พ่อ-ลูกผูกพัน “พ่อไชยยันต์” กับ “ลูกลีเดีย ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา”


ลีเดีย ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา

ที่ผ่านมาหากนึก ถึงภาพครอบครัวของนักร้องสาว “ลีเดีย” ศรัณย์รัชต์ วิสุทธิธาดา คนแรกที่จะนึกถึงก็คือ ภาพของแม่นักบู๊ที่ออกมาปกป้องลูกสาวเมื่อครั้งตกเป็นข่าวกับหมอดูคนดัง แต่หากนึกถึงภาพฝั่งพ่อหลายคนจะนึกถึงภาพผู้ชายกลางคนมาดนิ่งๆ นุ่มๆ วันนี้สกู๊ป “พักยก” ฉบับพิเศษวันพ่อ เลยขอไปดูซะหน่อย ว่าภายใต้มาดนิ่ง และนุ่ม พ่อคนนี้เวลาอยู่กับลูกสาวเป็นอย่างไร

เรานัดหมายกันที่ “เกียรติธาดา รีสอร์ท แอนด์ เฮ้าส์” ธุรกิจห้องพักของครอบครัววิสุทธิธาดา ย่านลาดพร้าว 71 เมื่อไปถึง คุณพ่อ ไชยยันต์ วิสุทธิธาดา หรือที่ลูกๆ เรียกว่า ปาป๊า กำลังง่วนอยู่กับการสั่งงานภายในรีสอร์ท นั่งรอสักพัก รถเบนซ์สปอร์ตคันงาม สีแดงแสบตา ก็เลี้ยวเข้ามาจอด สาวลีเดีย เดินลงมาจากรถพร้อมน้องหมาตัวป่วนแสนรัก 2 ตัว เจ้าดั๊งกี้ กับเจ้าปารีส

พอเห็นลูกสาวเดินมาสมทบ ปาป๊าก็ชวนลูกสาวเดินดูบริเวณรอบๆ รีสอร์ท พร้อมกับให้เก็บภาพมุมต่างๆ ซึ่งก็เลยได้โอกาสเดินคุยกันไปเรื่อยๆ “คือถ้าพูดถึงเรื่องความดุ ป๊าจะใจดีกว่าแม่ ถ้าจะขออะไรส่วนใหญ่ก็จะขอป๊า แล้วค่อยไปขอแม่ มีอะไรก็จะคุยกับป๊าก่อน โดยเฉพาะการตัดสินใจใหญ่ๆ เช่น ซื้อรถ รวมถึงจะไปเที่ยวกับเพื่อน” ลีเดียเริ่มต้นเล่าถึงคุณพ่อ

เมื่อถามถึงความสนิทสนมระหว่างพ่อลูก ปาป๊า บอกว่าสนิทกันเหมือนพ่อลูกทั่วไป หากลูกสาวมาขอความคิดเห็น หรือถามอะไรก็จะช่วยกลั่นกรองให้ แต่ถ้าเป็นเรื่องหนุ่มๆแล้วล่ะก็ จะให้เป็นเรื่องประสาผู้หญิงระหว่างแม่ๆ ลูกๆ ซะมากกว่า

“โอย…ตอนเด็กๆ เดียเป็นเด็กเจ้าปัญหา จะมีปัญหาไปทุกเรื่อง คำว่า ทำไม ทำไม ทำไม นี่จะมีตลอด ตั้งแต่ 5 ขวบ ถ้าถามว่าดื้อไหม…อืม” ปาป๊า ยังไม่ทันตอบจบ ลีเดียรีบ ชิงพูดขึ้นมาแกมฟ้อง “ดื้อ ไม่ดื้อ ไม่รู้แหละ แต่ป๊าทำคางเดียแตกมาแล้ว ตอน 5 ขวบเอง เจ็บตัวเพราะป๊าครั้งแรก วันนั้นไปเล่นน้ำ เล่นสไลเดอร์ลงมา ป๊าลงมาทับเดีย คางแตกเลย” เดียเล่าให้ฟังแกมฟ้อง

