รอยเตอร์ ชี้ ‘จิ๋ว ชวลิต ยงใจยุทธ’ ผู้นำหนุนเสื้อแดง


สำนักข่าวรอยเตอร์ออกบทวิเคราะห์ระบุภายในกองทัพไทยเกิดการแตกแยก ซึ่งอาจเป็นชนวนทำให้เกิดการนองเลือดมากขึ้นอีก ชี้ “บิ๊กจิ๋ว” เป็นผู้นำรวมกำลังฝ่ายนายทหารหนุน “เสื้อแดง” ดำเนินปฏิบัติการแยกต่างหาก จากการชุมนุมของผู้ประท้วงที่ชูธงรักสันติ ระบุหลังการปะทะกันในวันเสาร์(10) ไม่มีฝ่ายใดชนะเด็ดขาด สถานการณ์อึมครึม

บทวิเคราะห์ของรอยเตอร์ที่เขียนโดย เจสัน เซป (Jason Szep) และ อัมพิกา อาหุชา (Ambika Ahuja) ขึ้นต้นโดยตั้งคำถามว่า พวกมือปืนที่แฝงตัวคอยยิงใส่ทหารในการจลาจลนองเลือดในกรุงเทพฯ เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมาเป็นใคร? และพวกที่ยิงลูกระเบิดคือพวกไหน? และขยายความว่า คำตอบต่อคำถามเหล่านี้อาจทำให้มองเห็นว่าได้เกิดการแยกตัวอย่างอันตรายมาก ภายในกองทัพของไทย ซึ่งอาจเป็นชนวนทำให้เกิดการนองเลือดมากขึ้นอีก

รอยเตอร์อ้างความเห็นของนักวิเคราะห์หลายรายกล่าวว่า มีทหารระดับล่างๆ จำนวนมากและนายทหารอาวุโสบางคน เป็นพวกที่เห็นอกเห็นใจพวก “เสื้อแดง” มานานแล้ว ขณะที่พวกผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพจำนวนมากกลับอยู่อีกปลายหนึ่งของแถบสีทางการเมือง นั่นคือเป็นพันธมิตรกับพวกนิยมกษัตริย์, ชนชั้นนำภาคธุรกิจ, และชนชั้นกลางในเมือง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วให้การหนุนหลังคณะรัฐบาลผสมชุดปัจจุบัน

บทวิเคราะห์ชิ้นนี้ของรอยเตอร์อ้างแหล่งข่าวกองทัพและรัฐบาลหลายราย บอกว่า ในวันเสาร์(10) พวกเสื้อแดงได้รับอาวุธและการสนับสนุนจากกลุ่มทหารนอกแถวซึ่งในนี้มีที่เป็น นายทหารเกษียณอายุหลายราย และก็เป็นพันธมิตรกับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

นายทหารบกผู้หนึ่งซึ่งขอไม่ให้ระบุชื่อเขา กล่าวกับรอยเตอร์ว่า นายทหารระดับกลางและระดับอาวุโสจำนวนมากที่เป็นพันธมิตรกับทักษิณช่วงที่เขาครองอำนาจอยู่ ได้ถูกถอดออกจากตำแหน่งที่มีอำนาจ และเวลานี้จึงกำลังให้การหนุนหลังพวก “เสื้อแดง” ด้วยหวังที่จะได้ก้าวผงาดขึ้นมาใหม่

ทั้งนี้ บทวิเคราะห์ของรอยเตอร์ยังได้อ้างความเห็นของนายปวีณ ชัชวาลพงศ์พันธุ์ นักวิจัยแห่งสถาบันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา ในสิงคโปร์ เป็นการสนับสนุนประเด็นนี้ โดยนายปวีณกล่าวว่า “เป็นเรื่องที่ชัดเจนแน่นอนว่า มีบุคคลบางคนในกองทัพไปเกี่ยวข้องพัวพันบางสิ่งบางอย่างกับพวกผู้ประท้วง ฝ่ายทหารเวลานี้ไม่ได้เป็นองค์กรที่เป็นเอกภาพอีกต่อไปแล้ว”

รอยเตอร์กล่าวว่า รอยแตกร้าวในสถาบันทหารซึ่งถือเป็นสถาบันศูนย์กลางในโครงสร้างแห่งอำนาจของ ไทย กำลังลงลึกมากขึ้นเรื่อยๆ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะไม่มีใครเป็นฝ่ายมีชัยอย่างชัดเจนในวันเสาร์(10) ทำให้สองกลุ่มที่ต่างมีกำลังทหารกันทั้งคู่ ยังคงประจันหน้ากันอยู่ ทั้งนี้บทวิเคราะห์ชิ้นนี้ได้ยกความเห็นของนายชาญวิทย์ เกษตรศิริ อาจารย์ประวัติศาสตร์ชื่อดัง ที่กล่าวว่าการต่อสู้ในวันเสาร์ไม่ได้มีฝ่ายใดชนะเด็ดขาด และ “เมื่อใดที่รัฐบาลไม่ได้เป็นผู้ใช้กำลังแต่เพียงผู้เดียวอีกแล้ว เมื่อนั้นมันก็จะเหวี่ยงตัวเข้าสู่ภาวะอนาธิปไตย”

บทวิเคราะห์ของรอยเตอร์อ้างแหล่งข่าวระดับสูงรายหนึ่งที่ใกล้ชิดกับ นายกฯนายอภิสิทธิ์ ได้พูดถึงกลุ่ม “เสื้อแดง” ว่ากำลังปฏิบัติการในลักษณะแบ่งเป็น 2 แนวรบ โดยด้านหนึ่งเป็นการชุมนุมอย่างสงบไม่ใช้ความรุนแรง แต่มีอีกปีกหนึ่งแตกต่างหากที่นำโดยพวกนายพลในกองทัพทั้งที่ยังรับราชการ อยู่และเกษียณอายุแล้ว

รอยเตอร์ระบุว่า แหล่งข่าวด้านรัฐบาลและฝ่ายทหารหลายรายกล่าวว่า ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นผู้นำบรรดานายพลทั้งที่รับราชการอยู่และที่เกษียณอายุแล้วคนอื่นๆ ในการให้ความสนับสนุนแก่พวก “เสื้อแดง” ขณะที่ตัว ชวลิตเองปฏิเสธว่าไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการประท้วงในวันเสาร์

บทวิเคราะห์นี้ชี้ว่า การประท้วงในวันเสาร์เป็นการยกระดับความรุนแรงสูงขึ้นมาก จากแบบแผนการชุมนุมตามที่ได้เคยเห็นกันในระหว่างวิกฤตทางการเมืองที่กำลัง ก่อให้เกิดการแบ่งขั้วแยกฝ่ายในประเทศไทย

เป็นต้นว่า จากภาพวิดีโอที่บันทึกกันมาได้แสดงให้เห็นผู้ประท้วงบางคนมีอาวุธปืนเล็กยาว ล่าสังหาร หรือกระทั่งปืนกล มีการยิงระเบิดเอ็ม 79 เข้าใส่ทหาร ภาพนิ่งที่ไม่สู้ชัดเจนนักแสดงให้เห็นว่ามีมือปืนซุ่มยิงอย่างน้อย 1 คนซุ่มคอยทีอยู่ในอาคารหลังหนึ่ง

คณะรัฐบาลผสมของนายอภิสิทธิ์บอกว่า ทหารของตนยิงปืนขึ้นฟ้าเท่านั้น แต่ก็ยังไม่สามารถอธิบายได้ว่า ทำไมจึงมีผู้ประท้วงอย่างน้อย 9 คนเสียชีวิตจากบาดแผนถูกยิงด้วยปืนที่มีอัตราความเร็วสูง

บทวิเคราะห์ของรอยเตอร์กล่าวว่า ในทางเปิดเผยแล้ว รัฐบาลประณาม “มือที่สาม”ว่าเป็นตัวการสร้างความรุนแรง ขณะที่ในทางลับ รัฐบาลชี้ว่าพวกทรยศที่นิยมทักษิณได้จัดส่งจัดหาอาวุธและกองกำลังพิเศษ โดยที่พวกเขาเชื่อด้วยว่า พวกทรยศเหล่านี้เองยังได้ติดตามและจัดการสังหารนายทหารคนสำคัญผู้หนึ่งเมื่อ วันเสาร์ นั่นก็คือ พ.อ.ที่เป็นผู้ปราบปรามการประท้วงของพวกเสื้อแดงในปีที่แล้ว

รอยเตอร์กล่าวว่า ไม่มีข้อสงสัยเลยว่า พล.อ.ชวลิต เป็นผู้มีบทบาทหลักผู้หนึ่งในละครทางการเมืองที่กำลังปรากฏให้เห็นชัดมาก ขึ้นๆ จากนั้นบทวิเคราะห์ของรอยเตอร์ก็พูดถึงความเคลื่อนไหวต่างๆ ของ “บิ๊กจิ๋ว” เพื่อยืนยันเรื่องนี้ เช่น ในทันทีภายหลังการนองเลือดเมื่อวันเสาร์ เขาก็ได้ออกมาเรียกร้องให้นายอภิสิทธิ์ยุบสภา, เมื่อเดือนตุลาคมปีที่แล้ว เขาเข้ารับตำแหน่งเป็นประธานของพรรคเพื่อไทย จากนั้นก็ชักชวนให้นายทหารเกษียณอายุหลายสิบคนเข้าร่วมกันเขา ซึ่งทำให้ถูกมองว่าเป็นความเคลื่อนไหวเพื่อสร้างความแตกแยกในสถาบันที่ปกติ แล้วจะมั่นคงดุจหินผา , เขายังทำให้ตัวเองกลายเป็นข่าวพาดหัวในปีที่แล้วด้วยการเดินทางไปกัมพูชา เพื่อหารือกับนายกรัฐมนตรีฮุนเซน แล้วอีกไม่กี่วันต่อมาฮุนเซนก็สร้างความเดือดดาลให้ผู้นำไทย ด้วยการเสนอตำแหน่งที่ปรึกษาทางเศรษฐกิจแก่ทักษิณ รวมทั้งยินดีให้ทักษิณใช้กัมพูชาเป็นฐานอีกด้วย

บทวิเคราะห์ของรอยเตอร์อ้างแหล่งข่าวฝ่ายรัฐบาลหลายรายที่ระบุว่า ความแตกร้าวในหมู่ทหาร กำลังส่งผลถึงชีวิตในกรมทหารราบที่ 11 รอ. ที่นายอภิสิทธิ์และรัฐมนตรีอาวุโสคนอื่นๆ ใช้เป็นที่พบปะหารือและกระทั่งพักแรมกันในบางคืน โดยเจ้าหน้าที่หลายคนกล่าวว่า แผนของพวกเขารั่วไหลอยู่เรื่อยๆ

“เราไม่รู้เลยว่าจะเชื่อถือใครได้บ้าง” เจ้าหน้าที่อาวุโสผู้หนึ่งของรัฐบาลกล่าว โดยขอไม่ให้ระบุชื่อ เพื่อจะได้พูดจาตรงไปตรงมาได้ “เรานั่งรับประทานอาหารกลางวันกันในห้องอาหารเดียวกัน แต่คนที่อยู่กับพวกเรากลับมีคนของฝ่ายทักษิณ”

รอยเตอร์บอกว่า ยังไม่มีความชัดเจนว่าฝ่ายทหารตลอดจนผู้สนับสนุนกองทัพจะพยายามประคับประคอง รัฐบาลชุดนี้เอาไว้ถึงแค่ไหน และพวกเขาจะต้านทานการกลับขึ้นมาใหม่ของพวกพันธมิตรของทักษิณเอาไว้ถึงแค่ ไหน

บทวิเคราะห์ชิ้นนี้อ้างคำพูดของ พล.อ.อนุพงศ์ เผ่าจินดา ผู้บัญชาการทหารบก ผู้มีแนวคิด “สายกลาง” ที่กล่าวในวันจันทร์(12) ว่าวิกฤตคราวนี้จำเป็นต้องแก้ไขด้วยการเมือง พร้อมเรียกร้องให้ยุบสภาจัดการเลือกตั้ง ขณะที่ “พวกรอยัลลิสต์” ในกองทัพไม่ได้มีการปฏิเสธว่าจะไม่เกิดการรัฐประหาร

รอยเตอร์อ้างคำพูดของผู้บังคับบัญชาทหารระดับภาคผู้หนึ่งที่กล่าวว่า “เป็นที่ชัดเจนว่าในหมู่ผู้บังคับบัญชาทหารระดับสูงมีความเห็นไม่ตรงกัน” โดย “พวกที่เป็นฝ่ายขวามากๆ และฝ่ายรอยัลลิสต์ไม่ได้ปฏิเสธทางเลือกในการทำรัฐประหาร และ/หรือ การปราบปรามอย่างหนักหน่วงมากยิ่งขึ้น”

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน