่ได้เข้ามาแล้ว ในใจผมเสียใจมากครับ ถ้าเสาร์นี้แฟนๆ ไม่ยอมให้ผมออก ยังไงผมก็ไม่เปลี่ยนใจ ผมต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ตัวเองทำ ผมขอถอนตัวดีกว่า และถ้าวันนั้นจะมีคนมาโห่หรือมีแรงกดดันอะไร ผมก็ได้กล่าวขอโทษไปแล้ว และก็จะทำส่วนนั้นในหน้าที่ของตัวเองให้เต็มที่ เพราะเป็นครั้งสุดท้าย ก็อยากให้ทุกคนเข้าใจ เราห้ามเขาไม่ให้ทำอะไรไม่ได้ ก็ต้องยินดีรับมัน”

ฟากพ่อของมาร์คได้กล่าวเสริมปิดท้ายว่า การลาออกจากบ้านเอเอฟ เป็นการตัดสินใจของลูกชายเอง โดยตนและทางบริษัททรูเปล่ากดดันอะไร

“นี่คือการตัดสินใจของน้องเอง ไม่ได้เป็นแรงกดดันจากผม และไม่ใช่แรงกดดันของทรู ไม่ใช่แรงกดดันจากที่ใด ผมได้เสนอให้น้องทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้นใน 1 อาทิตย์ และผมได้แสดงให้เห็นว่าสิ่งที่น้องต้องการคืออะไร แล้ววันนี้น้องก็ได้ตัดสินใจเอง ก็ถือว่าเป็นสิทธิส่วนบุคคลที่น้องได้ตัดสินใจวันนี้ แม้วันนี้น้องขอถอนตัวออกไป ผมจะติดต่อกับบริษัททรูว่า ได้คุยกับลูกชายแล้ว และเขาตัดสินใจมาแบบนี้ ก็อยากจะขอให้น้องได้มีโอกาสขึ้นเวทีในวันเสาร์นี้ เพื่อเป็นการแสดงคอนเสิร์ตร่วมกับเพื่อนๆ สักครั้งหนึ่ง ก่อนที่เขาจะลาจากบ้านเอเอฟไป”

“ก็อยากให้น้องได้เล่นคอนเสิร์ตเพื่อเป็นการขอบคุณแฟนคลับ ขอบคุณคุณครูที่ได้สอน อยากให้เป็นอย่างนั้นมากกว่า และผมก็ขอขอบคุณแฟนคลับด้วยที่โหวตให้ลูก ผมเองก็อยากเห็นประเทศไทยของเราได้หันหน้าเข้าหากัน ขอให้ประเทศไทยเรากลับมาเป็นสยามเมืองยิ้ม มีความรักความสามัคคีในทุกกลุ่ม ความคิดเห็นทางการเมืองอาจแตกต่างกันได้ แต่เราจะไม่แตกแยก ประเทศไทยต้องมีพ่อหลวงตลอดไปกาลนาน”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์