ศอฉ. เดือด ออกหมายเรียก ‘พร้อมพงศ์’ แจงค่ายขังแดง ถ้าตอบไม่ชัดโดนคุก 2 ปี


พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด

ศอฉ. เดือดจวก “พร้อมพงศ์” ปูดใช้ค่ายที่กาญจน์ขังเสื้อแดง ยันสอบแล้วไม่มีจริง เตรียมออกหมายเรียกวันนี้ (7ก.ค.) ขู่ถ้าตอบไม่ชัดโดนคุก 2 ปี ย้ำรัฐ-ศอฉ.ไม่ขัดแย้ง หลัง ครม.เลิก พรก.ฉุกเฉินฯ…

เมื่อวันที่ 6 ก.ค. ที่กองบัญชาการกองทัพบก พ.อ.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) แถลงผลการประชุม ศอฉ. ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ด้านความมั่นคง ในฐานะ ผอ.ศอฉ. เป็นประธานในการประชุมว่า ในที่ประชุมได้นำเรื่องที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบตามที่นายคณิต ณ นคร ประธานกรรมการอิสระสอบสวนข้อเท็จจริงจากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น ซึ่งเสนอแต่งตั้งคณะกรรมการ ที่ประชุม ศอฉ. จึงได้จัดเตรียมข้อมูลไว้สนับสนุนคณะกรรมการ หากมีการร้องขอ

ส่วน กรณีที่ ครม. มีมติยกเลิกประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินในพื้นที่ 5 จังหวัด คือ น่าน, นครสวรรค์, ศรีสะเกษ, กาฬสินธุ์ และนครปฐมนั้น โดยมีข้อสงสัยว่า รัฐบาลกับ ศอฉ.เกิดความขัดแย้งหรือไม่ เพราะ ศอฉ.เสนอให้คง พ.ร.ก.ฉุกเฉินทั้ง 24 จังหวัด ขอชี้แจงว่าไมใช่ความขัดแย้ง เพราะ ศอฉ.เป็นหน่วยงานที่รัฐบาลตั้งขึ้นมาตามที่กำหนด เพียงประเมินข้อมูลสถานการณ์ต่างๆ ทั้งงานด้านการข่าว เรื่องอาวุธต่างๆ ที่สูญหายไป เห็นว่า ในฐานะที่เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ที่เป็นข้าราชการประจำ เห็นว่าควรต่อ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อสามารถดูแลความสงบเรียบร้อยต่อไปได้

แต่รัฐบาลมีมุมมองที่ กว้างขึ้นไป เพราะต้องรับผิดชอบภาพลักษณ์โดยรวมของประเทศ และจ้องตอบคำถามของประชาชนและสังคม ดังนั้นรัฐบาลจึงมีอำนาจตกลงใจ ปรับลดตามที่เห็นเหมาะสม อย่างไรก็ตาม หากอนาคตสถานการณ์มีข้อมูลที่เปลี่ยนแปลง ก็สามารถใช้กฎหมายอื่นมารองรับ หรือประกาศเพิ่มได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของรัฐบาล ดังนั้นยืนยันว่า ไม่มีความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลกับ ศอฉ.แต่อย่างใด

พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า ที่ประชุมให้ความสำคัญกับกรณีที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ที่มีการแจ้งว่า ทาง ศอฉ.มีการควบคุมตัวประชาชน ที่มาร่วมชุมนุมจำนวน 11 คน ในพื้นที่จังหวัดกาญจนบุรี ในแบบที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจากการตรวจสอบจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งในส่วนของทหาร ตำรวจ ผู้ว่าราชการจังหวัด พบว่า ไม่มีข้อมูลในลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ในพื้นที่ จ.กาญจนบุรี และได้มีการสุ่มตรวจบุคคลอยู่ 3 คน ใน 11 รายชื่อที่ถูกอ้างอิง คือ

