“หมอ-พยาบาลจุฬาฯ” สุดผวาแดงคุกคาม เลเซอร์จ่อหัว-ขู่ล่วงละเมิดทางเพศ


ปากคำหมอ-พยาบาลจุฬาฯ เปิดใจพูดน้ำตาซึม เผยเหตุถูกแดงคุกคาม ทนกลัว ความรู้สึกไม่ปลอดภัยชีวิต-ทรัพย์สินไม่ไหว เห็นใจคนป่วย เศร้านอนไม่หลับ เสียน้ำตา อึ้งพยาบาลสาวถูกขู่ล่วงละเมิดทางเพศ ถูกตรวจค้นทรัพย์สิน วิงวอน นปช.ถอยร่น 100 เมตร 3 พ.ค.ทีมแพทย์รุกเยี่ยมผู้ป่วยที่ส่งต่อ

เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 2 พฤษภาคม ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย จัดเสวนา “ปากคำ แพทย์ พยาบาล ผู้ป่วย ที่ต้องมีชีวิตอยู่ท่ามกลางวิกฤตการเมือง” โดย รศ.นพ.สมรัตน์ จารุลักษณานันท์ รองผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า เมื่อเช้านี้ (2 พ.ค.) รพ.จุฬาฯ ได้ประชุมคณะผู้บริหาร รพ.ต่างเห็นชอบว่า ขณะนี้ได้เกิดความวุ่นวาย และความไม่สะดวกในการทำงานช่วยเหลือผู้ป่วย จึงขอวิงวอนกลุ่มผู้ชุมนุมให้เห็นใจ และถอยร่นจากพื้นที่บริเวณตั้งแต่พระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 6 ไปจนถึงแยกสารสิน ระยะทาง 100 เมตร ซึ่งไม่ได้มากมาย แต่เพื่อความสะดวก และสบายใจในการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ทุกคน เพราะขณะนี้ยังไม่ได้ปิด รพ.เสียทีเดียว โดยผู้ป่วยฉุกเฉินยังสามารถเข้ารับการรักษาได้

รศ.นพ.สมรัตน์ กล่าวต่อว่า สำหรับการส่งต่อผู้ป่วยไปยัง รพ.อื่นนั้น ขอยืนยันว่า ไม่ได้คิดเอาเอง หรือเกิดจากความตื่นตระหนกตกใจเกินกว่าเหตุ แต่ผู้บริหารทุกท่านไม่ใช่เฉพาะเพียงผู้อำนวยการเท่านั้น ได้ไตร่ตรองอย่างสมเหตุสมผลแล้ว เนื่องจากทุกๆ เหตุการณ์มีขั้นตอน มีเรื่องราวที่เป็นเหตุให้วิตกกังวล ไม่สามารถมั่นใจถึงความปลอดภัย ขนาดช่วงกลางวันยังมีการปากระจกเข้ามาในตัวตึก รพ.และมีรอบกระสุนซึ่งไม่ทราบว่าเป็นใคร และหากมีเหตุการณ์ไม่พึงประสงค์จริงๆ ผู้ที่จะได้รับผลกระทบโดยตรง คือ คนไข้ โดยแต่ละวัน รพ.รับการรักษาคนไข้ทั้งสิ้น 3-4 พันคน ตั้งแต่ตั้ง รพ.ก็รักษามาแล้วราว 45 ล้านคน เรียกว่า เป็น รพ.ที่มีคนไข้เข้ารับการรักษามากเป็นอันดับต้นๆ แม้จะเริ่มมีการชุมนุม คนไข้ก็ยังเข้ารับการรักษา แต่จำนวนอาจลดลงบ้างเพียงร้อยละ 20

รพ.จุฬาฯ เตรียมจัดทีมแพทย์เยี่ยมอาการผู้ป่วย

“หลายคนไม่เข้าใจว่าทำไมถึงกับต้องย้ายผู้ป่วย คงต้องยอมรับว่า ในภาวะเช่นนี้ แพทย์ พยาบาล ไม่มีกำลังใจในการทำงาน และเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้คิดว่า แกนนำผู้ชุมนุมไม่สามารถควบคุมคนของตนเองได้ ส่งผลให้ไม่สามารถมั่นใจความปลอดภัยได้อีก จึงจำเป็นต้องตัดสินใจย้ายผู้ป่วย แต่ได้มีการประเมิน และสอบถามความสมัครใจทั้งตัวผู้ป่วยและญาติแล้ว ซึ่งขณะนี้เข้าใจว่า ยังมีผู้ป่วยรายเดียวที่ยังรักษาตัวที่ รพ.เพราะไม่ต้องการย้ายไป รพ.อื่น แต่อาการไม่รุนแรง อย่างไรก็ตาม ในวันที่ 3 พฤษภาคม รพ.จะจัดทีมแพทย์เข้าเยี่ยมผู้ป่วยส่งต่อไปยัง รพ.ต่างๆ ด้วย” รอง ผอ.รพ.จุฬาฯ กล่าว

พยาบาลถูกขู่แดงต้องการล่วงละเมิดทาง เพศ

ด้าน นพ.ธรรมศักดิ์ ทวิชศรี วิสัญญีแพทย์ รพ.จุฬาฯ กล่าวว่า ขณะนี้บุคลากรทางการแพทย์ต่างวิตกกังวลถึงความปลอดภัยของตนเอง เพราะสภาพแวดล้อมต่างๆ ไม่สู้ดี ทั้งมลภาวะทางเสียง โดยเฉพาะพยาบาลสาวๆ ต่างหวาดกลัวถึงกระแสคำขู่จากการชุมนุม ว่า ต้องการล่วงละเมิดทางเพศกับพยาบาล ระส่ำระสายกันไปหมด ทั้งๆ ที่พยาบาลต้องอยู่เวรสลับเปลี่ยนกัน ตนเห็นสภาพที่เกิดขึ้นไม่อยากจะเชื่อว่า จะเป็นเช่นนี้ได้ อย่างไรก็ตาม ขอวิงวอนให้แพทย์พยาบาลสามารถทำงานด้วยความสบายใจ แทนที่ต้องมากังวลทั้งความปลอดภัยของคนไข้ และแพทย์ พยาบาล

“ทุกวันนี้เหมือนกำลังตกงาน ไม่รู้จะทำอะไร ทุกคนตกอยู่ในภาวะถูกคุกคาม อยู่ภายใต้ความกลัว ผมรู้สึกรับไม่ได้จริงๆ กับสภาพแบบนี้ ที่ทั้งโรงพยาบาลเงียบว่างเปล่า ผมถึงกับร้องไห้โดยไม่รู้ตัว” นพ.ธรรมศักดิ์ กล่าว

พยาบาลสุดทนทำงานท่ามกลางความไม่ปลอดภัย

นางสุภาภรณ์ ศรีตั้งศิริกุล ผู้ชำนาญการพิเศษพยาบาล 7 โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า ขณะนี้บุคลกรทั้งหมดต่างรู้สึกถึงหวาดกลัวความไม่ปลอดภัยในชีวิตและ ทรัพย์สิน เริ่มตั้งแต่เข้ามาทำงานก็ต้องมีการตรวจค้นสิ่งของในกระเป๋า และต้องเผชิญกับมลภาวะทางเสียงตลอดทั้งวันทั้งคืน สร้างความอึดอัดใจในการทำงานเป็นอย่างมาก หรือกรณีที่วันหนึ่งขณะทำงานก็ได้ยินเสียงคล้ายเสียงปืนรัวติดต่อกัน ทุกคนตกใจ หมอบกับพื้น เพราะว่าไม่รู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้น แต่พอผู้ป่วยกดเรียกขอความช่วยเหลือด้วย หน้าที่พยาบาลคนหนึ่งก็ต้องค่อยๆ คลานไปยังห้องผู้ป่วย เพื่อให้ความช่วยเหลือโดยที่ไม่รู้ว่าตัวเองจะปลอดภัยหรือไม่

“การความปลอดภัยเป็นความต้องการพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน หากรู้สึกไม่ปลอดภัย โดยเฉพาะแพทย์ พยาบาลก็จะทำให้ไม่มีสมาธิในการคิดหรือตัดสินใจหรือให้ความช่วยเหลือผู้ป่วย ได้ ทั้งนี้ยืนยันความเป็นกลางไม่ว่าจะเป็นใครหากได้รับการบาดเจ็บก็จ้องต้อง ช่วยเหลือให้พ้นจากทุกขเวทนา” นางสุภาภรณ์กล่าวด้วยเสียงสั่นเครือ

ผู้ป่วยรออวัยวะเสียโอกาสต่อชีวิต พยาบาลรวมตัวแสดงพลังพรุ่งนี้

นางสุภาภรณ์ กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ตนยังทำหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ประสานงานการปลูกถ่ายอวัยวะ ซึ่งผู้ป่วยโรงพยาบาลจุฬาฯ มีผู้ที่รอการปลูกถ่ายอวัยวะเป็นจำนวนมาก กลับต้องเสียโอกาสในการมีชีวิตใหม่ โดยในช่วง 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ศูนย์ปลูกถ่ายอวัยวะได้ประสานมาว่า มีผู้ป่วยสมองตาย 5-6 ราย ที่ยินดีบริจาคไต หัวใจ เพื่อต่อชีวิตผู้อื่น ซึ่งปกติ รพ.จุฬาฯ มีศักยภาพที่จะสามารถปลูกถ่ายอวัยวะได้ 4-5 ราย แต่กลับไม่สามารถนำไปเปลี่ยนได้ เนื่องจากความไม่พร้อมในการผ่าตัดท่ามกลางสภาวะเช่นนี้ จนต้องส่งอวัยวะนั้นไปให้ที่โรงพยาบาลอื่นแทน

นางสุภาภรณ์ กล่าวด้วยว่า ผลพ่วงที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยใหญ่โต เพราะเป็นการปิดโอกาสผู้ป่วยในการรักษา และอาจมีปัญหาในรายที่ต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง แต่สุดท้ายก็ต้องมีการย้ายผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลทั้งน้ำตา ซึ่งระหว่างแพทย์ พยาบาล มีให้การรักษาผู้ป่วยไม่ได้รักษา แต่ร่างกายหรือโรคเพียงอย่างเดียว แต่มีความรักความผูกพันทางจิตใจด้วย ดังนั้น สิ่งที่ขาดวันนี้ คือ โอกาสที่จะทำงานช่วยเหลือชีวิต จึงต้องขอความปลอดภัยในชีวิตเพื่อให้มีสมาธิมีกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ ได้เต็มที่และมีคุณภาพ โดยวันที่ 3 พฤษภาคม เวลา 08.00 น.จะรวมตัวกันแสดงพลังเพื่อให้แพทย์และพยาบาลสามารถปฏิบัติงานได้

หมอระทึกถูกแสงเรเซอร์สีเขียวส่องมาที่หน้า

นพ.ธีรโชติ จองสกุล หัวหน้าภาคนิติเวชของโรงพยาบาล กล่าวว่า สิ่งที่เหล่าแพทย์ พยาบาล รวมถึงบุคลากรของโรงพยาบาลต้อง รับมืออยู่ตลอดเวลานั้น เป็นเรื่องที่กระทบความรู้สึกอย่างต่อเนื่อง การกดดันด้วยการข่มขู่คุกคาม ซึ่งเกิดขึ้นหลายครั้ง แต่ก็ยังอดทนได้ แต่ที่ทำรู้สึกเหลืออดจริง ก็คือ ครั้งที่ขณะที่ขับรถเข้ามาจอด แล้วพบว่ามีแสงเรเซอร์สีเขียวส่องมาที่หน้า

“วันนั้นขับรถเข้าไปจอดในที่จอดรถ ระหว่างที่ถอยเข้าไปจอด บังเอิญไฟหน้ารถส่องไปบริเวณที่ผู้ชุมนุมปักหลักกันอยู่ ตอนที่ลงมาจากรถพบว่ามีแสงสีเขียวส่องมาที่ตัว และจำได้ว่าเคยเห็นแสงแบบเดียวกันนี้ ในคลิปที่มีการยิงนายทหารที่บริเวณสี่แยกคอกวัว นั่นอาจจะเป็นแค่การล้อเล่น ทำไปด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรือทำไปด้วยเจตนาใดกันแน่ก็ไม่อาจทราบได้ แต่ผู้ที่ทำน่าจะเข้าใจว่า ในช่วงเวลานั้น ท่ามกลางบรรยากาศอย่างที่เป็นอยู่ ประกอบกัน เป็นใครก็เลี่ยงที่จะรู้สึกกลัวไม่ได้” นพ.ธีรโชติ กล่าว

นพ.ธีรโชติ กล่าวด้วยว่า อย่างคืนวันที่ 29 เม.ย.ซึ่งมีการค้นโรงพยาบาล ตนมานอนที่โรงพยาบาลด้วย แต่นอนไม่หลับ และก่อนจะหลับก็ต้องนอนร้องไห้ สงสัยว่า เกิดอะไรขึ้นกับประเทศของเรา เกิดอะไรขึ้นกับโรงพยาบาล และผู้ป่วยที่ไม่สามารถปกป้องตัวเองได้ ตนเป็นเพียงบุคลากรทางการแพทย์ที่ไม่มีความสามารถที่จะไปสู้รบกับใคร เรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดทำให้หลายคนอดคิดไม่ได้ว่ากำลังถูกกดดันให้เลือก ข้าง ทั้งที่ความตั้งใจของทุกคน และสิ่งที่ทุกคนบอกกับตัวเองตลอดเวลา ก็คือ ทำให้โรงพยาบาล เป็นปลอดความขัดแย้งทางการเมือง

ผู้ป่วยเรื้อรังถูกกระทบหนัก

ด้านนายสุบิล นกสกุล ชมรมเพื่อนโรคไตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า สถานการณ์ดังกล่าว กระทบกับผู้ป่วยโรคไตเช่นกัน ทั้งนี้ ผู้ป่วยโรคไต ในกรุงเทพฯ ซึ่งมีอยู่ประมาณ 2,000 ราย กว่า 500 ราย ต้องเข้ารับบริการในโรงพยาบาลจุฬาฯ โดยจำเป็นต้องได้รับการฟอกไตเป็นประจำทุกอาทิตย์ จึงอยากวิงวอนไปยังกลุ่มผู้ชุมนุม ว่า เป็นเรื่องของความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้ป่วยที่จำเป็นต้องฟอกไตนั้น หากไม่ได้รับบริการตามที่แพทย์นัดหมายก็อาจจะเสี่ยงถึงชีวิต

นพ.อรรถพล สุคนธาภิรมย์ ณ พัทลุง ผู้ช่วยผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า ไม่คิดว่าเหตุการณ์การบุกค้น รพ.จุฬาลงกรณ์ คืนวันที่ 29 เมษายนที่ผ่านมา จะเป็นการกระทำของผู้นำการชุมนุม ซึ่งเป็นถึงอดีต ส.ส.จึงไม่มีอะไรรับประกันเลยว่าจะไม่ทำอะไรที่เกินขอบเขตไปมากกว่านี้ ซึ่งแม้แต่มีเจ้าหน้าที่เอาบัตรที่มีเครื่องหมายกาชาดให้ดู ผู้ชุมนุมกับบอกว่า ไม่รู้จัก ซึ่งสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เป็นการทำพลการของผู้ชุมนุมแต่มีแกนนำบุกเข้ามา ก็ยังไม่พูดความจริงกัน และต้องยอมรับว่า รพ.จุฬาฯก็มีหลายคนที่แสดงตัวว่าเป็นกลุ่มเสื้อแดง แต่ขอเพียงอย่าลากเอาโรงพยาบาลไปเกี่ยวข้องทากการเมือง

นพ.สมเกียรติ แสงวัฒนาโรจน์ อายุรแพทย์โรคหัวใจ รพ.จุฬาลงกรณ์ กล่าวว่า แม้แต่ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายกที่ประทับอยู่ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ก็ยังได้รับผลกระทบจากเสียงดังจากลำโพง ไมโครโฟน ที่รบกวนอยู่ตลอด และมีการขอความร่วมมือ ให้เบาเสียงหรือหรี่เสียงลงก็ไม่ได้รับความร่วมมือ ซึ่งท่านถือเป็นคนไข้คนท้ายๆ ที่ย้ายออกจากโรงพยาบาล

สำหรับบรรยากาศในการเสวนาครั้งนี้ แพทย์พยาบาลทุกคนต่างมีอาการเศร้าซึม สะเทือนใจ ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ นปนช.ยังมีการตรวจค้นกระเป๋าก่อนเข้าโรงพยาบาล บางรายเจอสิ่งของถูกใจ ก็บอกขอสิ่งของนั้นไป

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์