“สื่อนอก” ชี้ชัดการประท้วง “เสื้อแดง” รุนแรงทั้งในคำพูดและการกระทำ


เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์

เอเชียไทม์ส – ถ้าหากการปฏิวัติสีแดงของประเทศไทย เกิดประสบความสำเร็จแล้ว ไม่ต้องสงสัยเลยว่าจะต้องมีการก่อสร้างอนุสาวรีย์ของ “ไพร่” ผู้ทระนง ในชุดเครื่องแต่งกายมอมแมม ในมือกำลังถือเครื่องยิงระเบิด เอ็ม79 และบางทีอาจจะมีกระป๋องน้ำมันเบนซินติดเอาไว้ตรงขาของเขา/เธอ อีกด้วย

ขบวนการที่ประกาศตนเองว่า ต่อสู้ด้วยหลักอหิงสานี้ อันที่จริงแล้วเป็นกลุ่มที่มีเขี้ยวมีเล็บอันแหลมคม รุนแรงน่าสะพรึงกลัวเสมอมา อีกทั้งพวกเขาก็ได้แสดงให้เห็นอย่างเปิดเผย ทั้งในคำพูดและในการกระทำเชิงสัญลักษณ์ ตลอดจนเป็นที่เข้าใจกันเป็นอย่างดีของเหล่าสมาชิกขบวนการทั้งนี้ เมื่อพินิจพิจารณาจากสิ่งที่พวกเขาให้สัมภาษณ์แก่ผู้เขียนข้อเขียนชิ้นนี้

พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งเป็นทั้งวีรบุรุษ และผู้หนุนหลังทางการเงิน รวมทั้งเป็นผู้นำที่บรรดาผู้ประท้วงปรารถนาให้หวนกลับคืนมาอีก ได้กล่าวเมื่อวันศุกร์ (21) ว่า “ผมขอปฏิเสธอย่างเด็ดขาดต่อทุกๆ ข้อกล่าวหา ที่ระบุว่า ผมไปเกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมายใดๆ หรือกิจกรรมรุนแรงใดๆ ในราชอาณาจักรไทย และผมขอย้ำให้เห็นข้อเท็จจริงที่ว่า ขบวนการรากหญ้าซึ่งช่างกล้าหาญ และน่าจับจิตจับใจนี้ เป็นขบวนการที่อยู่ได้ด้วยตนเอง และเป็นอิสระจากตัวผมอย่างสมบูรณ์ ผมใคร่ขอแถลงอย่างกระจ่างชัดเจน ว่า การต่อสู้ของชาวเสื้อแดงนั้น เป็นการต่อสู้ของพลเมืองทั้งหลายเพื่อสิทธิต่างๆ ในระบอบประชาธิปไตย”

คำแถลงที่ตระเตรียมโดย พ.ต.ท.ทักษิณ และนำออกเผยแพร่ผ่านทางบริษัทกฎหมายระหว่างประเทศ อัมสเตอร์ดัม แอนด์ เพรอฟฟ์ ยังบอกด้วยว่า รัฐบาลไทยนำเอาคำว่า “การก่อการร้าย” มาใช้เพื่อเล่นงานพวกที่ “ไม่เห็นด้วยกับนโยบายต่างๆ ของตน จึงทำให้มีความกังวลกันมาก ว่า จะเกิดการกล่าวโทษดำเนินคดีที่มุ่งผลทางการเมือง”

อย่างไรก็ตาม นักสังเกตการณ์จำนวนมาก มีความกังขาข้องใจอย่างแรงกล้า ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ นั้น มุ่งมาตรปรารถนาที่จะกระตุ้นปลุกเร้าเพื่อทำให้ความสมดุลได้สัดส่วนทาง ประวัติศาสตร์เกิดการสะดุดติดขัด มากกว่าที่จะยอมเสี่ยงอันตรายเดินไปตามเส้นทางการประนีประนอมทางการเมืองตามปกติธรรมดา (แม้กระทั่งการประนีประนอมแบบที่พรรคการเมืองที่เป็นตัวแทนของเขาจะเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง) หากเส้นทางดังกล่าวเหล่านั้นยังไม่มีหลักประกันว่าความผิดข้อหาทุจริตคอร์รัปชัน และข้อกล่าวหาทางอาญาอื่นๆ ที่เขาถูกพิพากษาลงโทษจำคุกจะได้รับการลบล้าง และทรัพย์สินของเขาคิดเป็นมูลค่า 1,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งถูกศาลสั่งยึดไปจะได้คืนกลับมา

ตามรายงานข่าวของพวกสื่อมวลชนไทยในสัปดาห์ที่ผ่านมา พ.ต.ท.ทักษิณ ได้เคยพูดว่า กระทั่งถ้าหากการประท้วงในกรุงเทพฯคราวนี้ถูกสลายปราบปราม พวกผู้สนับสนุนเขาก็ยังอาจหันไปใช้ยุทธวิธีต่อสู้แบบ “จรยุทธ์” นักวิเคราะห์หลายคน เชื่อว่า ยุทธวิธีดังกล่าวนี้อาจเกี่ยวข้องกับการลุกฮือขึ้นสู้ในบางรูปแบบ ในพื้นที่ชนบททางภาคเหนือ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับความสนับสนุนอย่างแข็งแกร่งที่สุด

พวกผู้นำ นปช.ชอบกล่าวอ้างครั้งแล้วครั้งเล่าว่า พวกตนเป็นขบวนการประท้วงแบบอหิงสา ไม่ใช้ความรุนแรง กระนั้นในระหว่างสองเดือนเต็มแห่งการชุมนุมในกรุงเทพฯของพวกเขา ได้มีการล่วงละเมิดด้วยการกล่าวร้ายด่าทออย่างสุดๆ แทบจะทุกชั่วโมงต่อนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ และ “อำมาตย์” – ซึ่งเป็นคำที่มีความหมายค่อนข้างคลุมเครือ แต่ดูจะหมายรวมครอบคลุมทั้งฝ่ายทหาร, ระบบราชการ, สถาบัน และโลกธุรกิจ โดย นปช.กล่าวหาคนเหล่านี้ ว่า ริบเอาผลประโยชน์ที่พึงมีพึงได้ของชาวไทยที่เป็นคนยากคนจนไป

คนเสื้อแดงจำนวนมากทีเดียวใส่เสื้อยืดที่มีคำว่า “ไพร่” อยู่ตรงหน้าอก ถึงแม้ผู้เชี่ยวชาญทางวิชาการส่วนใหญ่ต่างพิจารณาเห็นว่า พวกผู้ประท้วงเหล่านี้ ซึ่งมีโทรศัพท์มือถือติดตัว และขับรถกระบะ หากวัดกันตามหลักเกณฑ์ในระดับโลกแล้ว ควรต้องถือว่าเป็นพวกที่มีฐานะค่อนข้างมั่งคั่งจะถูกต้องกว่า กระนั้นก็ต้องยอมรับเช่นกันว่า ช่องว่างความไม่เท่าเทียมของคนเหล่านี้กับคนไทยที่มีรายได้สูงกว่า ได้ถ่างกว้างออกไปในระยะไม่กี่ปีหลังมานี้

ภายในที่มั่นอันมีพื้นที่กว้างขวางของชาวเสื้อแดง พวกเข้าร่วมการชุมนุมที่เป็นผู้ชุมนุมธรรมดานั้น ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเจ้าบ้านที่น่ารักมีเสน่ห์ พวกเขาจะนำหมากฝรั่ง, กาแฟที่ใส่ในแก้วพลาสติกใบเล็กๆ (เป็นที่ทราบกันดีว่า ซัปพลายเออร์ของ “เนสกาแฟ” ในประเทศไทย เป็นผู้ที่ใกล้ชิดกับ พ.ต.ท.ทักษิณ) มารับรองผู้มาเยือน หรือบางครั้งบางหนก็มีกระทั่งเบียร์กระป๋องอันล้ำค่า บางคราวพวกเขาจะแบมือขอพวกเขาออกมาโชว์ และพูดด้วยน้ำเสียงเยาะเย้ยถากถางเต็มที่ว่า “ฉันไม่ใช่ผู้ก่อการร้ายนะ นี่ไงอาวุธของฉัน”

กระนั้น ช่วงเวลาสัปดาห์แล้วสัปดาห์เล่าแห่งการรับฟังคำปราศรัยทางการเมืองที่โผงผาง โฉ่งฉ่าง, เพลงปฏิวัติอันเผ็ดร้อนเข็ดฟัน และลัทธิพิธีของนายทหารนอกแถวคนดังอย่าง พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล เป็นที่ชัดเจนว่า ได้โหมกระพืออารมณ์ของผู้คนให้บังเกิดความเชื่อขึ้นมาว่า แม้กระทั่งในระบอบประชาธิปไตย อำนาจทางการเมืองก็ต้องพึ่งพาอาศัยตัวบุคคล, เครือข่ายทางสังคม และท้ายที่สุดก็คือกำลัง

นักสังเกตการณ์จำนวนมากคิดว่า ความพยายามที่จะล้มคว่ำรัฐบาลผสมในปีนี้ จะต้องเกิดความรุนแรงยิ่งกว่าปีที่แล้วเป็นอย่างมาก