1.นาย พันธ์ศักดิ์ ฉิมพลี เป็นคนจังหวัดขอนแก่น และเป็นบุคคลเสมือนไร้ความสามารถ ไม่ว่าจะเป็นการชุมนุมของกลุ่มใด มักไปร่วมชุมนุมอยู่เสมอ ซึ่งจากการที่ได้สอบถามไปยังมารดาของนายพันธ์ศักดิ์นั้น ยืนยันว่า สามารถติดต่อกันได้ ดังนั้นการที่โฆษกพรรคเพื่อไทย ระบุว่า มีการควบคุมจึงไม่เป็นความจริง ส่วนคนที่ 2 คือ นางนวล โคกเจริญ เป็นคนจังหวัดขอนแก่น ซึ่งจากการตรวจสอบไม่ปรากฏชื่อในทะเบียนราษฎร์ และคนที่ 3 คือ นายสนา พวงมาลา เป็นคนจังหวัดหนองบัวลำภู ทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย และจากการที่ตำรวจได้มีการติดต่อพบว่า ไม่ได้มีการควบคุมตัวแต่อย่างใด ดังนั้นตามที่การกล่าวอ้างของโฆษกพรรคเพื่อไทยจึงไม่เป็นความจริง นอกจากนั้นยังมีการกล่าวอ้างเพิ่มเติมว่า มีการควบคุมตัวที่ จ.กาญจนบุรีอีก 70 คน และที่กรมราชทัณฑ์อีก 300 คน

ทั้งนี้ ศอฉ.เห็นว่าเรื่องนี้เป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ สร้างความเสียหายให้เกิดขึ้นกับ ศอฉ. ทั้งที่ไม่มีเหตุการณ์เกิดขึ้นจริง ทำให้ประชาชน สื่อมวลชน เข้าใจผิดได้ ทั้งที่พื้นที่กรุงเทพ ยังเป็นพื้นที่ที่มีการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และมีการห้ามนำเสนอข้อมูลข่าวสาร ที่สร้างความรู้สึกไม่พึงพอใจกับหน่วยงานของรัฐ ดังนั้นในวันที่ 7 ก.ค. นี้ทาง ศอฉ. มอบหมายให้เจ้าหน้าที่ตำรวจ ออกหมายเรียกนายพร้อมพงศ์ มาชี้แจงข้อมูลข่าวสารที่ได้นำเสนอ ซึ่งไม่เป็นความจริงนั้น ถ้ามีคำตอบที่ไม่ชัดเจน คงจะต้องดำเนินการตามข้อกฎหมายต่อไป โดยผิดใน 2 ข้อหา คือ เรื่องการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ซึ่งผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มีโทษจำคุก 2 ปี ปรับ 4 หมื่นบาท และการกล่าวเท็จที่ให้ผู้อื่นต้องคดีอาญา หากนายพร้อมพงศ์ ไม่มาชี้แจงตามที่ตำรวจออกหมายเรียก 2 ครั้ง ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจจะขออนุมัติศาลออกหมายจับต่อไป

ส่วนการประชุม ศอฉ. คณะใหญ่ มีมติเห็นชอบปรับลดการประชุมลง เพื่อให้สอดคล้องกับการปฏิบัติหน้าที่ของผู้บังคับบัญชาระดับสูงของ ศอฉ. เหลือเพียงวันอังคารและวันศุกร์เท่านั้น พ.อ.สรรเสริญ กล่าวว่า จะมีการแถลงข่าวในวันศุกร์ช่วงเย็น หลังจากที่การประชุมเสร็จสิ้น ส่วน ศอฉ. คณะเล็กก็จะมีการดำเนินการต่อไป

พ.ต.อ.ทรงพล วัธนะชัย รองผู้อำนวยการกองบังคับการตำรวจนครบาล แถลงว่า ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเรียนข้อมูลเกี่ยวกับผู้ต้องหา ที่กระทำความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เฉพาะหมาย ฉฉ. ที่มีการออกหมายจับจำนวน 38 คน และเสียชีวิต 1 คน คือ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล ผู้ทรงคุณวุฒิกองทัพบก ส่วนที่แจ้งความคดีอาญาในฐานเกี่ยวกับก่อการร้ายจำนวน 11 คน ปล่อยตัวไป 23 คน เหลืออยู่ในความควบคุมของกองบังคับการตำรวจตระเวนชายแดนภาค 1 มี 3 คน คือ นายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือหนูหริ่ง และนายวินัย แสงศรีนิล ส่วนอีก 1 คน อายัดตัวอยู่ในโรงพยาบาลคือ นายจรัล หรือยักษ์ ลอยพูล.

โดย ไทยรัฐออนไลน์