พลังเงียบ ไม่ทนแล้ว รวมพลเปิดเวที ปชช.


“เครือข่ายจุฬาฯ” สุดทนม็อบแดง ร่อนอีเมล์ปลุกกระแสพลังเงียบ แชร์ความเดือดร้อนจากการชุมนุม พร้อมนัดเปิดเวทีภาคประชาชน 9 เมษานี้ ย้ำ! ใส่สีอะไรมาร่วมก็ได้ แต่งดแดง ด้านที่ประชุมอธิการบดีฯ ขอให้รัฐบาลทำประชามติตามข้อเรียกร้อง “เสื้อแดง” ควรยุบสภาใน 15 วันหรือไม่ ให้ประชาชนทั่วประเทศร่วมตัดสิน “ชัยวุฒิ” กำชับบุคลากรมหาวิทยาลัยช่วยสอดส่องดูแล หลังเหตุก่อกวน สร้างสถานการณ์ป่วนรายวัน ตั้งข้อสังเกตมือมืดเลือกสถานที่เห็นต่าง “ม็อบแดง” เท่านั้น

ผศ.นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ผู้ประสานงานเครือข่ายจุฬาฯ เชิดชูคุณธรรมนำประชาธิปไตย (จคป.) และผู้ประสานงานเครือข่ายพลังเงียบ กล่าวว่า จากการชุมนุมของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ตนทราบดีว่า ทุกคนคงมีความอึดอัดมาก และเกิดความเดือดร้อนกันอย่างถ้วนหน้า จึงประสงค์ที่จะรวมคนที่มีแนวคิดเดียวกันอย่างเป็นกลุ่มก้อน เพื่อแสดงออกถึงการต่อต้านการยุบสภา และไม่เห็นด้วยกับการชุมนุมที่สร้างความเดือดร้อนต่างๆ ให้กับประชาชน

“การเริ่มต้นครั้งนี้เป็นการเคลื่อนไหวสืบเนื่องมาจากวันที่ 2 เมษายน ที่มีการชุมนุมของกลุ่มเสื้อสีชมพู ซึ่งเราได้เจอกัน และพูดคุยแสดงความคิดเห็นต่อกัน ประจวบกับที่ผมกำลังรวบรวมรายชื่อคัดค้านการยุบสภาอยู่ และได้กลุ่มของอาจารย์ตรีดาว อภัยวงศ์ มาช่วยกัน เลยตั้งใจจะจัดเป็นเวทีในการออกแสดงความคิดเห็นที่เป็นภาคประชาชน และเริ่มการติดต่อเพื่อชักชวนพลังเงียบที่สนใจโดยการส่งอีเมล และกลายเป็นลูกโซ่ออกไป ให้คนอ่านที่สนใจได้ลองมาคุยกันถึงความเดือดร้อนจากการชุมนุม เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วย ตลอดจนความอึดอัดต่างๆ ที่น่าจะปรับเปลี่ยนเป็นทิศทางแก้ไขโดยเราจะจัดเตรียมเวทีเครื่องเสียงไว้ ให้ได้แสดงเสียงกันอย่างเต็มที่ ส่วนกระบวนการต่อไปก็อาจจะเป็นการรวบรวมเสียงให้เป็นกลุ่มก้อน หรืออาจะแถลงการณ์ความต้องการต่อไป”

ทั้งนี้ เนื้อหาในอีเมล์พลังเงียบฉบับดังกล่าวระบุว่า พลังเงียบทั้งหลาย ท่านกำลังมีอาการ อึดอัด เครียด วิตก กินไม่ได้ นอนไม่หลับมองไม่เห็นอนาคตของชาติ ขอเชิญมารวมตัวกันในงานชุมนุม

“เราจะไม่เงียบอีกต่อไป ณ สวนจตุจักร ในวันศุกร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2553 เวลา 16.00 น.เป็นต้นไป (สีอะไรก็ได้ แต่งดแดง)

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 19.30 น.ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย(ทปอ.)ได้นัดประชุมวิสามัญโดยมีอธิการบดี และตัวแทนจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ เข้าร่วมการประชุม เพื่อแสดงท่าทีกำหนดจุดยืนต่อสถานการณ์ทางการเมือง โดยใช้เวลาประมาณ 2ชั่วโมง จากนั้น ศ.ดร. ประสาท สืบค้า อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี(มทส.) ในฐานะประธาน ทปอ.กล่าวภายหลังการประชุมว่า การประชุมครั้งนี้กำหนดขึ้นก่อนการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินของรัฐบาล ดังนั้น จึงเป็นการกำหนดจุดยืน 2 ข้อ 1.ในการดำเนินการของทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมและรัฐบาล ทปอ.ไม่ต้องการให้เกิดเหตุที่ทำให้เสียเลือด เสียเนื้อ โดยที่ประชุมขอ 3 ติ ได้แก่ ยุติ ให้หยุดการยั่วยุ ปลุกระดม โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานีโทรทัศน์ที่มีการปลุกระดมมวลชน ,ขันติ เมื่อเกิดการยั่วยุแล้ว ในฝ่ายปฏิบัติการก็ขอให้มีขันติธรรม ควบคุมอารมณ์ให้ดำเนินการแก้ไขปัญหาจากเบาไปหนัก ซึ่งเมื่อถึงวันที่ 8 เม.ย.หลังการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉินแล้ว ขอให้ทุกฝ่ายมี สติ ให้ยึดประโยชน์ของชาติ บ้านเมือง และประชาชนเป็นหลัก

ศ.ดร.ประสาท กล่าวอีกว่า 2.ที่ประชุมอยากให้ทั้ง 2 ฝ่ายมีการเจรจารอบ 3 โดยให้นำบทเรียนจากการเจรจาทั้ง 2 รอบที่ล้มเหลวมาใช้เป็นบทเรียน ทั้งนี้ การเจรจารอบใหม่อาจเปลี่ยนตัวบุคคลในการเจรจา ไม่ควรนำผู้ที่นิยมความรุนแรงหรือมีแนวโน้มใช้ความรุนแรงมาร่วมเจรจา หรืองดถ่ายทอดสด ควรเป็นการเจรจาเชิงลับ เพื่อให้ทั้ง 2 ฝ่ายไม่รู้สึกกดดันจากกลุ่มผู้สนับสนุน

“กรอบเวลาที่ทางกลุ่มผู้ชุมนุมเสนอให้รัฐบาลยุบสภาภายใน 15 วัน ขณะที่รัฐบาลขอเวลา 9 เดือน ดังนั้น เป้าหมายในข้อยุติอาจจะยังไม่ตรงกัน จึงอยากให้นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี อาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 165 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดวันให้มีการลงประชามติว่าจะมีการยุบสภาภายใน 15 วันหรือไม่ เพื่อให้ประชาชนทั้งประเทศมีส่วนในการตัดสินใจ ซึ่งตรงกับความคิดเห็นของผู้ชุมนุมในขณะนี้ และเป็นการปัญหาสำคัญกลับสู่การตัดสินใจของประชาชน เชื่อว่าการตัดสินใจเช่นนี้จะทำให้การชุมนุมยุติลงได้ และหากผลลงประชามติส่วนใหญ่ เห็นว่านายกรัฐมนตรีควรยุบสภาก็สามารถดำเนินการได้ ซึ่งตามกฏหมายกำหนดให้วันลงประชามติต้องไม่น้อยกว่า 90 วัน และไม่เกิน 120 วัน หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้ว”ศ.ดร.ประสาท กล่าว

ประธาน ทปอ.กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม หากเกิดเหตุรุนแรงขึ้น ทปอ.จะมีการประชุมเพื่อกำหนดท่าที่ต่อสถานการณ์ของบ้านเมืองอีกครั้งหนึ่ง

ด้าน นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมช.ศึกษาธิการ กล่าวถึงเหตุก่อกวนสร้างสถานการณ์ที่เกิดขึ้นต่อสถานศึกษาว่า ตนได้หารือกับ ทปอ. เพื่อขอความร่วมมือให้มหาวิทยาลัยดูแลความปลอดภัย โดยที่สำคัญคือบุคลากรทุกคนต้องช่วยกันสอดส่องดูแล รักษาทรัพย์สินของทางราชการ และได้แจ้งไปยังอธิการบดีแล้วว่าหากมีเหตุที่ต้องการให้ทางรัฐบาลเข้าไปช่วย ดูแลก็สามารถแจ้งมาได้ สำหรับกรณีการลอบวางระเบิดแสวงเครื่องหน้าประตูใหญ่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ไม่ได้ประสงค์ต่อชีวิต แต่เป็นการข่มขู่ สร้างสถานการณ์ให้เกิดความปั่นป่วน ซึ่งไม่รู้ว่าผู้ที่ประสงค์ร้ายคิดอะไรอยู่ แต่เป็นที่น่าสังเกตคือ ในการยิงระเบิด หรือลอบวางระเบิดในภาคส่วนต่างๆ ที่มีอยู่รายวันนั้นจะเห็นว่าสถานที่ที่เป้าหมายจะเน้นไปที่กลุ่ม หรือสถานที่ที่มีความคิดเห็นที่แตกต่างกับกลุ่มผู้ชุมนุมคนเสื้อแดงเสมอ

ด้านนายเติบ ใยเจริญ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา กรุงเทพมหานคร เขต 1 (ผอ.สพท. กทม.) กล่าวถึงการรักษาความปลอดภัยว่า ช่วงนี้อยู่ระหว่างปิดภาคเรียน จึงไม่มีนักเรียนมาเรียน อย่างไรก็เพื่อความปลอดภัยทรัพย์สิน ทางกระทรวงศึกษาธิการ ได้มีหนังสือถึงให้ผู้บริหารสถานศึกษา ให้จัดเวรยามตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ จะเป็นช่วงที่โรงเรียนจะมีการจัดการเรียนการสอนให้แก่เด็ก ม.1 มาเรียนปรับพื้นฐาน ระหว่าง 18 -30 เม.ย. โดยจะมีนักเรียนประมาณแห่งละ 400 คน สำหรับโรงเรียนที่อยู่ใกล้พื้นที่ม็อบเสื้อแดง เช่น โรงเรียนมัธยมวัดมกุกฎกษัตริย์ โรงเรียนสตรีวิทยา โรงเรียนราชบพิธ โรงเรียนราชวินิต โรงเรียนวัดบวร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ขอให้ผู้ปกครอง นักเรียน ที่เข้าเรียนชั้น ม. 1 พยายามติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด

ด้านนายนพพล เหลาโชติ ผอ.ร.ร.มัธยมวัดมกุฏกษัตริย์ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ทางโรงเรียนได้ประชุมและทำความเข้าใจกับผู้ปกครองไปแล้ว เรื่องการให้ลูกหลานมาเรียนปรับพื้นฐานชั้น ม. 1 ช่วงหลังเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งผู้ปกครองส่วนใหญ่บอกว่าจะเดินทางมาส่งถึงประตูโรงเรียนหากการชุมนุมยัง ยืดเยื้อ จึงให้ผู้ปกครอง นักเรียน ติดตามข่าวสารอย่างใกล้ชิด อย่างไรก็ตาม หากมีการเปลี่ยนแปลงตนจะพยายามประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อให้ทราบล่วงหน้า

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน