อดีตผู้ว่าฯ ถูกเผาศาลากลาง แฉกลางเวทีวุฒิฯ ยัน “แม้ว” เบื้องหลังล้างสมองแดง


คณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา เรียก 3 อดีตผู้ว่าฯ ถูกเผาศาลากลางแจง ยันคนอีสานจงรักภักดี รับถูกเผาศาลากลางเหตุสุดวิสัย แนะรัฐรีบปรองดอง สลายเงื่อนไข 2 มาตรฐาน แฉ “ทักษิณ” เบื้องหลังล้างสมองแดง ด้านที่ประชุมขอข้อมูลสปอนเซอร์ “แม้ว” จี้รัฐเลิก พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อ้างทำลายการท่องเที่ยว บอกไว้มีเหตุอีกค่อยใช้ “ส.ว.ศรีสะเกษ” สุดเหวง!! อ้างสภาคองเกรสเห็นชอบเลือกตั้ง 14 พ.ย.

วันนี้ (5 ก.ค.) ที่รัฐสภา ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการประชุมคณะกรรมการติดตามสถานการณ์บ้านเมือง วุฒิสภา มีนายจิตติพจน์ วิริยะโรจน์ ส.ว.ศรีสะเกษ ประธานคณะกรรมการ เป็นประธานการประชุม โดยเชิญนายบุญส่ง เตชะมณีสถิตย์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดมุกดาหาร นายอำนาจ ผการัตน์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี และนายปราโมทย์ สัจจรักษ์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น เข้าชี้แจงกรณีที่ศาลากลางจังหวัดทั้ง 3 จังหวัดถูกเผาเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม โดยทั้ง 3 คนถูกย้ายเข้ามาช่วยราชการสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทยภายหลังเกิดเหตุการณ์ ดังกล่าว อย่างไรก็ดี คณะกรรมการฯ ไม่เปิดให้สื่อมวลชนรับฟังเหมือนการประชุมครั้งที่ผ่านมา

รายงานข่าวจากคณะกรรมการฯ แจ้งว่า ที่ประชุมได้ซักถามถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นรวมถึงประเด็นการเคลื่อนไหวล้ม สถาบัน ซึ่งอดีตผู้ว่าฯ ทั้ง 3 จังหวัดชี้แจงยืนยันว่าคนอีสานมีความจงรักภักดีต่อสถาบันสูง ส่วนเหตุการณ์การเผาศาลากลางจังหวัดเป็นเหตุที่เชื่อมโยงจากเหตุการณ์ที่ กทม.ที่มีการเผาสถานที่หลายแห่งภายหลังจากแกนนำ นปช.มอบตัวในช่วงเที่ยงเมื่อวันที่ 19 พฤษภาคม ซึ่งฝ่ายปกครองของจังหวัดได้ทำงานอย่างเต็มที่แล้ว แต่เครื่องไม้เครื่องมือและกำลังพลไม่เพียงพอ ประกอบกับผู้ชุมนุมมีจำนวนมากจึงเป็นเหตุสุดวิสัยที่ไม่สามารถป้องกันได้ และยังระบุว่าเห็นด้วยกับแผนปรองดองของรัฐบาล แต่ต้องรีบทำอย่างเร่งด่วน และทำความเข้าใจกับคนอีสานและแกนนำ นปช.ในพื้นที่ และรัฐบาลต้องแสดงความจริงใจในการปรองดองมากกว่านี้ โดยเฉพาะการสลายเงื่อนไข 2 มาตรฐานที่คนอีสานยังรู้สึกว่า อำนวยความยุติธรรมอย่างเท่าเทียมกันไม่ได้

รายงานข่าวแจ้งว่า อย่างไรก็ดี ผู้ว่าฯ บางรายระบุว่ากลุ่มคนเสื้อแดงเคลื่อนไหวมาตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 49 เนื่องจากถูกล้างสมอง มีหลายกลุ่ม โดยมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ผู้ต้องหาก่อการร้าย อยู่เบื้องหลังการปลุกระดม และมีกลุ่มฮาร์ดคอร์ที่เคลื่อนไหวโดยข่มขู่ว่าจะก่อเหตุวางเพลิงในสถานที่ ต่างๆ หลายครั้งก่อนจะเกิดเหตุการณ์เผาศาลากลาง วันที่ 19 พฤษภาคม ซึ่งที่ประชุมคณะกรรมการฯ ได้ขอให้ผู้ว่าฯ ทั้ง 3 จังหวัดสรุปข้อมูลและจำแนกความเคลื่อนไหวของกลุ่มต่างๆ ที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มพ่อค้า ข้าราชการ เพื่อมาชี้แจงต่อคณะกรรมการฯ อีกครั้ง

แหล่งข่าวจากที่ประชุมคณะกรรมการฯ ระบุอีกว่า คณะกรรมการฯ ยังมีความเห็นว่าขณะนี้ต้องยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉินได้แล้ว เพราะการประกาศภาวะฉุกเฉิน ต้องทำในช่วงสถานการณ์ความไม่สงบ แต่ตอนนี้สถานการณ์คลี่คลายแล้ว โดยหลักการจึงใช้ พ.ร.ก.ฉบับนี้ไม่ได้ ถ้าภายหลังยกเลิกแล้วมีเหตุฉุกเฉินอีกค่อยประกาศใช้เป็นคราวๆ นอกจากนี้ การคง พ.ร.ก.ฉุกเฉินยังละเมิดสิทธิเสรีภาพตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้เสียเอง พ.ร.ก.ฉบับนี้ยังทำลายบรรยากาศการลงทุนและการท่องเที่ยวของประเทศ และทำลายนโยบายปรองดองของฝ่ายรัฐเสียเอง คณะกรรมการจึงเห็นพ้องว่า ต้องยกเลิกการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินทันที ซึ่งจะทำความเห็นส่งให้นายประสพสุข บุญเดช ประธานวุฒิสภาต่อไป

รายงานข่าวยังแจ้งว่า ที่ประชุมยังหยิบยกกรณีสภาของสหรัฐฯ มีมติหนุนแผนปรองดองของรัฐบาลไทย โดยคณะกรรมการฯ เห็นด้วยในหลักการของสภาสหรัฐว่า ต้องใช้แนวทางประชาธิปไตยและสันติวิธีแก้ปัญหารวมถึงโรดแมปปรองดอง 5 ข้อของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกฯ อย่างไรก็ดี คณะกรรมการฯยังติดใจอยู่ว่า แผนปรองดองจะทำเมื่อไหร่และจะทำอย่างไร และ ส.ว.บางคน อาทิ นายจิตติพจน์ ยังเห็นว่าสภาสหรัฐฯ นำเรื่องนี้มาพูดในวันที่ 4 พฤษภาคม ภายหลังจากที่นายกฯประกาศแผนปรองดอง 5 ข้อพร้อมวันเลือกตั้ง 14 พฤศจิกายน ฉะนั้น ที่สภาสหรัฐฯ มีมติเห็นด้วยกับรัฐบาลไทย หมายรวมถึงวันเลือกตั้งใหม่ด้วย อย่างไรก็ดี ที่ประชุมคณะกรรมการฯ เห็นว่ายังไม่มีความชัดเจนว่าสภาสหรัฐฯ มีมติเห็นด้วยรวมไปถึงวันเลือกตั้งใหม่ด้วยหรือไม่

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สำหรับการประชุมในวันนี้ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ด้านความมั่นคง แจ้งมาว่าขอเลื่อนการชี้แจงหลังจากที่คณะกรรมการฯ ทำหนังสือเชิญไปเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้ทำหนังสือเชิญให้มาชี้แจงอีกครั้งในวันที่ 8 และ 12 พฤษภาคมนี้ อย่างไรก็ดี ขณะนี้ยังไม่มีการตอบรับจากนายสุเทพ นอกจากนี้ยังมีมติทำหนังสือเชิญนายอภิสิทธิ์ให้มาชี้แจงต่อคณะกรรมการฯ ในวันที่ 15 กรกฎาคมด้วย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์