“สำหรับผมแล้ว ปี 2009 เป็นเพียงการทดลอง เป็นเพียงการฝึกซ้อม พวกเขาตัดสินใจในตอนนั้นแล้วว่า อภิสิทธิ์เป็นคนอ่อนเกินไป และยึดมั่นอยู่กับ “อำนาจละมุน” แบบอังกฤษมากเกินไป จนไม่สามารถปราบปรามบดขยี้พวกเขาได้ ดังนั้น พวกเขาจึงเพิ่มความรุนแรงขึ้นอีกในปีนี้” นายเทิดภูมิ ใจดี อดีตคอมมิวนิสต์ในรุ่นเดียวกับพวกแกนนำ นปช.บางคน ให้ความเห็น

ในช่วงกลางเดือนมีนาคม เมื่อจำนวนของผู้ประท้วงยังห่างไกลจากประชาชนเรือนล้าน ตามที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ทำนายว่า จะไหลหลั่งทะลักเข้าท่วมท้นกรุงเทพฯ การประจันหน้ากันอันน่าเกลียดก็กลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ นายเทิดภูมิ วิเคราะห์ต่อ

คำพูดที่พวกผู้สังเกตการณ์ชาวตะวันตก มองว่า เป็นเพียงท่าทีเชิงสัญลักษณ์ หรือเป็นคำอุปมาอุปมัยอย่างมีสีสันเท่านั้น คนไทยจำนวนมากกลับเข้าใจว่าเป็นไปตามที่ผู้พูดกล่าวออกมาจริงๆ หรืออย่างน้อยที่สุดก็มีความเป็นไปได้ที่ผู้พูดมีความตั้งใจเช่นนั้นจริงๆ ทั้งนี้ ในช่วงเวลาก่อนจะเกิดการชุมนุมประท้วงในปีนี้ แกนนำ นปช.อย่าง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และ นายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ต่างกล่าวเตือนว่า พวกเขาจะเข้าร่วมในการเผากรุงเทพฯ ถ้าหากการประท้วงของพวกเขาถูกปราบปราม

ความรุนแรงที่เกิดขึ้นมาก่อนการสลายการชุมนุมในวันพุธ (19) ยังคงไม่มีคำอธิบายอันชัดเจน เป็นต้นว่า เมื่อวันที่ 22 เมษายน มีการยิงระเบิด เอ็ม79 จำนวน 5 นัด เข้าไปยังถนนสีลม บริเวณตรงข้ามกับป้อมค่ายของ นปช.มีอยู่ 2 นัดที่ตกใส่กลุ่มผู้ชุมนุมต่อต้านเสื้อแดงราว 200 คน ซึ่งหลายๆ คนเป็นพนักงานออฟฟิศที่เป็นผู้หญิง ปรากฏว่า ระเบิดดังกล่าวทำให้มีผู้หญิงคนหนึ่งเสียชีวิต และมีผู้บาดเจ็บอีกหลายสิบคน

เวลาต่อมาในคืนเดียวกันนั้นเอง หลังแนวเครื่องกีดขวางทำจากไม้ไผ่ และยางรถยนต์ของพวกเสื้อแดง ในบริเวณตรงข้ามกับถนนสีลม มีคนเสื้อแดงหลายร้อยคนพากันร้องรำทำเพลงอย่างเริงร่า และชมเชยพลุที่สหายของพวกเขายิงขึ้นไปท่ามกลางอากาศอันอบอ้าวยามราตรี ห่างออกไปราว 2 กิโลเมตร บนเวทีชุมนุมหลักของ นปช.มีเสียงเชียร์ดังสนั่นเมื่อฝูงชนได้รับคำบอกเล่าว่า ศัตรูของพวกเขาถูกกำจัดไปอย่างไร

ในแผ่นโปสเตอร์ที่ นปช.จัดทำออกมาเผยแพร่ บางครั้งจะใส่รูปปืนหนึ่งหรือหลายๆ กระบอกเข้าไปด้วย โดยที่พบเห็นบ่อยที่สุด คือ เครื่องยิงลูกระเบิด เอ็ม79 ถึงแม้โปสเตอร์เหล่านี้จะถูกเก็บให้ปรากฏออกมาน้อยที่สุดในเขตเมืองหลวง และห่างไกลจากสายตาของผู้สังเกตการณ์ชาวต่างชาติ แต่หลังจากเกิดการโจมตีด้วยระเบิดใส่ถนนสีลมผ่านไปแล้วสักวันสองวัน มีเด็กชายตัวน้อยคนหนึ่งปรากฏตัวตรงแนวเครื่องกีดขวางที่อยู่คนละฟากของถนน ดังกล่าว ในมือกำลังถือ เอ็ม79 ทำด้วยไม้ที่เลียนแบบของจริงได้อย่างถูกต้อง กระทั่งเครื่องหมายประจำรุ่นและแบบ ทว่า ทำรูปร่างให้เป็น “ลึงก์” หรืออวัยวะเพศชายที่นิยมใช้เป็นเครื่องราง

ก่อนหน้านั้น ในการประจันหน้ากันเมื่อวันที่ 10 เมษายน ณ อีกฟากหนึ่งของกรุงเทพฯ กลุ่มที่เป็นกำลังติดอาวุธของพวกเสื้อแดงได้ยิงระเบิด เอ็ม79 เข้าใส่กลุ่มผู้บังคับบัญชาทางยุทธวิธีของกองทัพในเย็นวันดังกล่าว สังหารนายทหารยศ พ.อ.ผู้เป็นที่ยกย่องนับถือตายไปคนหนึ่ง และทำให้นายทหารอาวุโสอีกหลายคนได้รับบาดเจ็บถึงขั้นพิกลพิการ มีผู้ถูกสังหารไปถึง 25 คน ในความโกลาหลอลหม่านที่ติดตามมา เมื่อนักรบในชุดดำที่มีอาวุธร้ายแรง เข้าออกหลบหลีกผ่านฝูงชนเสื้อแดงได้อย่างคล่องแคล่วโดยไม่ถูกขัดขวาง

ในวันพุธ (19) ที่สถานีรถไฟฟ้าราชดำริ ซึ่งอยู่ภายในบริเวณที่ชุมนุมของ นปช.มีเสียงเฮอย่างดีอกดีใจทุกๆ ครั้งที่ระเบิด เอ็ม79 แตกออกด้วยเสียงคำรามก้องประจำตัว ขณะที่ตกใส่กองทหารที่กำลังเคลื่อนตัวเข้ามาอย่างช้าๆ ทหารหลายคนได้รับบาดเจ็บ และนักข่าวชาวอิตาลีผู้หนึ่งเสียชีวิต ซึ่งน่าจะจากระเบิดชนิดนี้

ควรต้องเน้นย้ำว่า พวกเสื้อแดงที่มีความรุนแรงมากขึ้น ไม่ได้เป็นพวกเดียวในประเทศไทยที่มีสมรรถนะในเรื่องดังกล่าวนี้ นอกจากนั้น ยังควรต้องตั้งข้อสังเกตด้วยว่า กองทัพได้แสดงให้เห็นว่า ตนเองไม่มีความชำนิชำนาญในเรื่องการควบคุมฝูงชน อีกทั้งผู้ที่เสียชีวิตส่วนมากที่สุดดูจะเป็นผู้ประท้วงที่ส่วนใหญ่ไม่ได้มี อาวุธ

พวกวิศวกรโยธาที่เอเชียไทม์ออนไลน์ติดต่อสอบถาม ให้ความเห็นว่า การที่จะเผาศูนย์การค้าขนาดยักษ์อย่างเซ็นทรัลเวิลด์ ที่มีระบบปล่อยน้ำดับไฟอัตโนมัติอันทันสมัยอย่างยิ่ง จำเป็นที่จะต้องมีการวางแผนและมีวัสดุที่ใช้ในการวางเพลิง จึงจะสามารถทำให้เกิดไฟไหม้รุนแรงเพียงพอที่ทำให้โครงสร้างเหล็กกล้าหลอม ละลายและแท่งคอนกรีตแตกร้าวได้

“เราจะดำเนินการด้วยความรวดเร็ว เพื่อฟื้นฟูความเป็นปกติขึ้นมา” นายอภิสิทธิ์ กล่าวในการปราศรัยทางโทรทัศน์ออกอากาศไปทั่วประเทศในวันศุกร์ (21) “รัฐบาลจะเอาชนะความยากลำบากต่างๆ โดยอาศัยแผนการปรองดอง 5 ข้อ ที่ผมได้ประกาศไปก่อนหน้านี้ … โดยในแผนการดังกล่าวมีข้อหนึ่งที่ระบุว่าจะจัดให้มีการสอบสวนที่เป็นอิสระ สำหรับเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นมาระหว่างการประท้วงคราวนี้”

ประเทศไทยกำลังตกอยู่ในภาวะช็อก ทั้งจากความเสียหายทางกายภาพ, ความเจ็บปวดทางการเมือง และความบอบช้ำทางจิตวิทยา ซึ่งดูเหมือนว่าในส่วนที่เป็นจุดสำคัญต่างๆ ของความเสียหายเหล่านี้ ได้ถูกวางแผนเอาไว้เป็นการล่วงหน้าแล้ว เจ้าหน้าที่ข่าวกรองในสถานเอกอัครราชทูตฝ่ายตะวันตกแห่งหนึ่ง กล่าวให้ความเห็น

เก็บความและตัดตอนจากเรื่อง Sifting through Thailand’s ashes โดย William Barnes นักหนังสือพิมพ์มากประสบการณ์ ซึ่งปัจจุบันพำนักอยู่ในกรุงเทพฯ

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์