แม้ว ตัวการเผา เรียก 83 ท่อแดง-เบี้ยว เจอคุก 2 ปี


“อนุพงษ์” ลงนามเรียก 83 แบล็กลิสต์ เข้าชี้แจงเส้นทางเงินต้องสงสัยต่อดีเอสไอ เริ่ม 28 มิ.ย.นี้ ใครไม่มามีความผิดตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน โทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจับทั้งปรับ เผย “แม้ว” และครอบครัว นำทีมก่อการร้าย “เทือก” ยันไม่มีตบทรัพย์

ที่ศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน (ศอฉ.) ภายในกองบัญชาการกองทัพบก เมื่อ 16.00 น.วานนี้ (21 มิ.ย.) นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะ ผอ.ศอฉ. เป็นประธานในการประชุมศอฉ. โดยมี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รมว.กลาโหม พล.อ.อภิชาต เพ็ญกิตติ ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ. พล.ร.อ.กำธร พุ่มหิรัญ ผบ.ทร. พล.อ.อ.อิทธพร ศุภวงศ์ ผบ.ทอ. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รองผบ.ทบ. พล.อ.วิชญ์ เทพหัสดิน ณ อยุธยา ผช.ผบ.ทบ. พล.อ.ธีระวัฒน์ บุณยะประดับ ผช.ผบ.ทบ. พล.อ.พิรุณ แผ้วพลสง เสธ.ทบ. พล.ท.คณิต สาพิทักษ์ แม่ทัพภาคที่ 1 นายถวิล เปลี่ยนศรี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ในฐานะเลขานุการ ศอฉ. นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดยใช้เวลาในการหารือ ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง

นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แถลงผลการประชุม ว่าในที่ประชุม พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ได้ลงนามในคำสั่ง 78/2553 เรื่องให้บุคคลมารายงานตัวเพื่อให้ถ้อยคำเกี่ยวกับธุรกรรมที่ต้องสงสัย และอาจเกี่ยวข้องกับการกระทำ หรือสนับสนุนการกระทำเกิดเหตุสถานการณ์ฉุกเฉิน และให้สถาบันการเงินหรือนิติบุคคลทำการ หรือมิให้กระทำการ เกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน หรือการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคลเท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความ มั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชน ซึ่ง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ในฐานะหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน

นายธาริต กล่าวว่า คำสั่งดังกล่าวมีสาระสำคัญ 3 ส่วน คือ

1. ให้ผู้ทีมีรายชื่อทั้งหมด 83 รายชื่อมาพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ ของกรมสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้ถ้อยคำและส่งมอบเอกสาร หรือหลักฐาน เกี่ยวกับการทำธุรกรรมต้องสงสัย ภายในวันที่ 31 ก.ค. 53 ทั้งนี้ตามเวลา และสถานที่ตามที่พนักงานสอบสวนจะแจ้งให้ทราบ ทั้งนี้ให้บุคคล 83 รายชื่อ มาพบคณะพนักงานสอบสวน ซึ่งประกอบด้วย กรมสอบสวนคดีพิเศษ เจ้าหน้าที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน(ปปง.) , เจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) และสรรพากร โดยทั้ง 4 หน่วยงาน จะสนธิกำลังเป็นหน่วยรับแจ้งคำชี้แจง แสดงหลักฐานต่างๆ จากบุคคลทั้ง 83 ราย

2 . ให้ผู้ที่ถูกสั่งห้ามทำนิติกรรมทั้ง 152 รายเดิม เมื่อเป็นบุคคลที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว อยู่นอกเหนือจาก 83 รายชื่อในคำสั่งนี้ ก็สามารถทำธุรกรรมปกติต่อไปได้ ซึ่งเดิมบุคคลเหล่านี้มีคำสั่งห้ามทำธุรกรรมการเงิน 152 รายชื่อ ถึงวันนี้ได้คัดกรองเหลือ 83 รายชื่อ ที่เป็นธุรกรรมต้องสงสัย ที่เหลือนอกจากนั้นก็สามารถทำธุรกรรมตามปกติได้ทันที นับจากคำสั่งฉบับนี้ออกไป

3. คำสั่งที่เกี่ยวกับสถาบันการเงินที่ต้องจัดส่งเอกสารหลักฐานเพิ่มเติม สำหรับ 83 รายตามแต่ที่พนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะร้องขอ

นายธาริต กล่าวว่าในขั้นตอนทั้ง 4 หน่วยงาน ได้ประชุมหารือกันแล้วจะนำเอาเอกสารหลักฐานซึ่งขณะนี้สถาบันการเงินได้ส่งมา ให้แล้วย้อนหลัง 9 เดือน โดยจะมาพูดกันในข้อเท็จจริงในแต่ละธุรกรรม ตั้งแต่ 9 เดือนที่ผ่านมา ซึ่งเราจะมีการซักถามเพื่อให้มีการชี้แจง เช่น การทำธุรกรรมที่ทำนั้น มีเงินเข้ามาในบัญชีแหล่งเงินมาจากไหน โอนมาจากใคร แล้วถ้าถอนออกไป โอนไปที่ไหน เอาไปทำอะไร ชำระหนี้หรือส่งมอบให้ใครอย่างไร และถ้าถอนเงินสด ต้องอธิบายได้ว่าใช้เงินสดนั้นไปทำอะไร และตรงกับแบบที่แจ้งไว้ทำธุรกรรมกับธนาคารหรือไม่ เพราะหากเงินที่ทำธุรกรรมเกิน 2 ล้านบาท ต้องแจ้งกับปปง. บางรายถอนเงินสดจำนวนเงินกว่าร้อยล้านบาท จะต้องแสดงเอกสาร ซึ่งการเชิญมาพบเพียงรอบเดียวอาจไม่พอ

ไม่มาชี้แจงเจอคุก 2 ปี ปรับ 4 หมื่น

อย่างไรก็ตาม ทางกรมสอบสวนคดีพิเศษแจ้งกับ ศอฉ.ว่า ขอใช้เวลา 60 วันในการดำเนินการเรื่องทั้งหมด คงจะมีการชี้แจงกันไปมาหลายรอบจึงจะได้ข้อยุติ หากเวลา 60 วันไม่เพียงพอ ก็จะมีการหารือกันอีกครั้ง

“เราได้จัดกลุ่มที่เกี่ยวข้องออกเป็น 5 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มที่ 1. กลุ่มที่เป็นเครือญาติกับพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร มี 23 ราย กลุ่มที่ 2. คือ กลุ่มนักการเมืองมี 23 ราย กลุ่มที่ 3 . คือ อดีตข้าราชการทหาร ตำรวจ จำนวน 5 ราย กลุ่มที่ 4. คือ นักธุรกิจจำนวน 15 ราย และกลุ่มที่ 5. คือ กลุ่มนปช. มี 17 ราย โดยทั้งหมดจะทยอยเรียกมาพบที่ ดีเอสไอ ซึ่งดีเอสไอ จะเริ่มออกหมายเรียกตั้งแต่วันที่ 22 มิ.ย.นี้ เป็นต้นไป และจะให้เริ่มมาชี้แจงตั้งแต่วันจันทร์ที่ 28 มิ.ย.นี้ ซึ่งแต่ละกลุ่มจะมาเวลาใด เราจะเปิดเผยทุกขั้นตอน แต่หากใครฝ่าฝืน ไม่มาชี้แจง ถือว่ามีความผิดตามพ.ร.ก.ฉุกเฉิน คือ มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี ปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจับทั้งปรับ แต่ผมเชื่อว่าทุกคนอยากมา เพื่อชี้แจง มิเช่นนั้นจะเป็นผลร้ายแก่ตนเอง”

