แอน สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ ซบ “ไพโรจน์ บ้านฉาง” : “แดง” ซาบซ่าน! จนหยดสุดท้าย


แอน สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์

คอลัมน์ “เด็ดดอกไม้รายทาง” ของ อัญชะลี ไพรีรัก กล่าวถึง “รักระหว่างรบและดาราบัดซบ” ใน ASTV ผู้จัดการสุดสัปดาห์ ฉบับที่ 25 / หนังสือพิมพ์ “สยามบันเทิง” ฉบับวันที่ 10-16 เมษายน 2553 พาดหัว “คนสนิทแม้วหักพายัพ ชิงสิเรียม! หอบหิ้วลี้ภัยรักสวิส” ตามด้วยนิตยสาร MAYA ONLINE ที่จะกล่าวถึง “เสี่ย พ.” ใครเลี้ยงสิเรียม …

ดังกระฉ่อนขนาดนี้ … ในวงการบันเทิง!!

ในที่สุด “แอนสิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ นางเอกม่ายพราวเสน่ห์แรงสูงรายนี้ ก็ไม่อาจหลีกหนีวังวนของคนเสื้อแดง เรื่องต่างๆที่เชื่อมโยงอยู่กับคนกลุ่มนี้ คงไม่ใช่เรื่องชะตาฟ้าลิขิตซะแล้ว หากแต่เธอจงใจที่จะเขียนชีวิตด้วยตัวเอง … จะด้วยเหตุผลส่วนตัว หรือเหตุผลทางธุรกิจที่เข้ามาเกี่ยวข้องกันก็ตาม

ตัวละครที่ดูไบในครั้งนั้น ไม่ได้มีแค่ สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์, พายัพ ชินวัตร และแคนดี้ ชุติมา เอเวอรี่ เท่านั้น หากแต่การเดินทางจากเมืองไทยไปยังประเทศบรูไนเพื่อดูเรื่องธุรกิจนั้น มีคนไทยผู้หนึ่งทำหน้าที่ต้อนรับในคราวนั้นเขา คือ ไพโรจน์ เปี่ยมพงษ์สานต์ หนุ่มใหญ่วัย 55 ปีที่คนไทยเคยรู้จักกันในนาม “ไพโรจน์ บ้านฉาง” !!

สตอรีเรื่อง “ม่ายลี้ภัย” ใช้เวลานานถึง 3 เดือนเศษ ปิดข่าวเงียบและวางทุกเรื่องราวลง ทำใจ และยอมเปิดใจครั้งแรก หลังเดินทางกลับเมืองไทยเพื่อเปิด สลิมมิ่งพลัส บายด์ สิเรียม ที่ห้างสรรพสินค้า เดอะมอลล์ บางกะปิ งานนี้…สร้างความเซอร์ไพรส์ให้แก่บรรดาผู้สื่อข่าวเป็นอย่างมากเพราเธอ พลิกวิกฤตเป็นโอกาส เคลียร์ทุกเรื่องราวไม่ว่าจะเป็นกรณีไม่ลา เสี่ยตา-ปัญญา นิรันดร์กุล แห่งเวิร์คพ้อยท์ ผู้ปลุกปั้นวิชาชีพ “พิธีกร” จนประสบความสำเร็จ เป็นหนึ่งในทีมพิธีกรรายการ “ชิงช้าสวรรค์”, กรณีเรื่อง “ท้อง” ของลูกนนนี่ โอแกน ไปจนถึงเรื่องพายัพ ชินวัตร

แบ๊วสู้กล้องในวันนั้นไม่มีใครทำได้ นอกจากสิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ เท่านั้น คนที่รู้จักเธอดีพอ ย่อมรู้ว่านั่นไม่ใช่การแสดง หากแต่เป็น “ตัวตน” อากัปกิริยาช่างพูด ช่างฉอเลาะนี่แหละที่ทำให้บางคนและอีกหลายๆ คนโกรธเธอไม่ลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องงานหรือเรื่องส่วนตัว บทบาทนี้เล่นมาตั้งแต่สมัยปู้น ตั้งแต่ยังเป็น “วิริญจน์ กิ๊ปสัน” เมื่อตอนที่เข้าวงการใหม่ๆ

แอน สิเรียม ยืนยันด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน ออดอ้อนตามประสาเธอว่า “พี่ก็เป็นเด็กน่ะน้อง น้องอย่าบีบคั้นพี่ อันไหนที่พี่ตอบได้พี่ก็ตอบความจริงอยู่แล้ว (หัวเราะ)” แม้จะพูดทีเล่นทีจริง แต่เบื้องลึกนั้น … เธอได้แสดงบางเรื่องราวผ่านไปหาบางอารมณ์หนึ่งที่ไม่ใช่เรื่องสมจริงสมจัง ความจริง “บางประโยค” มีนัยบางอย่างซุกซ่อนอยู่เหมือนกัน

“แอนบอกว่า ไม่เป็นไร เพราะว่ามันขึ้นอยู่กับเจตนาของเรามากกว่า คุณต้องรู้ตัวดีว่า คุณเป็นอย่างไร เราเป็นอย่างไร …” ความจริงก็เป็นความจริง วันยังค่ำ แต่ว่าบางทีคนเราก็พูดกันไป”
บางที “คนเรา” อาจจะไม่ได้หมายถึงบุคคลทั่วๆไปที่เป็นขาเมาท์ แต่อาจจะรวมถึง “เขา” คนนั้นก็ได้ที่พูดไปให้คนคิดและตีความกันไป เช่น

ไม่อาจปฏิเสธว่า พายัพ ชินวัตร ผู้นี้เคยพูดทีเล่นทีจริงกับนักข่าวการเมืองที่พรรคเพื่อไทยว่า
“วันนี้อาจไม่ใช่แฟน แต่วันหน้าไม่แน่ เพราะสวยถูกสเปก”

นอกจากนี้ การที่พายัพบอกใครต่อใครให้เข้าใจในทำนองว่า สิเรียมจะเข้าพรรคเพื่อไทยในครั้งนั้นก็ทำให้พรรคฯ ดูน่าสนใจขึ้นมาทันที อย่างน้อยก็ 1 วันเต็ม …

อัปเดตล่าสุด … ล่าสุด อย่างที่กล่าวไว้ในเบื้องต้นถึง ไพโรจน์ เปี่ยมพงษ์สานต์ … อดีตราชาที่ดิน เจ้าพ่อบ้านฉางผู้นี้ ณ ปัจจุบันคือ “มือไม้” คนสำคัญของนช. ทักษิณ ชินวัตร

ระหว่างบรรทัดนี้ … ไพโรจน์ได้มีโอกาสพาสิเรียมไปเที่ยวและเยี่ยมเยือนบ้านที่ประเทศอังกฤษ และปลอบขวัญด้วย “เศษเงิน” ในกระเป๋าด้วยการรูดการ์ดซื้อแหวนประดับเพชรวงหนึ่งให้เป็นที่ระลึก ในราคาที่ 3 ล้านบาท!?

เป็นที่รับรู้กันมานานในหมู่เพื่อนฝูงว่า ไพโรจน์ บ้านฉางผู้นี้ มีความประทับใจและชื่นชมดาราสาวผู้นี้ ตั้งแต่เข้ามาในวงการบันเทิง ด้วยการถ่ายแบบ แสดงหนัง และละคร

โอกาสที่ได้เจอ “ตัวเป็นๆ” ที่ดูไบจึงทำหน้าที่ดูแลทีมและคณะเดินทางจากเมืองไทยอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง และที่ประทับใจกันทั้ง 2 ฝ่าย

การพบกันครั้งแรก ส่งผลต่อมิตรภาพที่ดำเนินสืบมา รับรู้ทุกเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับสิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ ถึงขนาดบินตามไปปลอบใจด้วย

2 ความย่อหน้าสุดท้ายในหนังสือพิมพ์สยามบันเทิง กล่าวว่า
“ ผลที่ได้รับก็คือ สิเรียม ได้ยอมรับไมตรี นักธุรกิจ พ.พาน ด้วยความเห็นชอบจากมารดาของสิเรียมเป็นแรงหนุน จากนั้น นักธุรกิจ พ.พาน ได้เดินทางไปประเทศสวิสเซอร์แลนด์พร้อมกับนางเอกสาวสิเรียมทันที ปล่อยให้นายพายัพพลิกโลกตามหาสิเรียม แต่ไม่พบ ส่วนน้องนนนี่นั้นไปศึกษาอยู่ที่ประเทศสิงคโปร์ กลับมาเรียนที่พัทยา เพื่อรัก ลวง พรางให้มารดา

ดังนั้น กรณี รักสามเส้าของสิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ จึงลงตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว โดยระหว่างนี้ อาจกล่าวได้ว่า เธอเป็นแฟนกับนักธุรกิจ พ. พาน ซิ่งมิใช่ นายพายัพ ชินวัตร อย่างแน่นอน”

รอบที่แล้ว … เพื่อนคนหนึ่งที่เป็นชาวพันธมิตรฯเสื้อเหลืองออกมาบอกเล่ารายละเอียดทุก เรื่องราว … แม้วันนั้น จะเริ่มต้นที่อยากทำ “การค้า” ในต่างประเทศ จนเป็นที่มาของวลีที่ว่า “ได้ไม่คุ้มเสีย” แต่วันนี้ เธอก็ยังไม่พ้นวังวนของบรรดา “เสื้อแดง” ที่รายล้อมรอบตัวเธอ “โอกาสในการหาเงิน” เหตุผลเดียวที่เธอตกลงไปในบ่วงพราง จนบางครั้ง ดูเหมือนว่า เธอจงใจที่จะไม่รับรู้ รับทราบเรื่องใดๆในการเรียนรู้และหาความรู้เพิ่มเติมในเรื่อง ข่าวสารบ้านเมืองโดยเฉพาะในเรื่องการเผชิญหน้าของ “ขั้ว” ทางการเมือง ณ ปัจจุบันที่มีความแหลมคมและสลับซับซ้อนมาก เฮคิดแต่เรื่อง “นับเงิน” ทางธุรกิจ โดยใช้ “ตัวตน” ของเธอเป็นจุดเชื่อมเท่านั้น และยากที่เธอจะสลัดโซ่ตรวนแห่งพันธนาการที่ล่ามเธอไว้เป็น “เครื่องเล่น” ของนักการเมืองบางคน

ไม่ว่าสายสัมพันธ์ครั้งนี้จะเป็นแค่ความปรารถนาดี หรือมีสิ่งอื่นใดเคลือบแฝง ‘แอน’ – สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์เต็มใจที่จะเป็น “เหยื่อ” อย่างเต็มใจ เธอคิดว่าโอกาสทางธุรกิจจะทำให้เธอได้ “งับเงิน” จากการทำการค้า …

ฉลาดแต่ไม่ได้เฉลียวใจ ว่า ผู้มั่งมีทั้งการเมืองและอิทธิพลซึ่งนั่งเรียงอยู่ตามรายทางนั้นปรารถนาจะ “งาบ” เธออยู่ทั้งนั้น

ในขณะที่คุณแม่ “แอน” สิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ กำลังตกเป็นข่าวกับผู้ชายในแวดวงการเมืองคนแล้ว คนเล่า ลูกสาว นลนีย์ (นนนี่) โอแกน ลูกสาววัย 14 ปีของสิเรียมกับบิลลี่ ณ วันนี้ เป็นนักเรียนประจำศึกษาอยู่ที่โรงเรียนนานาชาติ เดอะรีเจ้นท์ สาขาพัทยา แหล่งข่าวจากสถาบันฯแห่งนี้ สายตรงถึงซูเปอร์บันเทิง แจ้งว่า ข่าวคราวเรื่องที่ลือกันไปว่า “ท้อง” นั้น ยืนยันว่า “ไม่มีมูลความจริง” แต่อย่างไร แต่ที่แน่ๆ… ขณะนี้ นนนี่กำลังเป็นเด็กมีปัญหา เงียบผิดปกติ โดยวันๆ ไม่พูดจาหรือคุยเล่นกับใครเหมือนก่อน พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปนี้ ทำให้บรรดาครูบาอาจารย์ทั้งหลายเป็นห่วงและวิตกกันมาก ถึงขนาดเชิญหมอจิตวิทยา เพื่อมาพูดคุยหวังจะแก้ปัญหาให้กับลูกสาวของสิเรียม แต่ปรากฏว่านนนี่ปิดปากเงียบไม่พูดแม้แต่คำเดียว เล่นเอาคุณหมอก่ายหน้าผากไม่รู้จะช่วยอย่างไรเหมือนกัน

…….

แมว 9 ชีวิต – ไพโรจน์ เปี่ยมพงษ์สานต์

ณ วันนี้ ไพโรจน์ เปี่ยมพงษ์สานต์ คือ “คนสนิท” ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร
ไพโรจน์ในหมู่ผู้ใกล้ชิด รับรู้ว่า เขาเป็นคนมีน้ำใจ ใจกว้าง รักเพื่อนพ้อง และไม่เคยปฏิเสธเพื่อนฝูงที่มาขอความช่วยเหลือ

ภาพของเขาที่บ้านฉาง คือ นักค้าที่ดิน ประเภทซื้อมา-ขายไปมากกว่าที่จะลงทุนพัฒนาโครงการจริงจัง และเส้นทางธุรกิจการค้าที่ดินนี่แหละที่ทำให้เขาได้รับฉายา ว่า “เจ้าพ่อบ้านฉาง (แมว 9 ชีวิต)”

ไพโรจน์ เปี่ยมพงษ์สานต์ เป็นบุตรของ ม.ล.สิริ อิศรเสนา ณ อยุธยา (พระยาอิศรพงศ์พิพัฒน์) และ ม.ล.สำลี ณ อยุธยา เขาแต่งงานแล้วและมีลูก 1 คน กับพิลวรรณ เชิดธรนินทร์ อดีตเลขานุการส่วนตัวของ พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร

ไพโรจน์ เป็นคนที่มีสายสัมพันธ์ทางการเมืองที่ใกล้ชิดกับ พล.ต.อ.ประมาณ อดิเรกสาร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สายสัมพันธ์นี้เป็นการต่อเชื่อมจากประทีป เชิดธรนินทร์ ผู้เป็นพ่อตา เมื่อพล.ต.อ.ประมาณไปนั่งตำแหน่งไหนทางการเมือง พ่อตาของเขาก็จะต้องตามไปเป็นเลขาฯ หน้าห้อง สมัยรัฐบาลเปรม 1-2-3 ไพโรจน์เริ่มเดินเข้าออกทำเนียบรัฐบาล เป็นนักคิดโครงการในระดับเจ้าโปรเจกต์ ถือเป็นคนใกล้ชิดพลเอกประมาณที่ได้รับความไว้เนื้อเช ื่อใจมาก

หลังจากเลือกตั้ง เมื่อ พ.ศ.2529 เขาเริ่มมีหนี้สิน ราว 30-40 ล้านบาท โดยเงินเหล่านี้หมดไปกับการสนับสนุนการเลือกตั้งและค่าใช้จ่ายส่วนตัว เขาเริ่มเข้าไปซื้อที่ดินในบ้านฉาง ตั้งแต่กลางปี 2530 มีที่ดินครอบครองกว่า 2 พันไร่ โดยพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ทางด้านใต้ของชายฝั่งทะเลตามแนวทางหลวงหมายเลข 3 และธุรกิจซื้อ-ขายที่ดิน ทำให้เขาสามารถชำระหนี้สินเก่าได้หมดเมื่อไตรมาสแรกของต้นปี 2531

นอกจากการเป็นเจ้าพ่ออสังหาริมทรัพย์ ผู้เลื่องชื่อแล้ว ในอดีต เสี่ยไพโรจน์ยังมีตำแหน่งในแวดวงการเมือง และสังคมมากมาย เช่น ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีสมัย พล.อ.สุจินดา คราประยูร และ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ กรรมการบริหาร บริษัท อาราเบียนไทย อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ฯลฯ

หลังวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 เพียง 3 ปี บริษัท เงินทุนสินอุตสาหกรรม จำกัด (มหาชน) เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง บริษัท บ้านฉาง กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เป็นจำเลยที่ 1 และไพโรจน์ เปี่ยมพงษ์สานต์และประยูร จินดาประดิษฐ์ เป็นจำเลยที่ 2-3 ตามลำดับในคดีล้มละลาย เพียง 2 ปีถัดมา และเมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2547 ศาลล้มละลายกลาง ได้ประกาศปลดเขาจากบุคคลล้มละลาย ตามพระราชบัญญัติล้มละลาย พุทธศักราช 2483 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติล้มละลาย (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2547

ไพโรจน์ เปี่ยมพงษ์สานต์ ยังคงเป็นนายหน้าติดต่อและเจรจาซื้อขายตามแบบที่ถนัด เขาใช้ความสามารถพิเศษนี้ ทำงานให้แก่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จนได้ชื่อว่าเป็นผู้เคียงบ่าเคียงไหล่ทางธุรกิจคนสำคัญของอดีตนายกรัฐมนตรี ในต่างประเทศ เช่น การลงทุนทำธุรกิจต่างๆในเมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์

แม้แต่การซื้อและขายสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี ของพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร เขาก็มีส่วน!! โดยไพโรจน์ เปี่ยมพงษ์สานต์ ได้ใช้ความสามารถเฉพาะตัวนี้สานผลประโยชน์ด้วยการหานายหน้า นัยว่าเป็นเจ้าแขกจากตะวันออกกลาง ในนาม Adu Dhabi United Group มาซื้อสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี

ส่วนตัวเขาในฐานะกลุ่มทุนจากเมืองไทย เคยคิดจะซื้อสโมสรขุนค้อน เวสต์แฮม ยูไนเต็ด ทีมดังจากศึกพรีเมียร์ลีก โดยพร้อมเสนอมูลค่าให้ถึง 75 ล้านปอนด์ (ประมาณ 4,125 ล้านบาท) ขณะที่ทาง ขุนค้อนต้องการถึง 125 ล้านปอนด์ (ประมาณ 6,875 ล้านบาท) ต่อมา สโมสรเวสต์แฮม ยูไนเต็ด ได้ถูกกลุ่มทุนจากไอซ์แลนด์ซื้อสโมสรฯ ไป

ประวัติคร่าวๆ โดยสังเขป … คงพอรู้ว่า ไพโรจน์ เปี่ยมพงษ์สานต์ ที่เป็นข่าวกับสิเรียม ภักดีดำรงฤทธิ์ คนนี้ทั้ง “สามารถ” และรวยได้อีก

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์