แฉ “มาร์ค” เล็งงัดแผนตัดน้ำ-ไฟม็อบ!! “สามสี” แนะแดงไม่เอาโรดแมปก็ไม่ยุบสภา


อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ที่ประชุมครม.ถกเข้มรับมือม็อบแดง “สุเทพ” ส่งเอกสารศอฉ.โชว์ครม.ก่อนเรียกเก็บคืน ขณะที่นายกฯ เสนอแผนปรองดองฯ กลางวง ด้าน”สามสี” ชี้แดงไม่รับก็ไม่ต้องยุบสภา “ชุมพล” แนะพยายามออกจากเหตุการณ์ให้ได้ก่อน “เทือก” บอกอย่าแจงให้ชัด ปล่อยมันปวดหัวกัน พูดขำๆมอบตัวไม่ซัดทอดใคร นายกฯ เล็งหยิบแผน “จำลอง” ตัดน้ำ-ไฟรอบม็อบ วอนรมต.แจงประชาชน ส่วน “ระนองรักษ์” ได้ที ขอ 530 ล้าน บล็อกเว็บหมิ่น เจอ “พีระพันธุ์” แย่งซีน บอกยธ.จะทำแล้ว จนใจนายกฯ ต้องเบรกแนะรวมมือกัน “ปณิธาน” เชื่อแกนนำแดงเคลียร์มวลชนไม่ได้จึงไม่ลง

วันนี้ (11 พ.ค.) มีรายงานข่าว จากทำเนียบรัฐบาลแจ้งว่า ในการประชุมครม.ซึ่งมีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ฝ่ายความมั่นคง ในฐานะผู้อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน ศอฉ. ได้นำเอกสาร ศอฉ.จำนวน 2 หน้า สรุปสถานการณ์การชุมนุมของกลุ่ม นปช. โดยรายงานตัวเลขจำนวนผู้เข้าร่วมการชุมนุมว่าในช่วงตอนกลางวันจะมีประมาณ 6,000-7,000 คน ส่วนช่วงตอนกลางวันจะมีจำนวนเพิ่มขึ้น เป็นประมาณ 13,000 คน ซึ่งม็อบนปช.ยังไม่มีท่าทีที่จะเคลื่อนไหว แต่จะเน้นการเคลื่อนไหวการร้องเรียนต่อองค์กรระหว่างประเทศ นอกจากนี้ในช่วงท้ายเมื่อเสร็จสิ้นการ พิจารณาตามระเบียบวาระการประชุมแล้ว นายกรัฐมนตรีได้หยิบยกเรื่องการดำเนินการตามแผนการปรองดอง หรือโรดแม็ป 5 ข้อ และการชุมนุมของกลุ่มคนเสื้อแดง มาหารือกับครม. โดยนายกฯได้สอบถามครม.ให้ช่วยกันแสดงความคิดเห็นว่า ถ้ากลุ่มคนเสื้อแดงไม่ยุติการชุมนุมแล้วจะทำอย่างไรต่อไป การยุบสภาจะยังคงมีต่อไปหรือไม่ จากนั้นได้เก็บเอกสารคืน

รายงานข่าวแจ้งว่า ทั้งนี้บรรดารัฐมนตรีส่วนใหญ่ได้แสดงความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าถ้ากลุ่มคนเสื้อแดงไม่ยอมเข้าร่วมกระบวนการปรองดอง รัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องทำตามข้อเสนอ การยุบสภาก็ถือว่าเลิกแล้วต่อกันไป อาทิ นายไตรรงค์ สุวรรณคีรี รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ นายพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม นายชุมพล ศิลปอาชา รมว.การท่องเที่ยวและกีฬา นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯฝ่ายความมั่นคง โดยนายไตรรงค์ ระบุว่า ถ้ากลุ่มคนเสื้อแดงไม่ยอมตอบรับทำตามข้อเสนอในโรดแมป ทางรัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องต้องไปทำตามโรดแมปที่เสนอเช่นกัน ไม่จำเป็นต้องไปยุบสภาและกำหนดเลือกตั้งใหม่ในวันที่ 14 พ.ย. ขณะที่นายชุมพล กล่าวว่า อย่างขณะนี้เราต้องเร่งแก้ไขปัญหา มีสิ่งที่ต้องทำ 2 อย่างคือ 1.เราทำเพื่ออยากจะออกจากเหตุการณ์ที่เป็นอยู่ และ 2.การแก้ปัญหาในระยะยาว ซึ่งเป็นเรื่องของวันข้างหน้า จะมีการดำเนินคดีอย่างไรก็ว่ากันไป แต่วันนี้เราอยากออกจากเหตุการณ์ก่อน

ด้านนายสุเทพ กล่าวว่า ถ้าฝ่ายผู้ชุมนุมเขาไม่พูดให้ชัดเจน ว่าจะทำอะไรอย่างไรให้ชัดเจน เราก็ไม่จำเป็นต้องไปบอกว่าจะทำอะไรที่ชัดเจนออกไป ถ้านายกฯ ไม่แสดงความชัดเจนทางฝ่ายโน้นก็ปวดหัวกันไปเอง ขอให้ครม.รับทราบกันไว้เพื่อจะได้ตอบให้เป็นไปในทางทิศทางเดียวกัน นอจากนี้ในตอนหนึ่งนายสุเทพ ยังได้กล่าวติดตลกกับครม.ด้วยว่า “เมื่อช่วงเช้าผม เดินทางไปรับทราบข้อกล่าวหาต่ออธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษมาแล้ว แต่ผมไม่ได้ซัดทอดใครนะ” ทำให้ครม.ต่างส่งเสียงหัวเราะไปตามๆ กัน

ขณะที่ นายกฯ กล่าวในที่ประชุมครม.ว่า ข้อเสนอตามแผนการปรองดองเราก็เดินหน้าต่อไป แต่ถ้าม็อบยังไม่ยุติการชุมนุมก็จะต้องมีมาตรการหลาย อย่างที่ต้องทำกันต่อไป โดยทำเป็นแผนระยะสั้น แบบชั่วคราว “อาจจะต้องรบกวนให้รัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยว ข้องรบกวนให้ช่วยกันไปชี้แจงกับประชาชนในบริเวณพื้นที่การชุมนุมและใกล้ เคียงโดยขอความร่วมมือว่าอาจต้องเดือดร้อนกันมากขึ้นเป็นการชั่วคราว เพราะอาจจะต้องมีการตัดน้ำ ตัดไฟ หรือต้องอพยพคนในบริเวณนั้นออกมา และใกล้ที่จะเปิดเทอมแล้ว”

รายงานข่าวจากด้วยว่า นอกจากนี้ในที่ประชุมครม.วันเดียวกัน ทาง ร.ต.หญิงระนองรักษ์ สุวรรณวี รมว.ไอซีที ยังได้เสนอให้ครม.พิจารณาอนุมัติงบประมาณ จากงบกลางจำนวน 530 ล้านบาท พื่อนำมาในการดูแลควบคุมเว็บไซต์ต่างๆ ที่จะเป็นภัยต่อความมั่นคง และหมิ่นสถาบันเบื้องสูง อย่างไรก็ตามทางนายพีระ พันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รมว.ยุติธรรม ได้แสดงความเห็นสวนขึ้นมาทันทีว่า ความจริงแล้วโครงการดังกล่าวทางกระทรวงยุติธรรมเองก็มีแนวคิดที่จะดำเนินการอยู่แล้วเหมือนกัน นายกรัฐมนตรีจึงได้กล่าวขึ้นมา โครงการดังกล่าวนี้เห็นว่าเป็นโครงการที่ดี ตนก็เห็นด้วยที่จะให้ดำเนินการ แต่ว่าไม่อยากจะให้ มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาหลายชุดแบบต่างคนต่างคน แต่ควรให้มีการดำเนินการร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ประกอบด้วย กระทรวงไอซีที กระทรวงยุติธรรมและสำนักนายกรัฐมนตรี จึงขอสรุปว่า ให้ครม.อนุมัติหลักการในหลักการกรอบงบประมาณตามที่เสนอไว้ และให้นำงบประมาณไปอยู่ในความดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี เมื่อจะใช้จ่ายงบประมาณก็ให้ทั้ง 3 หน่วยงาน มาหารือร่วมกัน

ขณะที่นาย ปณิธาน วัฒนายากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะผอ.ศอฉ. ได้รายงานให้ครม.รับทราบถึงแผนการรองรับต่อท่าทีของกลุ่มคนเสื้อแดง ทั้งกรณีที่จะยุติการชุมนุมหรือชุมนุมต่อไป โดยหากกลุ่มคนเสื้อแดงประกาศยุติการชุมนุม ก็มีการเตรียมแผนรักษาความปลอดภัยไว้แล้ว อาทิ ตัวบุคคลที่จะเดินทางกลับภูมิลำเนา หรือแม้แต่ในพื้นที่ต่างๆ เพื่อป้องกันเหตุแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ นอกจากนี้การประกาศยกเลิกพรก.ฉุกเฉินก็ได้บรรจุไว้ในแผนนี้ด้วย แต่อย่างไรก็ตามหากกลุ่มคนเสื้อแดงยังชุมนุมต่อก็จะเลือกใช้อีกแผนหนึ่ง ทั้งนี้จะถึงขั้นต้องขอพื้นที่คืนหรือไม่นั้นจะดำเนินการตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี วางนโยบายเอาไว้ ส่วนรายละเอียดต่างๆ อยู่ที่นายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี

“ในครม.มีการพูดกันถึงเรื่องพรก.ฉุกเฉิน โดยจะเป็นไปตามหลักการคือหากสถานการณ์ยังไม่สงบ มีความรุนแรงและสุ่มเสี่ยงต่อความสูญเสีย ก็ยังจำเป็นต้องคงพรก.ฉุกเฉินเอาไว้ แต่หากสถานการณ์ทั้งหมดคลี่คลายลงไป พรก.ฉุกเฉินก็ไม่จำเป็น ซึ่งครม.ก็ได้ยืนยันตามหลักการนี้”นายปณิธานระบุ

นายปณิธาน กล่าวต่อว่า ส่วนสาเหตุที่ยังไม่มีการยุติการชุมนุมนั้น คาดว่าเป็นเพราะแกนนำกลุ่มคนเสื้อแดงยังไม่สามารถทำความเข้าใจกับมวลชนได้ นอกจากนี้ยังประเด็นความแตกต่างทางความคิดของแกนนำเองก็นับเป็นปัจจัยทับ ซ้อนต่อการตัดสินใจเรื่องการชุมนุมด้วย และการที่มีการบางคนในเสื้อแดงพยายามล้มแผนโรดแมปก็เป็นเพราะกลัวที่เสียผล ประโยชน์ จึงต้องการอยู่ในระบบเดิมๆ ไม่ต้องการปฏิรูปการเมือง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปฏิรูปทรัพยากรธรรมชาติ หรือเรื่องของที่ดิน และหากมีการเลือกตั้ง คนเหล่านี้ก็จะพยายามสร้างความเกลียดชัง ทำให้เกิดการเผชิญหน้า ยั่วยุโดยผ่านสื่อต่างๆ ซึ่งหลายประเทศก็มีการใช้วิธีการในลักษณะนี้

“นายกฯ อยากให้มีการยุติการชุมนุมอย่างเร็วที่สุด โดยท่านได้ให้แนวทางที่ชัดเจนเรื่องของโรดแมปที่จะนำไปสู่ความปรองดองแล้ว แต่อย่างไรก็ตามการกำหนดวันเลือกตั้งถือเป็นอีกส่วนหนึ่งที่เชื่อมโยงกับ สถานการณ์การชุมนุม เพราะขึ้นอยู่กับหลายเงื่อนไข”นายปณิธานกล่าว และว่าความพร้อมสำหรับการกำหนดวันเลือกตั้งนั้น นายกฯ เคยระบุไว้อย่างชัดเจนแล้วว่ากลุ่มคนเสื้อแดงต้องยุติการชุมนุม เข้ากระบวนการปรองดอง สามารถลงพื้นที่หาเสียงได้ มีกติกาที่ทุกฝ่ายยอมารับ และต้องชำระสะสางเหตุการณ์และคดีความให้ชัดเจน

นายปณิธาน กล่าวอีกว่า แนวทางที่นายกฯ ให้ไว้นั้นจำเป็นต้องมีหลักประกันอย่างชัดเจนว่าเลือกตั้งแล้วจะต้องไม่เกิดวิกฤต ซึ่งหากไม่มีหลักประกันก็ย่อมไม่สามารถกำหนดวันเลือกตั้งได้ ทั้งนี้จากกรณีที่นายกฯ ระบุว่าการยุติการชุมนุมในวันที่ 15 พ.ค.ถือว่าล่าช้าไปนั้น นับเป็นปัจจัยที่จะนำมาประเมินเปลี่ยนแปลงวันเลือกตั้ง โดยขณะนี้รัฐบาลก็ยังให้เวลากลุ่มคนเสื้อแดงแต่หากช้าก็จะทำให้ทุกปัจจัยถูกทอนออกไป การเลือกตั้งก็จะต้องเลื่อนไปด้วย ทั้งนี้กรณีที่มีการระดมมวลชนจากจังหวัดขอนแก่น และอุดรธานี เข้ามายังกทม.นั้น คิดว่าเป็นสิ่งที่ไม่คาดคิดสำหรับแกนนำส่วนกลาง และนับเป็นสัญญาณไม่ดีต่อแกนนำระหว่างเข้าสู่กระบวนการปรองดอง

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

Advertisements