นายธาริต กล่าวด้วยว่า ในขั้นต้นกลุ่มบุคคลเหล่านี้ยังไม่ได้ถือเป็นผู้ต้องหาใดๆ เว้นแต่บางคนเช่น แกนนำนปช. ที่โดนข้อกล่าวหาก่อการร้าย แต่ในคำสั่งนี้เป็นการทำธุรกรรมต้องสงสัย ที่ไม่ปกติจึงต้องมาชี้แจง แต่เขาไม่ใช่ผู้ต้องหา ดังนั้นเราจะไม่ปฏิบัติกับเขาเหมือนผู้ต้องหา ซึ่งเจ้าตัวจะต้องมาชี้แจงเอง แต่หากเจ้าตัวมีภารกิจอย่างไร สามารถส่งผู้แทนมาได้ โดยเราจะมีหน่วยงานกลางเป็นผู้ติดต่อประสาน

ส่วนสิ่งที่จะดำเนินคดี หากพบว่า มีหลักฐานชัดเจนว่า มีการโอนเงินไปให้แกนนำนปช. ก็ต้องมีการอธิบายให้ชัดเจนว่า ทำไม เพราะอะไร ต้องโอนไป หากในที่สุดไม่มีหลักฐานแสดงว่า เป็นการใช้เงินเพื่อกระทำความผิดก็จบกันไป แต่ถ้ามีหลักฐานว่าเป็นการใช้เงินสนับสนุนการกระทำความผิดการก่อการร้าย ในคดีความผิดทางอาญาต่อแผ่นดิน จะถูกแจ้งข้อกล่าวหา ดำเนินคดีจับกุมกันต่อไป

จนท.ไม่ต้องกังวลถูกฟ้องกลับ

นายธาริต กล่าวว่า การกระทำทุกอย่าง เราทำตามกฎหมาย ตรวจตามปกติ และขณะนี้ไม่มีอะไรที่เป็นการล่วงละเมิด เราไม่ได้ยึดเงินอะไรเลย เพียงแต่เป็นมาตรการทางกฎหมายที่ให้อำนาจ ซึ่งเป็นสิ่งที่พึงตรวจสอบได้ตามกฎหมาย หากในที่สุดไม่ผิด ก็คือไม่ผิด ส่วนจะฟ้องร้องได้หรือไม่ ในความเห็นส่วนตัว กฎหมายได้คุ้มครองการทำงานของเจ้าหน้าที่รัฐ และเจ้าหน้าที่ไม่ได้ทำอะไรนอกเหนือกรอบกฎหมาย

เมื่อถามว่า เส้นทางการเข้ามาของเงินมาจากต่างประเทศหรือไม่ นายธาริต กล่าวว่า ไม่สามารถตอบได้ เพราะเป็นแนวทางในการสอบสวน เมื่อถามถึงกระแสข่าวว่ามีการวิ่งล็อบบี้เจ้าหน้าที่ในการสอบสวนผู้ต้อง สงสัยทั้ง 83 ราย นายธาริต กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่มี เพราะการทำงานทำด้วยความโปร่งใส ทุกอย่างตรวจสอบได้ มีเหตุผล และเราทำงานอย่างตรงไปตรงมา เช่น บางคนเปิดบัญชี 1 พันบาท แต่วันรุ่งขึ้นโอนเข้ามา 1 ร้อยล้าน และอีกไม่กี่วัน ก็ถอนออกไป ซึ่งคนธรรมดาคงไม่ทำธุรกรรมแบบนี้ จึงต้องอธิบายว่าทำไมทำธุรกรรมแบบนี้ ซึ่งทางปปง. เป็นผู้คัดกรองจากผู้ที่เคยห้ามทำธุรกรรม 152 คน จนเหลือ 83 คน

เมื่อถามว่า มีการพบการโอนเงินที่ไม่ต้องผ่านสถาบันการเงินหรือไม่ นายธาริต กล่าวว่า ทางการข่าวมีอยู่แล้ว ทั้งนี้เราทำงานด้วยพยานหลักฐาน แต่ถามว่ามีเล็ดรอดไปหรือไม่ ที่เบิกไม่ถึง 2 ล้านบาท อาจเบิก 1.9 ล้านบาทหลายๆ ครั้ง อาจทำให้เล็ดรอดได้

เมื่อถามถึงการต่ออายุพ.ร.ก.ฉุกเฉิน นายธาริต กล่าวว่า ที่ประชุมไม่ได้มีการพูดคุยกัน ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างที่ทุกฝ่ายต้องไปทำความเห็นมานำเสนอ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เราได้มีการตั้งศูนย์ประสานงานและช่วยเหลือการถูกดำเนินคดีของเจ้าหน้าที่รัฐ โดยมีรองอัยการสูงสุดที่ได้รับมอบหมายเป็นผู้ดูแล

“อนุพงษ์”ลงนามคำสั่งให้มาชี้แจง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 18.00 น. ที่กองบัญชาการกองทัพบกได้มีคำสั่งจากศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่ 78/2553 แจกจ่ายให้กับสื่อมวลชน เรื่องให้บุคคลมารายงานตัวเพื่อให้ถ้อยคำเกี่ยวกับธุรกรรมที่ต้องสงสัยว่า อาจจะเกี่ยวข้องกับการกระทำหรือสนับสนุนการกระทำให้เกิดเหตุสถานการณ์ฉุก เฉิน และให้สถาบันการเงิน หรือนิติบุคคลกระทำการหรือมิให้กระทำการเกี่ยวกับธุรกรรมทางการเงิน หรือการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคลเท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความ มั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประชาชน และความปลอดภัยของประชาชน

ทั้งนี้ ตามที่ได้มีคำสั่งศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินที่ 49/2553 ลงวันที่ 16 พ.ค.53 และที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับต่างๆ เรื่องห้ามมิให้กระทำการใดๆ หรือสั่งให้กระทำการใดๆ เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงิน หรือการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคล หรือนิติบุคคลเท่าที่จำเป็น แก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชน โดยกำหนดห้ามมิให้สถาบันการเงินตามกฎหมาย ว่าด้วยธุรกิจสถาบันการเงิน ธนาคาร ตามที่ได้มีกฎหมายจัดตั้งขึ้น โดยเฉพาะบริษัท หลักทรัพย์ และ ตลาดหลักทรัพย์ ตามกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์

บริษัทประกันชีวิตตามกฎหมาย ว่าด้วยการประกันชีวิต และบริษัทประกันวินาศภัยตามกฎหมาย ว่าด้วยการประกันวินาศภัย และสหกรณ์ตามกฎหมาย ว่าด้วยสหกรณ์ นิติบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับปัจจัยชำระเงินต่างประเทศ ตามกฎหมายว่าด้วยการควบคุมการแลกเปลี่ยนเงิน และนิติบุคคลที่ได้รับอนุญาตให้บริการโอนเงินทางอิเลคทรอนิกส์ ทำนิติกรรมสัญญาหรือการดำเนินการใดๆ ทางการเงินทางธุรกิจ หรือ ดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคล หรือ นิติบุคคลตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายคำสั่งดังกล่าว และให้ส่งข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมของบุคคล หรือ นิติบุคคลมายังหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ภายในระยะเวลาที่กำหนดนั้น

จากการรวบรวม และวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมของบุคคล หรือ นิติบุคคลตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายคำสั่ง ศอฉ.ดังกล่าว พบว่ามีธุรกรรมทางการเงินที่ต้องสงสัยว่าอาจเกี่ยวข้องกับการกระทำหรือสนับ สนุนการกระทำให้เกิดเหตุสถานการณ์ฉุกเฉิน ดังนั้นเพื่อเปิดโอกาสให้บุคคล หรือ นิติบุคคลตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายคำสั่งฉบับนี้ได้มีโอกาสชี้แจงแสดงหลักฐาน พิสูจน์ข้อสงสัย และเพื่อให้การดำเนินการตามคำสั่งดังกล่าวของสถาบันการเงิน และนิติบุคคลที่เกี่ยวข้องเป็นไปด้วยความรอบคอบ เรียบร้อย เท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชน อาศัยอำนาจตามข้อ 2 และ ข้อ 6 ของประกาศตาม มาตรา 11 แห่งพ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ลงวันที่ 7 เม.ย. 53 ประกอบกับคำสั่งนายกรัฐมนตรี ที่ พิเศษ 93/2553 เรื่องแต่งตั้งผู้กำกับการปฏิบัติงาน หัวหน้าผู้รับผิดชอบ และพนักงานเจ้าหน้าที่ในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ที่มีความร้ายแรง (เพิ่มเติม) ลงวันที่ 16 เม.ย. 53 จึงมีคำสั่งดังต่อไปนี้

