คุก 1 เดือน “การุณ” ถ่อยโดดถีบ “สมเกียรติ” กลางสภา!


สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์

สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์

ศาลแขวงดุสิต สั่งจำคุก 1 เดือน ปรับ 1 พันบาท “เก่ง การุณ” ส.ส.เพื่อไทย โดดถีบ “อาจารย์สมเกียรติ” ส.ส.ปชป.ที่ห้องอาหารรัฐสภา ส่วนดูหมิ่นซึ่งหน้า โทษปรับ 1 พันบาท แต่โทษจำคุกให้รอลงอาญา 2 ปี เพราะไม่เคยถูกจำคุกมาก่อน

วันนี้ (1 ธ.ค.) เมื่อเวลา 10.00 น.ที่ศาลแขวงดุสิต ถนนบรมราชชนนี ศาลนัดอ่านคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการศาลแขวงเป็นโจทก์ และนายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ ส.ส.สัดส่วนพรรคประชาธิปัตย์ โจทก์ร่วมยื่นฟ้อง นายการุณ โหสกุล ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย เป็นจำเลยในความผิดฐานทำร้ายผู้อื่นเป็นเหตุให้ได้รับอันตรายแก่ร่างกายและ ดูหมิ่นซึ่งหน้า

ตามฟ้องโจทก์บรรยายสรุปว่า เมื่อวันที่ 26 เมษายน 2551 ที่อาคารรัฐสภาได้มีการจัดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งในการประชุมช่วงหนึ่งได้หยิบยกเอาเหตุการณ์ชุมนุมของกลุ่มพันมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยขึ้นมาอภิปราย โดยโจทก์ร่วมได้ใช้สิทธิอภิปรายจนเสร็จสิ้นแล้ว ได้เดินออกจากห้องประชุมไปพบกับนายนิพนธ์ บุญญามนี ส.ส.ประชาธิปัตย์ ที่ห้องอาหาร อาคารรัฐสภา โดยมีการพูดจาทักทายจับมือกัน ต่อมาจำเลยได้เดินเข้ามาพร้อมกับตะโกนต่อว่าอย่างรุนแรงด้วยถ้อยคำหยาบคาย และใช้กำลังทำร้ายร่างกายจนโจทก์ร่วมได้รับบาดเจ็บ โจทก์ร่วมเข้าแจ้งความต่อพนักงานสอบสวน สน.ดุสิต จำเลยให้การปฏิเสธทั้งในชั้นสอบสวนและชั้นพิจารณาคดี

พิเคราะห์แล้วมีประเด็นต้องวินิจฉัยว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีพยานเบิกความว่าขณะที่โจทก์ร่วม เข้ามาพบนายนิพนธ์แล้ว จำเลยเดินตามมาตะโกนด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย อาทิ “ไอ้เหี้…มึงจะเอาไงกับกู” และถ้อยคำหยาบคายอื่น ๆ พร้อมกับใช้เท้าขวา ถีบเข้าที่ท้องน้อย และชกต่อยเข้าที่ใบหน้าโจทก์ร่วม จนนายนิพนธ์ต้องใช้มือกันเอาตัวจำเลยออกไปจากที่เกิดเหตุ ไปติดผนังตู้แอร์ ห่างไปประมาณ 3-4 เมตร แต่จำเลยยังตะโกนด่าด้วยถ้อยคำหยาบคาย จนเพื่อน ส.ส.ของจำเลยต้องเข้ามาห้ามปรามและนำตัวออกไปจากห้องอาหาร โจทก์ร่วมเข้าแจ้งความและเข้ารับการตรวจร่างกายโดยแพทย์ระบุว่า โจทก์ร่วมถูกทำร้ายจริง พร้อมกันนี้รัฐสภาก็ยังตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยมี พ.อ.อภิวันท์ วิริยะชัย รองประธานสภาเป็นประธาน และมี ส.ส.พรรคของจำเลยและพรรคร่วมรัฐบาลเป็นกรรมการ สรุปผลสอบว่ามีการทำร้ายร่างกายและมีการด่าทอกัน แต่ไม่ระบุชื่อจำเลยเป็นผู้กระทำ

ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ผลสอบดังกล่าว เป็นการตั้งประเด็นว่ามีการทำร้ายโจทก์ร่วมหรือไม่ ซึ่งหากไม่มีการทำร้ายโจทก์ร่วมคงไม่มีการตั้งกรรมการขั้นมา จึงฟังได้ว่าผลสอบดังกล่าวเป็นกรณีเดียวกันกับการทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วม จากพยานหลักฐานโจทก์ดังกล่าวเชื่อได้ว่า จำเลยติดตามโจทก์ร่วมไปที่ห้องอาหารและได้ทำร้ายร่างกายโจทก์ร่วม อันเป็นความผิดฐานทำร้ายผู้อื่น แต่ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย ส่วนที่จำเลยตะโกนด่าทอโจทก์ร่วม จึงเป็นความผิดฐานดูหมิ่นซึ่งหน้า ข้ออ้างของจำเลยที่อ้างว่าจะเดินไปสอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับการอภิปรายนั้น เป็นเพียงการกล่าวอ้างลอยๆ ไม่มีน้ำหนักหักล้างพยานโจทก์ได้ พิพากษาว่า จำเลยกระทำผิดตามฟ้องจริง ลงโทษจำคุก 1 เดือน ปรับ 1,000 บาท ส่วนการดูหมิ่นซึ่งหน้าให้ลงโทษปรับ 1,000 บาท แต่เมื่อพิเคราะห์แล้วแม้จำเลยจะเคยกระทำผิดมาแล้วหลายคดี แต่ยังไม่มีคดีใดที่ถูกลงโทษจำคุก โทษจำคุกจึงให้รอการลงโทษไว้เป็นเวลา 2 ปี

ภายหลังฟังคำพิพากษา นายการุณกล่าวว่า ตนเคารพในกติกาสังคมและจะไม่ยื่นอุทธรณ์คดี เพราะถือเป็นเรื่องเล็กน้อยเสียเวลา คดีนี้เรารู้ในใจกันดี ระหว่างอาจารย์สมเกียรติกับตนว่าอะไรเกิดขึ้น ก่อนฟังคำพิพากษาก็ได้มีการยกมือไหว้ทักทายกันแล้ว แต่จะให้ขอโทษคงไม่ขอโทษ เพราะไม่ใช่เรื่องที่เป็นสาระ ปกติก็พบปะทักทายกันหลายครั้ง ยืนยันว่าสิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้เกิดจากอารมณ์หรือโทสะโมโห แต่เป็นความตั้งใจของตนตั้งแต่แรกแล้ว

ด้าน นายสมเกียรติกล่าวว่า เชื่อมั่นในพยานหลักฐาน ที่มีทั้งผลการตรวจร่างกายและผลสอบข้อเท็จริงของคณะกรรมการรัฐสภา และคดีนี้ตนไม่ได้มุ่งหมายจะให้มีการลงโทษ แต่ต้องการสร้างบรรทัดฐานให้ ส.ส.ที่เป็นตัวแทนประชาชน เรียกตัวเองว่าผู้ทรงเกียรติในสภา แต่มีพฤติการณ์ลักษณะนี้ จะกระทบต่อความเชื่อถือของประชาชน ผู้ที่เป็น ส.ส.ต้องต่อสู้เพื่อผลประโยชน์ของประชาชนมิใช่ปกป้องผลประโยชน์ของนักโทษ เพียงคนเดียว ฝากกระตุ้นเตือนวิปรัฐบาลว่าควรจะรีบนำประมวลจริยธรรมของ ส.ส.และ ส.ว.มาพิจารณาให้เสร็จสิ้นในการเปิดประชุมสภาครั้งหน้า

“เชื่อว่าจะไม่มีการยื่นอุทธรณ์ของทั้งสองฝ่าย เพราะศาลได้ปรานีโดยรอการลงอาญาแล้วแก่จำเลย และผมก็พอใจคำพิพากษาที่ปรากฏต่อสังคมแล้ว อย่างไรก็ตาม ผมขอโทษนายการุณและทนายความที่ต้องนำคดีเข้าสู่ศาล มิได้มุ่งหมายเป็นอย่างอื่น อยากให้ ส.ส.เป็นแบบอย่างให้แก่สังคม ทำตัวให้เหมาะสมกับการขอขึ้นเงินเดือนในครั้งนี้ แต่นายการุณไม่ได้กล่าวขอโทษ เพียงแต่บอกสั้นๆ ว่า ไม่เป็นไรครับ คิดว่าการต่อสู้คดีนี้มาเกือบ 2 ปี มีความคุ้มค่า” นายสมเกียรติกล่าว

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์