ยึดทรัพย์ทั้งหมดเป็นของแผ่นดิน


ทักษิณ-แก้วสรร

ทักษิณ-แก้วสรร

อดีต คตส. ผู้ที่เป็นเจ้าของสำนวนคดียึดทรัพย์ ‘แก้วสรร อติโพธิ’ ยืนยันว่าต้องยึดทรัพย์ทั้งหมด เป็นของแผ่นดิน โดยไม่เกี่ยว ว่าทรัพย์นั้นได้มาก่อนหรือหลัง พร้อมโต้แย้งในหลายประเด็น…

นาย แก้วสรร อติโพธิ อดีตคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เปิดเผยกับไทยรัฐ ออนไลน์ว่า ไม่เคยคิดว่า คดีดังกล่าวจะกลายเป็นจุดแตกหักทางการเมือง แต่คดีนี้เป็นคดีที่ดีที่สุด ชัดที่สุด ทั้งกฎหมาย และข้อเท็จจริง โดยมี 2 ส่วน

1.เรื่องซุกหุ้น เป็นเรื่องที่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ​ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีตามที่อ้างว่า หุ้นทั้งหลายได้ขายให้ลูก ไปหมดแล้ว ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่า ไม่จริง ซึ่งคิดว่า พยานตรงนี้พอที่จะให้ศาลเชื่อได้

2. เรื่องใช้อำนาจเอื้อประโยชน์โดยไม่ถูกต้อง คือ เมื่อดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ไม่ยอมทิ้งหุ้น เอาชื่อลูกมาใส่ไว้ แต่ปรากฏ ว่าได้เกิดการใช้อำนาจขององค์กร เจ้าหน้าที่ของรัฐ ไปเอื้อประโยชน์ ให้ พ.ต.ท.ทักษิณ​ และ ชินคอร์ป 5 มาตรการ เอื้อ ประโยชน์ ไม่ถูกต้องอย่างไร ต้องพิสูจน์ ให้ศาลเห็น

“คิดว่า สองประเด็นพอนะ เหลือเพียงข้อกฎหมาย ว่าทำอย่างไรถึงยึดทรัพย์ได้ อาศัยฐานอะไร อะไรคือทรัพย์ที่ถูกยึด ก่อนหน้า นี้กฎหมายระบุว่า การร่ำรวยโดย ไม่ถูกต้อง หมายถึงเพียงว่า มีฐานะ มีประโยชน์ รวยแล้วอธิบายไม่ได้ว่าได้มายังไง ก็ให้ยึด ตรงนั้น แต่มาในปี 2542 กฎหมาย ป.ป.ช. แก้ไข เพิ่มความร่ำรวย ที่ไม่ถูกต้องอีกชนิดหนึ่ง คือได้ทรัพย์สินมา โดยไม่สมควร สืบเนื่องจากตำแหน่งหน้าที่ ไม่ใช่แค่รวยแล้วอธิบายไม่ได้” นายแก้วสรร กล่าว

นายแก้วสรร กล่าวอธิบายต่อว่า การซุกหุ้นเมื่อเป็นนายกฯ​ หน่วยงานใต้อำนาจ ได้ออกมาตรการเอื้อประโยชน์ ให้ธุรกิจ ของนายกฯ ทำให้ธุรกิจของนายกฯ​ มีมูลค่าสูงขึ้น ตรงนี้ยึดหุ้นได้หรือไม่ มูลค่าที่สร้างขึ้นโดยบิดเบือนอำนาจรัฐ ให้แก่ธุรกิจ ของตนเอง ตรงนี้ทำให้เกิดประโยชน์ที่ไม่สมควรจะได้ เป็นความร่ำรวยที่ไม่ถูกต้อง ถ้าศาลเห็นว่าเป็นความร่ำรวยไม่ถูกต้อง จะยึดอะไร ต้องคืนทุนให้ พ.ต.ท.ทักษิณ​หรือไม่ อันนี้เป็นอีกประเด็น โดยก่อนเป็นนายกฯ ​หุ้ น ราคา 20,000 ล้านบาท พอขาย ได้ 73,000 ล้านบาท แล้วจะคืนเงิน 20,000 ล้านบาทหรือไม่ ในความเห็นของ คตส.​ คือ ทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง คือ หุ้นทั้งก้อน ต้องถูกริบ เพราะนี่คือการลงโทษ ไม่ใช่เรื่องไปลงทุนด้วย แล้วแบ่งกัน และหากศาลฟังว่าซุกหุ้น ต่อไปต้องพิจารณา ถึงมาตรการ เอื้อประโยชน์​ ถ้าศาลบอกว่า เอื้อประโยชน์ ไม่ถูก และเป็นความรำ่รวยที่ไม่ถูกต้อง ก็ต้องตัดสินต่อไปว่า จะยึดหมดหรือไม่ อะไรคือทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมดเป็นคดีที่ทำมาแล้วรอศาลตัดสิน

กรณี ปล่อยกู้พม่า ที่มองว่า ทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม นายแก้วสรร กล่าวว่า เป็นเรื่องการทุจริตเชิงนโยบาย นายกรัฐมนตรี มีประโยชน์ทับซ้อน ถามว่า ทำไมต้อง เป็นบริษัทชินแซท ฯ ต้องการเอาของไปขายพม่า แต่พม่าไม่มีเงิน นายกฯ เอาธนาคาร รัฐให้พม่ากู้ เพื่อซื้อสินค้าบริษัทตัวเอง ส่วนจะเป็นประโยชน์ ประเทศชาติหรือไม่ ไม่ได้เถียงกันตรงนั้น

ส่วน ของพ.ร.ก.สรรพสามิต ฯ นายแก้วสรร กล่าวว่า ในรัฐธรรมนูญต้องการระบบโทรคมนาคมเสรี คำว่าเสรีหมายความว่า ทศท เอไอเอส จะทำอะไร ต้องขออนุญาต สิ่งแรกที่ต้องทำ คือยกเลิกระบบสัมปทาน ทศท กสท เป็นเจ้าสัมปทาน การเลิกสัญญา สัมปทาน หรือแปรสัญญาสัมปทาน หมายถึง ใครติดค้างเท่าไหร่ให้จ่ายให้หมด แล้วเอาคลื่นเดิมไปขออนุญาต กทช. กฎหมาย เขียนว่า ให้คิดเท่าที่จำเป็นในการบริหาร และในการนำเงินไปทำ โทรศัพท์ ในสมัยรัฐบาล นายชวน หลีกภัย พยายามเลิก สัญญาสัมปทาน แล้วเข้าระบบอนุญาต เกือบสำเร็จ แต่ไม่สำเร็จ มาสมัย พ.ต.ท.ทักษิณ​แทนที่จะเจรจาต่อ เลิกกันแล้วขอ อนุญาตใหม่ แต่ปรากฏว่าไม่ยอมเลิก ถ้าเลิกสัญญา เอไอเอสต้องเสียให้ ทศท และกทช​ ประมาณร้อยละ 15 ดังนั้นต้นทุน รัฐบาลจะลดลงร้อยละ 5 ซึ่งตรงนี้ กทช.จะต้องใช้อำนาจกดค่าโทรศัพท์ลงมา เพื่อเอาร้อยละ 5 ไปให้ประชาชน ค่าโทรศัพท์ น่าจะถูกลง ร้อยละ 5 นี่คือระบบที่วางไว้ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต ออกกฎหมาย เก็บภาษี แล้วให้ผู้ประกอบการ เอาภาษีที่เสีย ไปหักกับค่าสัมปทานได้ ดังนั้นเงินที่จ่ายให้ทศท ถูกแบ่งเป็น 2 ก้อน ก้อนหนึ่งไปเข้า ทศท ในฐานะภาษี ที่เหลือไปเข้า ทศท ถ้าปล่อยไปอย่างนี้ ผู้ประกอบการรายใหม่เข้ามาต้อง เสียภาษีสรรพสามิต ดังนั้น สิ่งที่หวังว่า ประชาชนจะไม่ต้องเสียผ่านระบบสัมปทาน ก็ต้องเสียอยู่ดี แต่ระบบเสรีไม่ต้องการให้มีค่าสัมปทานอีก และอ้างว่า เป็นรายได้ ของรัฐ ทั้ง ๆที่รัฐไม่มีสิทธิ์จะได้อีกต่อไป ประชาชนต่างหากมีสิทธิ์ได้ คนที่เสียหาย คือประชาชน

นายแก้วสรร กล่าวถึงการต่อสู้คดี ว่า ถ้าศาลตัดสินว่าซุกหุ้น จะมีคดีตามมาอีกมาก ทั้งแจ้งภาษีเป็นเท็จ คดีอาญาจะหล่นใส่ จนรับไม่ไหว ที่สำคัญเป็นคดีทุจริตขอส่ง ผู้้ร้ายข้ามแดน ในหลายประเทศได้ แต่หากพ.ต.ท.ทักษิณ แพ้คดียึดทรัพย์จะลำบาก ถึงแม้จะหนีได้ก็ตาม แต่หากชนะทางจะเปิดสำหรับ พ.ต.ท.ทักษิณ ​เหลือเพียงที่ดินรัชดาเพียงคดีเดียวซึ่งเป็น แค่ความผิดวินัย

นาย แก้วสรร กล่าวทิ้งท้ายว่า ไม่ว่าคดีนี้จะยุติยังไง ตนทำตาม หน้าที่ ศาลทำตามหน้าที่ เพราะฉะนั้นทุกคนต้องยอมรับ ผลออกมายังไง ต้องทำตามนั้น กลไกทำงานแล้ว ยอมกันหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องสมานฉันท์ แต่เป็นเรื่องหน้าที่

ที่มา หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