รักแท้แพ้ระยะทาง “หญิง” น้ำตาคลอส่อเลิกแฟนฝรั่ง


หญิง รฐา โพธิ์งาม

หญิง รฐา โพธิ์งาม

“หญิง” ช่วยแม่ “น้อย” ปลดหนี้เหลือแค่ 2 ล้าน ก่อนน้ำตานองรับห่างแฟนฝรั่ง เหตุไม่มีเวลาคุยกันและวัฒนธรรมต่าง ทำให้เกิดความระแวง เผยทำใจหากรักไม่สมหวัง และเสียดายเพราะฝ่ายชายเป็นคนดี ด้าน “แม่น้อย” แนะให้เปิดใจศึกษาคนใหม่

ถือเป็นลูกกตัญญูอีกคนหนึ่ง สำหรับนักร้องสาว “หญิง รฐา โพธิ์งาม” ที่มุทำงานอย่างหนัก เพื่อช่วยปลดหนี้ทั้งในและนอกระบบให้แม่ “น้อย โพธิ์งาม” ที่เคยประสบปัญหาตกงาน จนต้องไปหยิบยืมเงินคนอื่น รวมทั้งเกิดความผิดพลาดจากการไปค้ำประกันคนอื่น จนเกิดหนี้สินบานตะไทรวม 9 ล้านบาท ล่าสุดหญิงได้เผยอย่างภาคภูมิใจว่า ตอนนี้ช่วยแม่ปลดหนี้สินจาก 9 ล้านเหลือเพียง 2 ล้านแล้วในระยะเวลา 4 ปี

“หนี้สินของแม่จาก 9 ล้าน ตอนนี้เหลืออยู่ประมาณ 2 ล้านแล้ว มันยังไม่หมดเลยซะทีเดียว เพราะเป็นหนี้ที่อยู่ในขั้นศาล ต้องผ่อนระยะยาวจนกว่าจะหมด หญิงเองก็ยังไม่ถึงกับโล่งอก เพราะเรายังได้ชื่อว่าเป็นหนี้เขาอยู่ แต่เจ้าหนี้บางท่านก็น่ารักพูดจาดี บางท่านก็พูดจาไม่ดี บางทีหญิงก็สงสารแม่ คือช่วงนี้เศรษฐกิจมันก็บอกไม่ได้ แล้วแม่เองก็มีหนี้ในศาล ซึ่งจริงๆแล้วแม่ไม่จำเป็นต้องจ่ายก็ได้ เพราะศาลท่านยกเลิกให้ไปแล้ว แต่แม่ถือว่า ณ วันที่เราลำบาก เขายื่นมือมาช่วย วันนี้พอเราลืมตาอ้าปากได้ก็ควรจะคืนเขา อย่างเจ้าหนี้บางท่านไม่เข้าใจเลยก็มี ก็ต้องยอมรับว่าบางเจ้าเองก็ประสบปัญหาของเขา เขาก็เร่งจะเอาเป็นก้อน ซึ่งมันก็ทำให้เรารู้สึกเหนื่อย”

“หญิงก็มีช่วยแม่บ้าง อย่างในช่วงแรกๆหญิงมีอัลบั้มก็จะช่วยได้ในเรื่องของเงิน พอหญิงทำงานได้ก็ให้แม่ หญิงแค่ขอใช้ในส่วนที่อยากได้ อะไรที่เด็กผู้หญิงอยากได้ในยุคช่วงนั้น พอเราโตมากขึ้นอย่างตอนที่แม่ทำร้าน หญิงก็จะช่วยเขาโปรโมต ไปที่ร้านให้คนเห็นบ้าง แต่หลังๆไม่ค่อยได้ไป เพราะต้องทำอัลบั้ม ก็จะอาทิตย์นึงไปแค่ครั้งนึง”

สำหรั เรื่องหัวใจยอมรับเริ่มถอยห่างแฟนฝรั่ง “คริส” มา 3 เดือนกว่าแล้ว ด้วยสาเหตุไม่มีเวลาพูดคุยกันมากเหมือนก่อน รวมทั้งความต่างในเรื่องของภาษา วัฒนธรรม และความคิด พอต่างคนต่างห่างเลยทำให้เกิดความระแวง

“ด้วยความที่คนมันห่างกัน ก็ตอบไม่ได้ว่ามันดีแค่ไหน แต่โอเคเขาดี เราไม่เคยทะเลาะเบาะแว้งกัน แต่มันยากตรงที่ความสัมพันธ์ในรูปแบบนี้ มันไม่รู้ว่าจะดำเนินไปอีกนานแค่ไหน ณ ตอนนี้เราก็ยังคุยกันอยู่ แต่คุยกันน้อยลง แต่เรายังไม่ได้เลิกรากันซะทีเดียว มันอยู่ในช่วงที่เดินมาถึงจุด ที่เรารู้สึกว่าใช่หรือไม่ใช่ จะเลือกเดินต่อไปหรือจะหยุด”

“ตอนนี้เราไม่ค่อยได้คุยกันมากเท่าเดิม แต่เขาก็พยายามนะ อย่างเมื่อก่อนเราจะคุยกันทุกวัน แต่ 2-3 เดือนที่ผ่านมาเราคุยกันประมาณ 2-3 ครั้ง เพราะเรารู้สึกเหนื่อย งานเราก็เยอะด้วย อีกอย่างชีวิตหญิงเองก็หนัก ก็ยากอยู่แล้ว แต่โชคดีอย่างนึงตรงที่เขายังพยายาม คือถึงแม้ว่าเราจะคุยกันน้อย แต่เขาเองก็ยังส่งอีเมล์มา เมล์ยาวมาก (ลากเสียง) จนทำให้เรารู้สึกว่าเขาแคร์เรานะ เราอ่านแล้วรู้สึกได้เลยว่า เขายังเป็นห่วงยังสนใจ”

“ตอนนี้มันก็ไม่ได้ถึงขนาดว่า มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์ แต่ต้องบอกว่าช่วงนี้ชีวิตหญิงเหนื่อยมาก ต้องออกทัวร์ และด้วยเวลาของเรา2 คน ปกติมันก็ไม่ตรงกันอยู่แล้ว ดังนั้นการเจอกันคุยกันหน้าจอคอมพิวเตอร์ ที่จะเห็นหน้ากันมันเริ่มที่จะไม่ค่อยตรงกัน พอมันคุยกันน้อยลง เหมือนเรารู้เรื่องเขาน้อยลง บางทีมันก็มีเรื่องของการระแวงเกิดขึ้น ไม่ใช่ว่าเป็นแค่ใครคนใดคนนึงที่ระแวง แต่มันเป็นด้วยกันทั้งคู่ เลยทำให้เรามีปัญหากันบ้างนิดหน่อย ก็ต้องปรับความเข้าใจกัน คือบางทีเขาเห็นเราไปไหนมาไหน ก็คงคิดว่าเราเป็นศิลปิน เป็นดารา คงได้เจอคนหน้าตาดีเยอะ เขาก็จะเป็นกังวล มีหวงบ้าง”

“ปัญหาเล็กน้อยพวกนี้ยังไม่ค่อยเท่าไหร่ แต่ช่วงคริสต์มาสที่ถ้ามองไปที่ฝั่งอเมริกัน เขาจะมองว่าเป็นวันของครอบครัว แต่ถ้ามองในสายอาชีพของหญิงแล้ว มันคือช่วงหางาน มันเป็นช่วงทำเงิน เขาก็จะไม่ค่อยเข้าใจตรงนี้ จะรู้สึกว่าเฮ้ย..ทำไมเราถึงไปหาเขาไม่ได้ ทำไมไม่มีวันหยุดที่ดีๆด้วยกัน เขาถือว่ามันเป็นวันหยุดใหญ่ของอเมริกัน แต่สำหรับเรามองว่า ด้วยสังคมที่เราอยู่ ด้วยฐานะงาน และสิ่งที่หญิงต้องรับผิดชอบ หญิงไม่สามารถที่จะหยุดแล้วไปเที่ยวได้ หญิงยังต้องทำงาน ต้องมีเงินเก็บเงิน”

“ไม่ใช่ว่าเขาไม่เข้าใจหญิงนะคะ เขาบอกว่าถ้า ณ วันนี้หญิงยังไม่สามารถทำให้เขาได้ ในเรื่องที่เราจะไปหาเขา หรือจะมีช่วงวันหยุดกับครอบครัว เขาก็จะบินมาหาหญิงเองก็ได้ และถ้าเมื่อไหร่หญิงพร้อม ไม่ต้องเหนื่อยขนาดนี้ หรือช่วงไหนที่หญิงอยากจะไปหาเขาก็ค่อยทำ ณ วันนี้ให้เขาทำให้ก่อนก็ได้ เขาเองเข้าใจ แต่แค่รู้สึกว่า….พอมันเกิดประเด็นนี้ขึ้นมา เลยต้องมานั่งคุยกันว่า หรือจริงๆแล้วเราเป็นคน 2 คน ที่มีความต่างกันมากในเรื่องของภาษา วัฒนธรรม ความเชื่อ หรือแม้กระทั่งชีวิตการทำงาน มันเป็นคนสองคนที่เข้ากันไม่ได้หรือเปล่า ตอนนี้อยู่ในช่วงสับสน ก็เลยถอยกันไปนิดนึงเพื่อที่จะคิด แต่หลังจากคิดแล้วมันจะเป็นยังไงก็ต้องดูอีกที”

“คือด้วยชีวิตของหญิงที่ไม่ได้เกิดมาพร้อม เกิดมาบนกองเงินกองทอง เราจำเป็นที่จะต้องหาเงินให้ได้เยอะๆ ซึ่งงานมันสำคัญกับชีวิตของหญิง แล้วหญิงเองเป็นวงกลุ่ม ถ้าเราไม่อยู่สักคน เขาจะรับงานกันไม่ได้มันคือความรับผิดชอบในมุมของการเป็นศิลปินกลุ่ม เพื่อนเรายังมีความรับผิดชอบ อย่างเจนนี่ (เจนนิเฟอร์ โปลิตานนท์) เองก็มีแฟน เขาก็เลือกที่จะมาทำงานเช่นกัน ดังนั้นเมื่อเพื่อนเต็มที่กับงาน เราก็ต้องเต็มที่กับงานด้วย ถึงแม้บางทีอาจจะอยากทำอย่างอื่นมากก็ตาม แต่ในเมื่อทุกคนเลือกงาน เราก็ต้องเลือกงานด้วยเหมือนกับทุกคน”

น้ำตาไหลหากต้องเลิกราแฟนหนุ่มจริงๆ เผยรู้สึกกลัวและเสียดายเวลาที่คบหากันมานานกว่า 2 ปี ด้านแม่ “น้อย โพธิ์งาม” แนะให้เปิดใจศึกษาคนอื่น

“หญิงเองก็ทำใจไว้บ้างแล้ว คือถ้ามันไม่ได้เป็นอย่างที่คิดไว้ เราคงรู้สึกเสียดายเวลา บอกตรงๆกลัวมากเหมือนกัน เพราะหญิงไม่ได้เกิดมาในชีวิตที่พร้อมทั้งครอบครัวและอะไรทุกอย่าง ฉะนั้นพอเจอคนที่เขาดีกับเรา มันตรงอย่างที่หญิงต้องการและตั้งไว้ว่า เขาเป็นคนๆนั้นที่เข้าใจเราที่สุด และยอมให้เวลากับเรา (น้ำตาคลอ) ถ้าวันนึงมันต้องเลิกรากัน ด้วยการที่ไม่ได้มีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไปมีคนอื่น แต่มันเป็นการเลิกรากันด้วยเวลาที่ไม่มีให้กัน เราก็รู้สึกเสียดาย”

“ด้วยความที่เราเองก็เริ่มที่จะโตแล้ว อายุเยอะแล้วในมุมของผู้หญิง เราก็อาจจะมีคาดหวังบ้าง ก็คิดว่าถ้าได้เจอคนที่ดีแล้ว เราก็ควรจะดูแลให้มีความรักที่ดี แต่ด้วยอะไรหลายๆอย่าง มันทำให้เราดูแลความรักของเราได้ยาก เพราะมันไกลกัน มันต้องเสียสละและตัดสินใจอะไรอีกเยอะ แต่คู่เรายังไม่ได้อะไรถึงขั้นนั้น เขาเองก็พยายาม หญิงก็คงไม่ปล่อยให้เขาพยายามอยู่ฝ่ายเดียว”

“แม่หญิงเองก็บอกว่า ด้วยความที่มันต่างกันอะไรหลายๆอย่าง ขอให้ทำใจ เปิดใจยอมรับคนอื่นไว้บ้าง ให้คนอื่นได้มีโอกาสเข้ามาเรียนรู้ หรือเราได้เรียนรู้คนอื่นบ้าง ไม่ใช่ว่าแม่ปลื้มหรือไม่ปลื้มเขา แต่ว่าความสัมพันธ์ในรูปแบบนี้ มันเป็นความสัมพันธ์ที่ยาก และแม่ก็สงสารหญิง เพราะในบางวันที่เราเหนื่อยที่สุด หรือในวันที่เราต้องการใครสักคนที่จะมาอยู่ข้างๆเราที่สุด มันไม่มีไงคะ โอเคมีแม่มีเพื่อน แต่คนที่อยู่ในจุดนั้นมันไม่มี คือมันอาจจะมีก็จริง แต่ไม่เอื้อที่เราจะมาคุยกันได้ทุกสิ่งทุกอย่าง อย่างวันนี้หญิงเหนื่อยมากๆ ก็อยากจะมีใครสักคนมาอยู่และจับมือ มาคุยกับเรา มันไม่มีไงคะ คือเรารู้ตัวว่ามีใครเป็นห่วง แต่หันไปมันไม่มีใคร(ร้องไห้) บางทีเราก็แอบร้องไห้คนเดียวบ่อยๆ”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

Advertisements