“มาร์ค” แจงต้องยึดคืน “ราชประสงค์” ให้เสียหายน้อยที่สุด


นาย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ

นายกฯ แจงแนวทางจัดการม็อบเสื้อแดง ยันไม่นิ่งนอนใจ เร่งยึดคืน “ราชประสงค์” แต่ต้องคำนึงถึงประสิทธิภาพ ความเสียหายให้น้อยที่สุด แยกผู้ชุมนุม 3 กลุ่ม ชาวบ้านที่เดือดร้อนจริงต้องหาทางช่วยเหลือ นักการเมือง ส่วนกลุ่มใช้กำลัง ต้องจัดการเด็ดขาด ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองไร้ขื่อแป ยันทำงานทุกวัน เร่งออกมาตรการบรรเทาผลกระทบ

เมื่อเวลา 21.00 น. วันที่ 19 เม.ย. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษแก่นายแทนคุณ จิตอิสระ ออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 9 อสมท และช่อง 11 กรมประชาสัมพันธ์ ถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาการชุมนุมของคนเสื้อแดงที่ยังคงปักหลักอยู่ที่บริเวณ สี่แยกราชประสงค์ว่า การชุมนุมดังกล่าวประกอบด้วยคน 3 กลุ่ม คือกลุ่มชาวบ้านที่มีปัญหาความยากจนและไม่ได้รับความเป็นธรรม กับกลุ่มที่สองคือนักการเมืองที่ไม่พอใจซึ่งก็คือฝ่ายค้านซึ่งเชื่อมโยงถึงอดีตนายกรัฐมนตรีที่มีเป้าหมายทางการเมืองและคดีความ และกลุ่มที่ 3 ที่ปรากฏขึ้นเมื่อวันที่ 10 เม.ย. คือกลุ่มที่ใช้กำลังเต็มรูปแบบ หลังจากที่ก่อนหน้านั้นมีการวางระเบิด ก่อวินาศกรรมหลายครั้ง โดยมีการจัดทำโรงเรียนฝึกทั้งความคิดและฝึกกำลังอาวุธ ซึ่งปัจจุบันทั้งสามกลุ่มรวมกันอยู่ มีลักษณะการใช้กำลังข่มขู่เจ้าหน้าที่ตำรวจทหาร และมีเป้าหมายเกี่ยวข้องกับการเมือง โดยอาศัยมวลชนที่มีความเดือดร้อนเข้ามาอยู่ด้วย

นายกฯ กล่าวถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาว่า กลุ่มชาวบ้านที่เดือดร้อนนั้น ตนมีหน้าที่แก้โดยตรง ซึ่งรัฐบาลทุกสมัยก็พยายามแก้มาโดยตรลอด รัฐบาลนี้ก็มีการประกันรายได้เกษตรกร เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ ดูแลการศึกษา แก้หนี้นอกระบบ ซึ่งจะทำต่อเนื่อง แต่จะทำอย่างไรเราจะสื่อสารให้ถึงประชาชนที่เดือดร้อน ทำอย่างไรจะไม่ตกเป็นเหยื่อของผู้ใช้กำลังมาทำลายหลักกฎหมายของบ้านเมือง

ส่วนนักการเมือง ก็มีการเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ เราก็ต้องคณะกรรมการร่วมแต่เขาก็ถอนตัวออกไป พอมาถึงข้อเรียกร้องให้ยุบสภา ก็มาคุยกัน 4-5 ชั่วโมง ซึ่งก็มีเงื่อนไขทางเศรษฐกิจของบ้านเมือง ก็ว่ากันไป ส่วนกลุ่มที่ใช้กำลังและทำผิดกฎหมายความมั่นคง ก็ต้องจัดการ ไม่เช่นนั้นบ้านเมืองไม่มีขื่อแป ต่อไปการเมืองจะไม่จำเป็นต้องผ่านสภา ไม่เอาความคิดมาต่อสู้ แต่เป็นการใช้กำลัง ซึ่งอันตรายมาก

ส่วนข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลปัจจุบันได้มาซึ่งอำนาจโดยไม่ชอบธรรมนั้น นายกฯ กล่าวว่า เป็นการพูดที่ตัดตอน การัฐประหารนั้น นักการเมืองส่วนใหญ่ไม่ยอมรับอยู่แล้ว เพียงแต่แนวทางการต่อสู้แตกต่างกัน ที่จริงหลังการรัฐประหาร 19 ก.ย.พรรคการเมืองส่วนใหญ่ขอให้คำมั่นว่าจะมีกติกาใหม่ มีการเลือกตั้ง ซึ่งเมื่อเลือกตั้งเสร็จก็มีรัฐบาล 2 ชุด แต่พ้นไปด้วยผลทางกฎหมาย เพราะมีการทุจริตเลือกตั้ง จนมีการยุบพรรค ก็เป็นเรื่องของสภาที่จะสนับสนุนใครมาเป็นรัฐบาล ทั่วโลกก็เป็นแบบนี้ ภายหลังจากการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลเมื่อปลายปี 51 ก็มีกระบวนการทางรัฐสภา มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีการตรวจสอบต่อเนื่อง แต่สุดท้ายก็ยังยกเอาเรื่องที่มารัฐบาลมาเป็นสาเหตุของการชุมนุม

นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อว่า หากมองย้อนกลับไปมันมีกระบวนการที่ทำมาก่อน ยกตัวอย่างคลิปเสียง กองพิสูจน์หลักฐานพบว่ามีการตัดต่อ 70 กว่าจุด แต่ก็ยังมีการเผยแพร่เป็นระบบมาต่อเนื่อง เพื่อบอกว่าตนมีเจตนาทำร้ายประชาชน ซึ่งไม่เป็นความจริง จากนั้น แนวทางของแกนนำก็มีการยั่วยุให้เกิดการเผชิญหน้า ควบคู่การที่กำลังมาตลอด และมาจบที่วันที่ 10 เม.ย. เมื่อรัฐบาลพยายามขอพื้นที่คืน และมีกลุ่มคนเสื้อดำเข้ามาอยู่ในกลุ่มผู้ชุมนุม จนเกิดการสูญเสียและเอามาเป็นเงื่อนไขเรียกร้องกับตน ซึ่งตนไม่กลัวความจริง เพราะลักษณะของบางกลุ่มเข้าข่ายก่อการร้ายชัดเจน

นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการปรับเปลี่ยนการทำงานในศูนย์อำนวยการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉิน(ศอ ฉ.)ว่า ต้องทำให้สายบังคับบัญชากระชับขึ้น เดิมนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ ด้านความมั่นคงรับผิดชอบตั้งแต่ระดับนโยบายข้างบนลงมาจนถึงระดับสั่งการ ซึ่งอาจไม่ทันสถานการณ์ จึงให้ ผบ.ทบ.มารับผิดชอบในระดับสั่งการ แต่ในระดับกำกับดูแลยังเป็นนายสุเทพ ซึ่ง ศอฉ.ประกาศชัดแล้วว่า เราไม่ตอ้งการให้มีการรุกรานพื่น้องเพิ่มเติม จึงมีการป้องกันพื้นที่สีลมอย่างเต็มที่

ส่วนปัญหาทางการเมืองก็ให้การเมืองด้วยกันแก้ไข มีการพูดคุยกันตลอดเวลา แต่ไม่ว่าการเมืองเป็นอย่างไร เรื่องการจัดการกับคนที่ทำผิดกฎหมายความมั่นคงจะหยุดไม่ได้ และคนที่เคลื่อนไหวไม่เห็นด้วยกับการยุบสภาก็ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล แต่เป็นเพราะเขาเห็นว่าถ้าปล่อยให้คนกลุ่มหนึ่งข่มขู่ได้ ต่อไปข้างหน้า สังคมก็ไม่ต้องใช้กฎหมาย มันเป็นปัญหาความไม่ถูกต้อง การจัดการกับขบวนการนี้ก็ว่าไปต่างหาก

นายกฯ กล่าวต่อว่า สำหรับพื้นที่แยกราชประสงค์ รัฐบาลมีหน้าที่ต้องขอคืนพื้นที่ให้เป็นปกติ แต่ก็มีความยกาลำบาก เหมือนมีการจับคน 2 กลุ่มเป็นตัวประกัน คือ 1.คนกรุงเทพฯ ภาคธุรกิจ ที่ถูกยึดพื้นที่เพื่อเป็นแรงกดกดันรัฐบาล 2.กลุ่มผู้ชุมนุมที่มีความเดือดร้อนที่ถูกใช้เป็นโล่กำบังให้แกนนำที่มีความ เป็นอยู่ต่างกับคนที่กินนอกลางถนนพอสมควร รัฐบาลต้องปลดเงื่อนไขตรงนี้

รัฐบาลกำทำงานปกติ มีมาตรการช่วยเหลือผลกระทบลูกจ้างที่ขาดรายได้ กิจการที่ปิดยาวจะมีมาตรการเยียวยา เพื่อที่จะบอกว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเราจะดูแล แต่เรื่องใหญ่กว่านั้นคือต้องเอาพื้นที่คืน รักษาหลักกฎหมาย จะหาทางสื่อสารกับกลุ่มผู้ชุมนุมที่เดือดร้อนอื่น และแยกแยะผู้ก่อการร้ายออกไป ซึ่งเป็นความรับผิขอบของรัฐบาล

“สิ่งที่รัฐบาลจำเป็นต้องทำคือจัดการคนใช้อาวุธ ที่ทำไม่ถูกต้อง และตอบสนองคนที่มีเหตุมีผล รัฐบาลไม่เพิกเฉย เรารู้ว่าคนส่วนใหญ่อยากให้เรื่องมันจบเร็ว รัฐบาลก็คิดไม่ต่างกัน อยากให้จบเร็วที่สุด ไม่ได้นิ่งนอนใจ แต่อยากให้คำนึงสภาพเป็นจริง ความมีประสิทธิภาพ และควาเสียหายที่เกิดขึ้นจะต้องน้อยที่สุด ผมคงบอกรายละเอียด เรื่องตารางเวลาได้ว่าจะทำอะไรบ้าง และถ้าขีดเส้น มันไม่เป็นผลดี เป็นการกดดันเจ้าหน้าที่ และกระทบกับประสิทธิภาพการทำงาน การตัดสินใจจะอยู่ในมือคนทีเป็นมืออาชีพ ฝ่ายความมั่นคง เขามีหน้าที่ เมื่อเผชิญกองกำลังที่มีอาวุธ เขาจะใช้อะไร เขามีมาตรฐานสากล และจะทำให้ดีที่สุด”นายอภิสิทธิ์กล่าว

นายกฯ กล่าวต่อว่า สังคมน่าจะช่วยกันให้กำลังใจเจ้าหน้าที่ทำงานได้ภายใต้สภาวะแวดล้อมที่กดดัน และให้จัดการได้สำเร็จ ปัญหาที่มีคนหลายกลุ่มอยู่ในที่ชุมนุม คนที่เป็นขาวบ้านก็อยากจะให้เพื่อนหรือญาติพี่น้องไปบอกว่า เราจะดูแลแก้ไขปัญหาของเขา ส่วนนักการเมืองก็เป็นเรื่องความเชื่อทางการเมือง หลายคนอาจมีเจตนาแอบแฝงก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง คนที่เชื่อมโยงกับการใช้กำลังความแตกต่างมันก็มี ซึ่งเราจะไม่ยอมให้ใช้กำลังเด็ดขาด

ส่วนเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่านายกฯ เป็นสุภาพบุรุษเกินไปในการต่อสู้กับผู้ก่อการร้ายนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า แต่อีกฝ่ายกลับกล่าวหาว่าตนเป็นฆาตรกร ทั้งที่ไม่มีมูลความจริงเลย ส่วนข้อเรียกร้องให้ยุบสภาทันที และให้เดินทางออกนอกประเทศนั้น นายกฯ กล่าวว่า ตนเสียใจต่อความสูญเสียที่เกิดขึ้น แต่อยากให้ความจริงมีการพิจสูจน และขอยกย่องทหารว่าทำงานแบบมืออาชีพ ไม่เช่นคงไม่มีการสูญเสียในฝ่ายทหารมากขนาดนี้

ส่วนเรื่องยุบสภา ถ้ายุบแล้วบรรยากาศบ้านเมืองยังแตกแยกมากขนาดนี้ สุดท้ายก็ไม่แน่ใจว่าจะได้สิ่งที่ไม่ว่าฝ่ายไหนก็ต้องการหรือไม่ ระบอบประชาธิปไตยคงมีอันตราย สังคมก็มีปัญหา เพราะเงื่อนไขการยุบสภามีหลายอย่างที่ต้องทำ ไม่ใช่การยื้อเวลา และตอนนี้ก็มีคนที่ออกมาบอกว่าไม่ให้ยุบสภา ซึ่งสิ่งที่เขาคำนึงคือบ้านเมืองในอนาคต ไม่ใช่เรื่องของรัฐบาล หรือข้อเรียกร้องเกี่ยวกับตน ซึ่งความจริงมันต้องพิสูจน์ออกมา

ส่วนข้อสงสัยที่ว่าในช่วงนี้ นายกฯ หายไปไหนนั้น นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ยังคงทำงานที่ต่อเนื่อง ไม่ได้หยุด แต่ในสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง ไม่ใช่เรื่องที่ผู้นำต้องมาปรากฏตัวอยู่ตลอดเวลา ตนต้องอยู่ที่ต้องอยู่ที่นี่ เพื่อไม่ให้มีการสร้างเงื่อนไข ให้ต้องเผชิญหน้ากันอีก เพื่อให้ยังสามารถทำงานได้ เช่น วันนี้ก็มีการประชุมเพื่อแก้ปัญหาเรื่องภัยแล้ง และน่าเสียดาย ตัวเลขทางเศรษฐกิจถึงเดือน มีนาคมที่ดีมาก ต่างชาติยังเห็นว่าเราพื้นเร็วมาก อัตราการเติบดตอาจถึง 6% ตอนนี้ต้องมาดูว่าจะถึง 6% หรือไม่

นายอภิสิทธิ์ ย้ำว่า รัฐบาล และฝ่ายความมั่นคงไม่นิ่งนอนใจอย่างแน่นอน แต่ต้องดูประสิทธิภาพ ความสำเร็จ และผลกระทบให้มาก ส่วนตัวไม่รู้สึกท้อ แม้จะทราบดีว่าหลายคนท้อถอยกับหลายสิ่หลายอย่าง ที่ไม่นึกว่าสังคมเราต้องเผชิญกับสิ่งเหล่านี้ แต่ตนไม่มีสิทธิ์ท้อ ต้องเผชิญหน้า

“ที่ผมทำในปัจจุบันนี้ ก็เพื่อรักษาความถูกต้องของบ้านเมือง เรื่องรัฐบาลและตัวเผมเป็นเรื่องรอง เรื่องสำคัญคือการรักษาบ้านเมืองให้ลูกหลานได้มีหลักประกันความถูกต้องของ บ้านเมือง ผมไม่สบายใจ ที่มีการนำเรื่องของสถาบันไปคาบเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว และมีสื่อที่ก้าวล่วงสถาบันหลักไปเกี่ยวข้อง มีการปล่อยข่าวงลือ วันนี้ก็มี ซึ่งไม่เหมาะสม แม้กระทั่ง การเรียกร้องทางการเมืองของนักการเมืองบางท่านก็ก้าวล่วงไปถึงเรื่องอื่น เราไม่ควรยอมรับสิ่งเหล่านี้”นายอภิสิทธิ์กล่าว

ส่วนสถานการณ์จะคลี่คลายเมื่อไหร่นั้น นายกฯ กล่าวว่า เราอย่าขีดเส้น แต่ทราบดีว่าคนไทยทุกคนร้อนใจ อยากให้จบเร็วทั้งนั้น แต่มีหลายปัจจัยที่ต้องคำนึงถึง เรื่องความคิดความอ่านที่แตกต่างกันเรามาพูดกันตามแนวทางประชาธิปไตย ไม่ต้องอิงการใช้กำลัง เพราะนั่นไม่ใช่ประชาธิปไตย

สำหรับข้อสงสัยที่ว่ารัฐบาลใช้ตำรวจค่อนข้างน้อย นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ก็ไม่เชิง แต่กามอบหมายคนให้ทำงาน ต้องดูตามความเหมาะสม ตำรวจก็มีบทบาทในหลายกรณี ในวันที่ 10 เม.ย. ก็ตรึงอยู่พื้นที่ราชประสงค์ การจับกุมที่ไม่สำเร็จเมื่อวันก่อนก็เป็นหน้าที่ตำรวจ

ส่วนที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา ผบ.ทบ.บอกว่า ปัญหาทางการเมืองก็ควรแก้ด้วยการเมืองถือเป็นการล้วงลูกวิธีการแก้ปัญหาหรือ ไม่นั้น นายอภิสิทธิ์กล่าวว่าไม่ใช่เรื่องล้วงลูก ที่จริงเป็นการพูดตรงกัน คือปัญหาทางการเมืองก็ต้องว่ากันด้วยการเมือง ส่วนเรื่องความมั่นคงก็เป็นเรื่องที่ท่านต้องดูแล

“ขอบคุณพี่น้องที่ให้กำลังใจผมมากที่สุดในชีวิตการเมือง ที่ได้รับมาอย่างไม่ขาดสาย ทุกกำลังใจมีความหมาย และอยากให้ทุกคนหนักแน่น ขณะนี้ข่าวลือเยอะแยะ ทั้งตัวผม และกองทัพ การต่อสู้ในเชิงข่าวสารมีเยอะ แต่มั่นใจว่าในที่สุดแล้วความถูกต้องต้องดำรงอยู่ในสังคมนี้ หลายเรื่องคงต้องขอความร่วมมือจากท่าน ท่านอาจจะขัดใจ แต่ต้องอดทน ให้เจ้าหน้าที่มีอิสระในการทำงาน”นายอภิสิทธิ์กล่าว

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

Advertisements