ปาป๊า เสริมพร้อมหันไปหาลูกสาว “ตอนนั้นก็ตกใจนะ กลัวจะเป็นอะไร เพราะเลือดออกมาเยอะมาก” ก่อนที่จะย้อนไปเล่าเรื่องวัยเด็กของลูกสาวให้ฟังต่อ “ตอนแบเบาะ เด็กๆเดียเลี้ยงไม่ยากเลย ไม่ค่อยร้องไห้ น่ารักมาก หัวหยิก จำได้เลยพอเริ่มเดินได้ จะชอบฟังเพลงนูโว พอเปิดเพลงปุ๊บ จะเห็นยืนเต้นอยู่หน้าวิทยุแล้ว”

ลีเดีย อธิบายเสริมว่าแววการร้องเพลงจริงๆ แล้วไม่ได้มาจากไหน แต่มาจากปาป๊านี่เอง เพราะปาป๊าเป็นคนชอบดนตรีอยู่แล้ว ปาป๊าจะเล่นกีตาร์ แล้วคีย์บอร์ด ก็จะร้อง จะเล่นด้วยกันตอนเด็กๆ

เดินผ่านอาคารเรียงแถวที่คั่นกลางด้วยสวน เลยชี้ชวนให้สองพ่อลูกพักการคุย เพื่อเก็บภาพกับชิงช้าไม้ตัวใหญ่ แน่นอนน้องหมารออยู่แล้ว พอนายทั้งสองนั่งปุ๊บ ทั้งเจ้าดั๊งกี้ และเจ้าปารีส ก็กระโดดขึ้นไปนั่งข้างๆ ทันที

เก็บภาพแล้ว ก็เดินพูดคุยกันต่อ เมื่อถามว่าส่วนใหญ่จะสอนอะไรลูกสาวคนนี้ ปาป๊า ตอบว่าการสอนก็แล้วแต่ เรื่องที่จะเกิดขึ้น ว่าสาหัสแค่ไหน จะไม่ตึงหรือหย่อนเกินไป ซึ่งปกติก็จะสอนในแบบครอบครัวคนไทย เพราะลูกสาวเรียนโรงเรียนฝรั่ง

“ทุกวันนี้ก็เอาใจช่วย อยากให้อยู่รอด ถึงจะดังก็จริง แต่สำหรับสายตาพ่อแม่ ก็ยังเป็นเด็กตลอดเวลา เวลาไปดูเขาร้องเพลง ก็ยังช่วยลุ้นอยู่ว่าจะรอดไม่รอด เรื่องการทำงาน ก็สอนเขาเสมอให้มีสติ อย่าเหลิง แต่ไม่รู้จะรับฟังหรือเปล่า อีกอย่างอยากจะให้เขาเห็นคุณค่าของเงิน เงินทองของเขาหามาง่าย แต่สมัยเรามันยาก” ปาป๊าพูดจบ ลีเดียทำหน้างอนแกมหยอกใส่

เดี๋ยวจะงอนกันเสียก่อน เลยจะให้พ่อลูกหอมแก้มแสดงความรักโชว์ แต่งานนี้ถ้าจะลำบาก เพราะลีเดียบอกว่า “ครอบครัวเราไม่ค่อยแสดงออกอะไรกันเท่าไหร่ ไม่บอกรัก ไม่กอด ไม่หอม ไม่รู้ทำไม” ลีเดียพูดจบ ป๊าเสริมขึ้นมาทันที “ไม่ค่อย จะกอดจะหอมเฉพาะตอนเด็กๆ พอโตก็ไม่ ป๊าเป็นครอบครัวคนจีน อากง อาม่า ก็ไม่เคยจะมาทำอะไรแบบนี้”

จากสมัยเด็กของรุ่นพ่อจนมาถึงยุคที่ลืมตาอ้าปากได้ในรุ่นลูก เมื่อถามว่ารู้สึกอย่างไรที่ทุกวันนี้สบายแล้ว ปาป๊า บอกว่า “ทุกวันนี้ก็ยังไม่สบาย ยังต้องใช้หนี้อยู่เลย ถ้าจะเรียกว่าสบายก็ต้องเหมือนที่ข่าว ว่าไปรับเงินเขาสิ ถึงจะสบายแล้ว นี่ไม่ได้ไปรับไงก็เลยยังไม่สบาย

พูดมาถึงตรงนี้เลยต้องถามต่อถึงเรื่องข่าวที่ผ่านๆ มา “ตอนหลังๆ ก็รับกับข่าวไม่ค่อยได้ สิ่งที่เกิดขึ้นนำความเดือดร้อนมาให้เราทั้งครอบครัวตลอด ปาป๊าเองไม่มีความจำเป็น จะต้องไปรับเงินเขา ไม่จำเป็นต้องไปขายลูกกิน ถูกโจมตีอยู่เรื่อยว่าไปรับเงินเขามา” ปาป๊าตอบด้วยความรู้สึกเหนื่อยหน่ายกับข่าวลือที่เกิดขึ้น ก่อนจะบอกต่อว่า “แต่ตอนนี้เฉยๆ แล้ว เขาอยากจะโจมตีอะไรก็ไม่เป็นไร”

ย้อนกลับไป ถามถึงวันที่ฝ่ายแม่ไปบู๊กับหมอดูคนดัง ว่าตอนนั้นพ่อคิดอะไรอยู่ด้านล่างเวที ปาป๊า ตอบแบบไม่กั๊ก “วันนั้นก็ลุ้นอยู่ ถ้ามีอะไรก็คิดว่าจะเข้าไปซ้ำเลย เพียงแต่ที่เห็นแม่ไปก่อน เพราะแม่เขาทนไม่ไหวก่อนแค่นั้น” พ่อลีเดียว่างั้น ขณะที่ลูกสาวรีบเสริม “ป๊าเป็นเชื้อเพลิงแม่เป็นไฟ (หัวเราะ)”

คุยไปคุยมาก็เดินมาถึงภายในตัวห้องพัก สองพ่อลูกเดินสำรวจ พร้อมกับให้เก็บภาพมุมนั้น มุมนี้ เห็นกิจการมากมายขนาดนี้เลยถาม ว่าลูกสาวคนนี้มีแววจะมารับช่วงต่อได้หรือยัง “ยังมองไม่ออกว่าจะมีลูกคนไหนมารับต่อหรือเปล่านะ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอีก 2 คนจะกลับมาเมืองไทยหรือเปล่า เพราะตอนนี้ไปเรียนต่อที่อเมริกา” พ่อพูดแบบนี้เมื่อหันไปทางลูกสาว ที่สวนทันที “อะไรเป็นเงินเดียทำได้หมดอยู่แล้วล่ะ” ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนกล่าวพร้อมหัวเราะเสียงใส

เดินจนทั่วก่อนกลับเลยต้องให้ทั้งคู่เป็นตัวแทนฝากไปถึงพ่อและลูกๆ ทุกคนกัน เริ่มจาก ปาป๊า “อยากให้ลูกๆ ทุกคนเชื่อว่าพ่อแม่ทุกคน 100 เปอร์เซ็นต์รักลูกมากกว่าที่ลูกรักพ่อแม่แน่นอน ลูกเป็นเหมือนแก้วตาดวงใจ ไม่ว่าจะทำตัวอย่างไร จะดี จะเลว พ่อแม่หวังดีต่อลูกเสมอ ไม่มีพ่อแม่คนไหนจะทำลายลูกได้”

ขณะที่ ลีเดีย พูดแทนลูกๆ ทุกคน “จริงๆ แล้ววันพ่อเป็นแค่วันๆ เดียว แต่เราสามารถทำให้พ่อทุกวัน ใช้เวลากับพ่อให้เยอะๆ ชีวิตมันสั้นนะ” พูดจบก็หันไปมองหน้าพ่อ ด้วยสายตาผูกพัน

แม้พ่อลูกคู่นี้จะไม่หวาน ไม่ได้แสดงความรักด้วยการหอม กอดกันตลอดเวลา ทว่าตลอดระยะเวลาที่เราใช้เวลาอยู่กับทั้งคู่ ทำให้เห็นได้ว่าทั้งคู่ต่างรักและห่วงใยกันไม่น้อยไปกว่าพ่อลูกคู่ไหนๆ

Advertisements