1.ให้บุคคลหรือนิติบุคคลตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายคำสั่งนี้ มารายงานตัวต่อคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อให้ถ้อยคำและส่งมอบเอกสาร หรือหลักฐานใดที่เกี่ยวกับการทำธุรกรรม อันต้องสงสัยของตน ภายในวันที่ 31 ก.ค. 53 ทั้งนี้ ตามวันเวลา และสถานที่ซึ่งคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะแจ้งให้ทราบต่อไป

2.ให้สถาบันการเงิน และนิติบุคคล ซึ่งมีหน้าที่ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามคำสั่ง ศอฉ. ที่ 49/2553 ลงวันที่ 16 พ.ค. 53 และที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับต่างๆ ว่าด้วยเรื่องห้ามมิให้กระทำการใดๆ หรือสั่งให้กระทำการใดๆ เกี่ยวกับการกระทำธุรกรรมทางการเงิน หรือการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคล หรือนิติบุคคล เท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชน ดำเนินการดังนี้

(1) ทำธุรกรรมกับบุคคล หรือนิติบุคคล และผู้ได้รับผลประโยชน์จนถึงทอดสุดท้าย ตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายคำสั่งศอฉ. ที่ 49/2553 ลงวันที่ 16 พ.ค.53 และที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับต่าง ๆ ได้ตามปกติ เว้นแต่บุคคล หรือ นิติบุคคล ตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายคำสั่งนี้

(2) จัดเตรียม และนำส่งข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมของบุคคล หรือนิติบุคคลตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายคำสั่งนี้ เพื่อให้ได้รับการแจ้งจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ

(3) หากพบว่าการทำธุรกรรมของบุคคล หรือนิติบุคคล และผู้ได้รับผลประโยชน์ จนถึงทอดสุดท้าย หรือผู้ซึ่งเกี่ยวข้อง หรือเคยเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับบุคคล หรือ นิติบุคคล ตามบัญชีรายชื่อแนบท้ายคำสั่งศอฉ. ที่ 49/ 2553 ลงวันที่ 16 พ.ค.53 และมีแก้ไขเพิ่มเติมฉบับต่างๆ ว่าด้วยเรื่องห้ามมิให้กระทำการใดๆ หรือสั่งให้กระทำการใดๆ เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางด้านการเงิน หรือการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคล หรือ นิติบุคคล เท่าที่จำเป็น แก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชนนั้น เป็นการทำธุรกรรมที่มีความสลับซับซ้อน ขาดความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ มีขนาดใหญ่ผิดปกติ มีเหตุอันควรสงสัยว่า อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำ หรือสนับสนุนการกระทำให้เกิดเหตุการณ์สถานการณ์ฉุกเฉิน หรือไม่ ทราบวัตถุประสงค์ในการทำธุรกรรมที่แน่ชัด ให้ระงับการทำธุรกรรมนั้นทันที แล้วแจ้งส่งข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมดังกล่าว มายังหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ภายใน 24 ชั่วโมง นับตั้งแต่วันที่มีการทำธุรกรรมในลักษณะดังกล่าว

(4) นำส่งข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมของผู้ได้รับผลประโยชน์ จนถึงทอดสุดท้ายของบุคคล หรือ นิติบุคคล ตามบัญชีรายชื่อ แนบท้ายคำสั่งศอฉ. ที่ 49/2553 ลงวันที่ 16 พ.ค. 53 และที่แก้ไขเพิ่มเติมฉบับต่างๆ ว่าด้วยเรื่องห้ามมิให้กระทำการใดๆ หรือสั่งให้กระทำการใดๆ เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางด้านการเงิน หรือการดำเนินการเกี่ยวกับทรัพย์สินของบุคคล หรือนิติบุคคลเท่าที่จำเป็นแก่การรักษาความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประเทศ และความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งได้กระทำระหว่างวันที่ 1 ก.ย. 52 จนถึงวันที่ 31 พ.ค. 53 มายังหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ภายในวันที่ 30 มิ.ย. 53

ทั้งนี้หากข้อมูลเกี่ยวกับการทำธุรกรรมดังกล่าวสามารถจัดทำในรูปแบบ อิเล็กทรอนิกส์ ก็ให้ส่งเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบ EXCEL FILE โดยบันทึกลงในสื่อบรรจุข้อมูลแล้วนำส่งมายังหัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไข สถานการณ์ฉุกเฉิน ภายในกำหนดเวลาดังกล่าว

ข้อ 3 ผู้ใดฝ่าฝืนคำสั่งนี้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับตามมาตรา 18 แห่งพ.ร.ก.ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 ทั้งนี้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 21 มิ.ย. 53 พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา หัวหน้าผู้รับผิดชอบในการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน

เปิด 83 แบล็กลิสต์

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับบัญชีรายชื่อบุคคลแนบท้ายคำสั่ง ศอฉ. จำนวน 83 คน ที่ต้องมารายงานตัวประกอบด้วย กลุ่มนิติบุคคล คือ 1. บริษัทเอสซี แอสเสท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) 2. บริษัท เวิร์ธซัพพลายส์ จำกัด 3. บริษัทบี.บี.ดีดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด 4. บริษัท บี.บี.ดี.พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด 5. บริษัทบี.พี.พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด 6. บริษัทประไหมสุหรี พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด 7. บริษัท พี.ที.คอร์ปอเรชั่น จำกัด 8. บริษัท เอสซีเค เอสเทต จำกัด 9. บริษัทเอสซี ออฟฟิซปาร์ค จำกัด 10. บริษัทเอสซีออฟฟิซพล่าซ่า จำกัด 11. บริษัทโอเอไอ คอนซัลแต้นท์แอนด์แมนเนจเม้นท์จำกัด 12. บริษัทโอเอไอแมนเนจเม้นต์ จำกัด 13. บริษัทโอเอไอลีสซิ่ง จำกัด 14. บริษัทโอเอไอ เอ็ดดูเคชั่น จำกัด

“แม้ว” นำทีมก่อการร้าย

กลุ่มบุคคลธรรมดา ประกอบด้วย 1. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร 2. คุณหญิงพจมาน ณ ป้อมเพชร 3. นายพานทองแท้ ชินวัตร 4. น.ส.พิณทองทา ชินวัตร 5. น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 6. นายบรรณพจน์ ดามาพงศ์ 7.นางกาญจนาภา หงส์เหิน 8. นายสาโรจน์ หงส์ชูเวช 9. นายการุณ โหสกุล 10. นายวิชาญ มีนชัยนันท์

11.คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ 12.นายสันติ พร้อมพัฒน์ 13. นายประชา ประสพดี 14.นายไชยา สะสมทรัพย์ 15.นายวุฒิชัย กิตติธเนศวร 16.นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ 17.นายเจริญ จรรย์โกมล 18.นายเรืองยุทธ ประสาทสวัสดิ์ศิริ 19. นางมยุรี เศวตาศัย 20. นายอุดมเดช รัตนเสถียร 21. นางวิยดี สุตะวงศ์ 22.นายทัศ เชาวนเสถียร 23. พล.ต.ท.ชัจจ์ กุลดิลก 24. นายอนุสรณ์ ปั้นทอง 25. นายสงคราม กิจเลิศไพโรจน์ 26. นายพันธ์เลิศ ใบหยก 27. นายสมหวัง อัสราศี 28. น.ส.จุฑารัตน์ เมนะเสวต 29. นายสมชายไพบูลย์ 30. นายสงวน พงษ์มณี 31.พล.อ.ชัยสิทธิ์ ชินวัตร 32. นายไพโรจน์ ตันบรรจง 33. นายชูวิทย์ พิทักษ์พรพัลลภ 34. พ.ต.ท.สมชาย เพศประเสริฐ 35. นายสุชาติ ลายน้ำเงิน 36. นายนิยม วรปัญญา 37. นายเหวง โตจิราการ 38.นายวีระ มุสิกพงศ์ 39.นายขวัญชัย สาราคำ 40. นายนิสิต สินธุไพร 41. นายก่อแก้ว พิกุลทอง 42. นายชินวัฒน์ หาบุญพาด 43. นายอดิศร เพียงเกษ 44.นายสำเริง ประจำเรือ 45. นายสุภรณ์ อัตถาวงศ์ 46. พ.ต.ต.เสงี่ยม สำราญรัตน์ 47. นายธนกิจ ชะเอมน้อย หรือ นายวันชนะ เกิดดี 48. นายอารี ไกรนรา 49. นายเมธาพันธ์ โพธิธีรโรจน์ 50. พล.ท.มนัส เปาริก 51.พล.ท.พฤณฑ์ สุวรรณทัต 52. พล.ต.อ.สร้าง บุนนาค 53. นางเยาวเรศ ชินวัตร 54. นายสุธรรม แสงประทุม 55. นายพศิน หอกลาง 56. นางสุกัญญา ประจวบเหมาะ 57.นายอัสนี เชิดชัย 58.นางดวงแข อรรณนพพร 59. นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช 60. นายจักริน พัฒน์ดำรงจิตร 61. นายจตุพร เจริญเชื้อ 62. นายวิเชียรชนินทร์ สินธุไพร 63. นางสุพิชฌาย์ พัฒนะพันธุ์ 64.นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข 65. นายไพรวงษ์ เตชะณรงค์ 66. นายปลอดประสพ สุรัสวดี 67. นายประยุทธ มหากิจศิริ 68. นายเมธี อมรวุฒิกุล 69. นายภักดี ธนะปุระ

“เทือก” ยันไม่มีตบทรัพย์

นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผอ.ศอฉ. กล่าวถึงกรณีที่ถูกกล่าวหาเรื่องเส้นทางการเงินโดยระบุว่า มีการเรียกรับผลประโยชน์เพื่อแลกกับการที่จะถูกถอนชื่อออกว่า ในทางปฏิบัติเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบของสำนักงานป้องกันและ ปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) และกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยดีเอสไอ เห็นว่า การก่อการร้ายในบ้านเมืองมีผู้สนับสนุนทางด้านการเงิน และขอดูหลักฐานเบื้องต้นจาก ปปง. ซึ่งเมื่อมีความผิดปกติในการจ่ายเงินของบุคคลจำนวนหนึ่งในช่วงหลายเดือนที่ ผ่านมา ก็ได้ทำเรื่องมายัง ศอฉ.ว่าน่าจะตรวจสอบการทำธุรกรรมทางการเงินของบุคคลเหล่านี้ จึงมีคำสั่งไปที่สถาบันการเงิน ห้ามไม่ให้ทำธุรกรรมทางการเงินของบุคคลเหล่านี้ ถ้าจะทำต้องขออนุญาต การที่ดำเนินการอย่างนี้เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้มีการใช้เงินในการสนับ สนุนการก่อการร้าย และขณะเดียวกันก็จะมีการทำการสอบสวนสิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงหลายเดือนที่ผ่าน มา เป็นเรื่องที่เจ้าหน้าที่ทำตามหน้าที่ตามปกติ ไม่ได้เป็นการกลั่นแกล้งใคร

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน