พล.ต.วลิต โรจนภักดี “ไม่แน่ใจว่า เรายังต้องเป็นผู้รับผิดในการตายของพวกเขาอีกหรือเปล่า”


พล.ต.วลิต โรจนภักดี

เสียงสะท้อน
ผ่านเฟซ บุ๊ค:พล.ต.วลิต “ไม่แน่ใจว่า
เรายังต้องเป็นผู้รับผิดในการตายของพวกเขาอีกหรือเปล่า”

“ผมไม่โกรธ ไม่คับแค้นใจหรอกครับ
เพราะมันเป็นหน้าที่ของเรา
ผมอยากให้พวกเขาคุยกันมากกว่า…ถ้าผมยิงสวนไปก็อาจถูกพลเรือน
ที่มาร่วมชุมนุมธรรมดา ผมไม่ยิงคนไทยด้วยกันเองครับ”


Adam Fox ขอนำเรื่องราวของเหล่าทหารหาญ ที่ได้เสียสละเมื่อ 10 เม.ย. 53
มาฝากเพื่อนๆ ช่วยส่งต่อนะครับ
——————————————–
(ขอประมวลถ้อยคำเหล่านี้
ที่ได้มีโอกาสได้ยินจากปากของนายทหารและพลทหารที่นอนรักษาตัวอยู่ในโรง
พยาบาล อันเนื่องมาจากเหตุการณ์ปะทะกันกับผู้ชุมนุมเสื้อแดง ในคืนวันที่
10 เมษายน 2553)

ในเช้าวันที่ 11 เมษายน 2553….ได้มีโอกาสติดตามคุณน้า พี่เขยและพี่สาว
ซึ่งเป็นทหาร เข้าไปเยี่ยมนายทหารและพลทหาร ที่ได้รับบาดเจ็บ
เนื่องจากเป็นหน่วยเดิมของพี่เขย

ห้องแรกที่ได้เข้าไปเยี่ยมคือนายทหารระดับพลตรี (พล.ต.วลิต โรจนภักดี ผบ.พล.ร.2 รอ.)ท่าน
นอนอยู่บนเตียง ที่ขามีเหล็กเสียบเพื่อดามขา ที่หักสองท่อน
ร่องรอยสะเก็ดระเบิดตามร่างกายของท่าน
เราเห็นรถของกลุ่มคนเสื้อแดงโบกธงแดงขับอยู่บนทางด่วนแถวช่วงถนนพระรามหก
คนที่มาเยี่ยมก่อนหน้าเราชี้ ไปนอกหน้าต่างและเปรยออกมาว่า
”พวกนี้มันเหิมเกริมได้ขนาดนี้…มันทำได้ยังไง”

ท่านนายพลซึ่งนอนอยู่บนเตียงกลับเป็นผู้บอกว่า “เราอย่าไปโมโหพวกเขา
พวกเขาแค่โดนหลอกมาด้วยความไม่รู้เท่านั้น”

ใช่… เป็นคำพูดของนายพลคนเดียวกันกับ ที่โดนระเบิด M79
จากการชุมนุมของกลุ่มเสื้อแดงในคืนที่ผ่านมาและนอนอยู่บนเตียงของโรงพยาบาล
สายตาที่ทอดยาวตามรถของคนเสื้อ แดง ทอดถอนใจ

“ผมเองยังไม่แน่ใจว่าเป็นถึงขนาดนี้
แล้ว เรายังคงต้องเป็นผู้รับผิดในการตายของพวกเขาอีกหรือเปล่า”

“ผมส่งข้าวแล้วกลับออกมาได้สามนาที เสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหว ลูกน้องผมโทรมาบอกว่า โดนไล่ยิงเข้าไปในโรงแรม
พี่ช่วยผมด้วย ผมก็พยายามขับฝ่าเข้าไปมันก็ ฝ่าไม่ได้
ลูกน้องผมได้รับความช่วยเหลือ จากพนักงานโรงแรมให้ใส่ชุด พลเรือนหนีออกทางข้างหลัง
ตั้งแต่เมื่อคืน พวกผมก็ยังไม่ได้นอน ขนทุกคนมาไว้ที่นี่”
ผู้พันอีกท่านเล่าห้องที่สอง สาม สี่ ห้า
หก…..ไล่เรียงลำดับยศกันลงมา….

“เราถูกยิงมาจากบนตึก..พวกเขา เริ่มระดม
ยิงและปาระเบิดใส่เราจากบนตึก” ทหารหาญเหล่านี้ยังพยายามหาคำ
ตอบว่าฝ่ายไหนที่ลอบทำร้าย พวกเข า“ผมยังไม่มี
โอกาสไปเยี่ยมพี่ๆน้องๆที่โดนระเบิดด้วยกันเลย….
เราร่วมทุกข์ร่วมสุข…สะเก็ด ระเบิดเราก็แบ่งกันรับ”

สีหน้าท่านเศร้าเมื่อกล่าวถึง พี่เปา หรือผู้พันร่มเกล้า…. “ไม่น่าเป็นเขา ไม่น่าเป็นใครเลย”

ในห้องผู้ป่วยทุกห้องเปิดดูข่าว ภาพครอบครัวผู้ชุมนุมร่ำไห้จาก
การสูญเสีย ภาพนักข่าวเรียกร้องหาผู้รับผิดชอบ
เสียงใครคนนึงถามออกไปยังผู้พันที่นั่งอยู่บนเตียง…
“รู้สึกคับแค้นใจบ้างไหมที่เห็น แบบนี้”

คำตอบที่ได้จากชายชาติทหารที่ อยู่ในชุดผู้ป่วยโรงพยาบาล กลับตอบว่า
“ผมไม่คับแค้นใจหรอกครับ
เพราะมันเป็นหน้าที่ของเรา ผมอยากให้พวกเขาได้คุยกันมากกว่า…
หากผมยิงออกไปก็โดนพลเรือน ผมไม่ยิงคนไทยด้วยกัน”

ใบหน้าที่หมองคล้ำจากแสงแดดของ ทหารที่อยู่ประจำการยิ้มบาง ๆ
พร้อมคำพูดที่คุยกันเองระหว่าง นายทหารด้วยกัน…..เหมือนคำสัญญาว่าพวกเขา
ไม่มีวันทำร้ายพลเรือน

“พวกผมประจำการอยู่หลายวัน ลูกน้องเราก็ล้า”
เสียงของท่านผู้พันท่านหนึ่งเล่าถึงเหตุการณ์ในค่ำคืนที่ผ่านมา
“หลังจากที่เราโดนโจมตี เราเอาทหารที่บาดเจ็บขึ้นรถ โบกมือแล้วว่า
เราขอเอาทหารบาดเจ็บออกไป พวกเขาไม่ยอม เราจะเลี้ยวออกทางใต้สะพานพระราม 8
พวกเขาก็ไม่ให้ จะไปข้างหน้าเราก็ไปไม่ได้ ทหารบาดเจ็บเต็มรถ
เสียงร้องระงมทั้งรถ เขาลากลูกน้องผมที่บาดเจ็บลง จากรถไปซ้อม ไปกระทืบซ้ำ…… เจ้าไก่ (ผู้พันไก่) ก็โดน…ผมทำอะไรไม่ได้
เพราะขาผมเจ็บสะเก็ดระเบิดมันฝังอยู่…”

แล้วน้ำตาท่านก็ไหลออกมาลงไป ชั้นห้อง ICU พบภรรยาพี่ไก่
(ผู้พันไก่-พ.ท.เกรียงศักดิ์ นันทโพธิ์เดช
ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 2 กรมทหารราบที่ 12 รักษาพระองค์

) พอเห็นหน้าเธอก็ร้องไห้ เธอบอกว่า พี่ไก่พยายามลืมตา “หนูรู้
หนูต้องเข้มแข็ง เพราะพี่เค้ายังเข้มแข็งอยู่ ยังพยายามอยู่” พี่ไก่ หรือ
ผู้พันไก่ ถูกยิงกระสุนฝังในสมอง
ตอนที่ช่วยออกมายังโดนลากลงไปกระทืบและทำร้ายซ้ำโดยกลุ่มคนเสื้อแดง
ในคืนวันที่ 10 เมษานั้น พี่ไก่ได้รับการผ่าตัดเรียบร้อย แล้ว
แต่ขณะนี้ยังไม่ฟื้นและหมอเอง ก็บอกว่า ถึงฟื้นก็อาจพิการ ตลอดชีวิต

ณ ตรงนี้ ขออ้อนวอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั่วสากลโลกปกปักรักษาพี่ไก่และ
ครอบครัวนี้อย่าให้สูญเสียผู้นำครอบครัวไปเลยค่ะทหารระดับพลทหารอีกหลายท่านที่ได้รับบาด
เจ็บต่างก็ดีใจที่มีคนไปเยี่ยม หลายคนติดต่อทางบ้านไม่ได้เนื่
องจากไม่มีโทรศัพท์
ครอบครัวเราได้ช่วยใช้โทรศัพท์มือถือโทรไปให้พวกเขาได้คุย เสียงหัวเราะ
น้ำตาที่เกิดจากกำลังใจ อย่าทอดทิ้งพวกเขาเพียงเพราะ
เห็นว่าพวกเขาแค่มาทำหน้าที่ ตามอาชีพของพวกเขาเลยค่ะ

การเอาเงินใส่ซองไปมอบให้ แม้เพียงเล็กน้อย มันหมายถึงกำลังใจมหาศาล
พลทหารบางท่านยากจน ที่บ้านไม่มีโทรศัพท์ ครอบครัวเราก็ใช้วิธีหาคนรู้
จักให้ขับรถไปหาไปบอก

ช่วยให้กำลังใจพวกเขาด้วยนะคะ ช่วยกันคนละนิดละหน่อย
ภายใต้หมวกเหล็ก ภายใต้เครื่องแบบทหาร นั่นคือคนไทยค่ะ

ตอนที่เดินอยู่ในตึกโรงพยาบาล ความคิดอื้ออึงไปด้วยความรู้
สึกสะเทือนใจและเสียใจ ดิฉันนึกถึงถ้อยคำที่ใครหลายคนใช้เรียกทหาร
บ้างก็กล่าวว่า ทหารมีสองฝ่าย ทหารแตงโม ผ่าสีเขียวออกมาเป็นสีแดง
ทหารสับประรด ผ่าสีเขียวมาเจอสีเหลือง

หากแต่วันนี้ ผ่าสีเขียวออกมา เราเจอร่างคนไทยค่ะ
คนไทยมีเลือดเนื้อ มีหน้าที่ ความรับผิดชอบ มีครอบครัว มีลูก มีเมีย
มีพ่อแม่ที่ต้องเลี้ยงดูเหมือนเราทุกคน

ผ่าเสื้อแดงออกมาเราก็เจอร่าง คนไทย
ผ่าเสื้อเหลืองออกมาเราก็เจอร่าง คนไทย

จากที่ดิฉันได้เจอ
อยากบอกทุกท่านที่อ่านว่าทหารไทยกองพลที่ได้รับบาดเจ็บนี้ไม่ใช่ผลไม้ค่ะ
ผ่าเครื่องแบบสีเขียวออกมาสิ่ง ที่คุณจะเจอคือ สุภาพบุรุษชาติทหาร
นักรบที่ไม่เคยกล่าวโทษรัฐบาล หรือกลุ่มผู้ชุมนุม
นักรบที่ไม่เคยอยากยิงปืนใส่ คนไทยด้วยกัน ทหารกองพลนี้คือคนค่ะ
พวกเขาคือคนไทยที่ร้องเพลงชาติเดียวกันกับเรา มีพ่อหลวงองค์เดียวกันกับเรา
มีหน้าที่ปกป้องดูแลประเทศชา ติของเราที่จังหวัดชายแดน
เขามีหน้าที่ดูแลแผ่นดินของเรา

วันนี้พวกเขาหลายคนอยู่ในชุด ผู้ป่วยสีฟ้าของโรงพยาบาล
พวกเขาบางคนอยู่บนรถเข็น พวกเขาบางคนอยู่ในกล่องที่โอบ ล้อมด้วยธงชาติไทย
ชาติไทยที่พวกเขามีใจมุ่งมั่นที่จะปกป้องและรักษา

ไม่เคยคิดอยากเข้าข้างใคร ค่ะ
ไม่มีใครขอร้องให้ออกมานั่งเขียนอะไรอย่างนี้ และ
ดิฉันเองไม่ใช่ผู้สื่อข่าว ที่เข้าไปพูดคุยแล้วทุกคนจะ ต้องมานั่งปรุงแต่ง
คำพูด
เพียงแต่ขอติดตามไปเพื่อให้กำลังใจเท่านั้น

หากแต่คำพูดง่ายๆ ของการพูดคุยกันระหว่างทหารด้วยกัน ห้องแล้วห้องเล่า
ในเช้าถัดจากกลางคืนที่ยาวนานของพวกเขา มันยืนยันได้
หนักแน่นมากกว่าแถลงการณ์จากฝ่ายไหนว่าทหารไทยกองพลนี้เป็นนายทหารของประเทศไทยจริงๆ ไม่มีวัตถุประสงค์ปลุกปั่นให้ ทุกคนต่อสู้
แต่อยากขอโอกาสอธิบายจากมุมของพวกเขาบ้าง

ทหารทุกท่านที่ดิฉันได้มีโอกาส เข้าเยี่ยมไม่
มีคนไหนแสดงอา การอาฆาตมาดร้าย กับกลุ่มใดในสิ่งที่เกิดขึ้น
ไม่มีสรรพนามอื่นใดใช้เรียกผู้ชุมนุมเสื้อแดง
นอกจากคำว่า “พวกเขา”

ทหารไทยที่เสียน้อง เพื่อน พี่ ที่อยู่ในหน่วยบังคับบัญชาเดีย วกัน
พวกเขากลับบอกว่า อยากให้เราคนไทยพูดคุยกัน อยากให้เรารักษาความสงบของบ้าน
เมือง แล้วพวกเขาจะได้ทำหน้าที่ระวัง ภัยจากนอกประเทศอย่างที่พวก
เขาควรทำวันนี้

เราทุกคนช่วยกันได้ค่ะ วันนี้เรารวมน้ำใจกันเป็นหนึ่งเดียวได้
ประชาธิปไตย คำคำนี้เป็นคำที่ทุกคนพอใจที่ จะปกป้องถูกไหมคะ
เป็นคำที่มาจากคำว่า “ประชา (ประชาชน) + อธิปไตย
(อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ)” ตอนนี้เราต้องทำความเข้าใจกับ
คำๆนี้ให้ถ่องแท้

เรามีค่ะ ประชาธิปไตยก็อยู่ในมือเรา
ไม่จำเป็นต้องแลกมาด้วยเลือดเนื้อของคนไทยด้วยกันเลยค่ะ
เรามีเวทีทางการเมืองให้แสดงออกอย่างสันติ

เรามีการเลือกตั้ง เรามีระบบการปกครองที่ประกอบ ไปด้วยฝ่ายบริหาร
ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ เรามีพ่อหลวงเป็นศูนย์รวมจิตใจ
เรายืนอยู่บนแผ่นดินเดียวกัน เราเป็นประเทศที่พิเศษ
เป็นประเทศที่เราทุกคนเรียกกัน และกันเสมือนเป็นคนในครอบ ครัว เป็นพี่ ป้า
น้า อา กันทั่วประเทศ
เหมือนที่ใครหลายคนกล่าวว่าประเทศไทยน่าอยู่เพราะคนไทยค่ะ

อย่าให้คนบางคนมาปลุกปั่นให้
เราทะเลาะกันเพื่อผลประโยชน์ ของพวกพ้องเขา เท่านั้นเลยนะคะ
ประชาธิปไตยที่ดี น่าจะเป็นการที่เราทุกคนต้อง
เคารพในสิทธิและหน้าที่ของพลเมือง ที่ดีด้วยเช่นกันค่ะ

มาช่วยกันทำให้ประเทศนี้น่าอยู่ กันทุกวัน
ทำดีให้กันและกันทุกวันนะคะ คนละนิดคนละหน่อย
ทำกันวันละหนึ่งความดีก็ได้ค่ะ
ขอให้ทุกคนเป็นคนดีให้สมกับที่มีใครหลายคนเสียสละเวลาและชีวิตเพื่อปกป้อง
ทั้งที่ชายแดนออก ตก เหนือ ใต้ และที่โดนเรียกมารักษาความสงบ
ในกรุงเทพมหานครในเหตุการณ์ นี้ด้วยค่ะ

สุดท้าย นี้
ขอขอบพระคุณทหารหาญทุกท่านที่ได้ร่วมปฏิบัติการโดยสันติวิธีและได้รับบาด
เจ็บและเสียชีวิตในระหว่างปฏิบัติ หน้าที่จากการปะทะกับกลุ่มผู้ชุมนุมเสื้อ แดงในคืนวันที่ 10 เมษายน 2553


ขอขอบพระคุณครอบครัวของท่านที่มอบสุภาพบุรุษชาติทหารให้กับประเทศไทยและ
ขอร่วมไว้อาลัยและแสดงความเสีย ใจอย่างสุดซึ้งกับการสูญเสีย
ของทุกครอบครัวมา ณ ที่นี้

ที่มา http://www.facebook.com/topic.php?topic=19&post=96&uid=104530219588509#post96