ปริศนา “หมอกฤษฏ์” กับ “บริเฉท 7 ดารา” ตอน 3 “ปฏิบัติการเคอิโงะ พลิกแผ่นดินตามหาอาจารย์ของหมอกฤษฏ์ ที่ อ.จอมบึง”


หมอกฤษฏ์ ที่ถ่ายกับ หลวงปู่ปริศนา ที่วัดที่ตนเองบวช

หมอกฤษฏ์ ที่ถ่ายกับ หลวงปู่ปริศนา ที่วัดที่ตนเองบวช

เมื่อมีหลักฐานยืนยันชัดเจนว่าหมอกฤษฏ์ คอนเฟิร์ม ไม่ได้มาบวชเณรและร่ำเรียนวิชาดูดวงตำราบริเฉท 7 ดาราที่วัดสัตตนารถฯ อย่างที่เจ้าตัวกล่าวอ้างในนิตยสาร WHO เป้าหมายต่อไปของ ASTV บันเทิงผู้จัดการออนไลน์จึงต้องเบนเข็ม ไปตรวจสอบข้อมูลของหมอกฤษฏ์ที่เคยเขียนในพ็อกเก็ตบุ๊คของตนเองว่า”….

“ได้มาเรียนวิชาบริเฉท 7 ดาราจากหลวงปู่วัย 96 ปี พระลูกวัดแห่งหนึ่งในอำเภอจอมบึง ซึ่งขณะนั้นเป็นสำนักสงฆ์ตั้งอยู่กลางป่า โดยหลวงปู่ดังกล่าวได้สืบทอดวิชาการดูดวงมาจาก “หมอหน้าบาก” ซึ่งหมอหน้าบากเป็นศิษย์ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชา มาจากพระครูอินทร์เทวดานั่นเอง จากนั้นหลวงปู่ก็ได้มรณภาพไปเมื่อปี 2548 นอกจากนั้นแล้วหมอกฤษฏ์ยังได้บรรยายลักษณะของหมอหน้าบากในพ็อกเก็ตบุ๊คอี กว่า หน้าจะบากเนื่องจากถูกมีดฟันตั้งแต่ประมาณกลางกระหม่อม เรื่อยลงมาจนถึงจมูกแล้วก็ยาวไปถึงหางหูทางด้านซ้าย”

จากข้อมูลดังกล่าว บวกกับภาพของหมอกฤษฏ์ที่ถ่ายคู่กับหลวงปู่ในพ็อกเก็ตบุ๊คของหมอกฤษฏ์ ได้กลายเป็นข้อมูลที่เราใช้ตามหาอาจารย์ปริศนาของหมอกฤษฏ์ ที่อำเภอจอมบึง เช่นเดียวกับที่ “ด.ช.เคอิโงะ” ตามหาพ่อ

อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี มี 6 ตำบล 33 วัด หากจะค้นหาทุกวัดคงต้องใช้เวลาร่วมเดือน จึงเริ่มต้นด้วยการไปสืบทะเบียนรายชื่อจำนวนวัดทั้งหมดที่อยู่ในอำเภอจอมบึง จ.ราชบุรี กับทางเจ้าคณะอำเภอ วัดวาปีสุทธาวาส (วัดตลาดควาย) ตั้งอยู่ที่ ซอยเทศบาล 11 (บ้านเกาะ) ต.จอมบึง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ว่าที่อำเภอนี้มีวัดทั้งหมดกี่วัด และที่ไหนที่เคยเป็นสำนักสงฆ์มาก่อนบ้าง เนื่องจากหมอกฤษฏ์ได้กล่าวอ้างไว้ในพ็อกเก็ตบุ๊คว่า ตนได้รับถ่ายทอดวิชาหมอดูมาจากหลวงปู่ชราภาพท่านหนึ่ง ที่วัดแห่งหนึ่งใน อ.จอมบึง ซึ่งขณะนั้นเป็นสำนักสงฆ์

และทันทีที่เราเข้าไปคุยกับ “พระณรงค์ศักดิ์” พระเลขาเจ้าคณะอำเภอวัดวาปีสุทธาวาส พร้อมกับนำภาพถ่ายเมื่อครั้งที่หมอกฤษฏ์ทำพิธีบวชเป็นสามเณร และถ่ายรูปคู่กับหลวงปู่ปริศนาที่เจ้าตัวกล่าวอ้างว่าเป็นอาจารย์ในหนังสือให้ดู ปรากฏพระเลขาก็ตอบออกมาทันทีว่าสถานที่ที่อยู่ในรูปนี้คือที่ วัดวาปีสุทธาวาส และหลวงพ่อที่ทำพิธีเป็นพระอุปัชฌาย์บวชเณรให้กับหมอกฤษฏ์ในรูปก็คือ ท่านเจ้าอาวาสคนเก่า “พระครูวาปีวรคุณ” (หลวงพ่อนิตย์) ที่มรณภาพไปแล้วเมื่อต้นปี นอกจากนั้นยังพาไปดูบริเวณสถานที่ต่างๆ ที่อยู่ในรูปพ็อกเก็ตบุ๊คของหมอกฤษฏ์ชนิดแบบรูปต่อรูปเลยทีเดียว

“ดูจากในรูปแล้วเขาบวชที่วัดนี้แหละ อย่างในรูปนี้ (ชี้ไปที่ภาพหมอกฤษฏ์ถ่ายกับหลวงปู่บริเวณหน้าพระประธาน) ถ้าโยมไปดูอีกฝั่งจะเห็นชัด เพราะว่าตรงฐานพระก็คือตรงวัดนี้ และ ที่วัดนี้ก็เคยเป็นสำนักสงฆ์มาก่อนจริงๆ ต่อมาได้รับการจดทะเบียนแต่งตั้งให้เป็นวัดประมาณ พศ.2514 วัดนี้ตั้งมาประมาณ 30 กว่าปี รูปที่เขาถ่ายกับหลวงปู่ตรงหน้าพระประธาน ก็คือตรงนี้ซึ่งแท่นพระประธานที่ตั้งอยู่ที่วัด มองทะลุผ่านองค์พระไปจะเห็นหน้าต่างเหมือนกับในรูป แต่ปัจจุบันนี้จะมีการกั้นห้องตั้งแต่เมื่อต้นปีที่ผ่านมา”

“ส่วนอีกภาพหนึ่ง (ภาพที่หมอกฤษฏ์กำลังทำพิธีบวชเณร) จะอยู่ตรงบริเวณ หน้ากฏิเจ้าอาวาสองค์เก่า ย้อนไปประมาณปีที่แล้วโต๊ะมุขชุดเดียวกับรูปในหนังสือนี้จะอยู่ข้างนอกห้อง แต่ตอนนี้ย้ายที่เอามาตั้งอีกมุมหนึ่งแล้วเท่าที่ดูน่าจะเป็นโต๊ะมุกชุด เดียวกันนะ ส่วน รูปนี้ (รูปที่หมอกฤษฏ์ทำพิธีบวชเณรเสร็จแล้วมานั่งถ่ายรูปกับป้าและน้องชาย) ก็จะย้ายไปอยู่ฝั่งตรงข้าม และมีโต๊ะมุกชุดเดียวกันตั้งอยู่ แต่ว่าของทั้งหลายที่อยู่ในรูปมีการย้ายและเปลี่ยนทำเลที่ตั้งไปบ้างแล้ว”

“สรุปก็คือเขาบวชที่นี่ (ชี้ไปที่ภาพหมอกฤษฏ์กำลังถวายสังฆทาน) พอบวชเสร็จก็ต้องถวายสังฆทาน ที่ยืนยันก็คือมันก็เหมือนกับว่า คนนั่งกันสองคนแล้วมีมงคลคล้องหัวนั่นคือสัญลักษณ์การแต่งงาน นี่ก็เหมือนกันในรูปหลังจากที่ห่มผ้าเหลืองเสร็จก็มานั่งรับศีล ส่วนหลวงพ่อนิตย์ก็เป็นพระอุปัชฌาย์ให้ ภาพที่เห็นถือว่าเป็นสัญลักษณ์ในการบวชเณร ฉะนั้นถ้าดูจากในรูปและ เปรียบเทียบแล้วอาตมาคิดว่า เขาต้องมาบวชเณรที่วัดนี้แน่นอน แต่พอหลังจากบวชแล้วเขาก็อาจจะไปจำพรรษาอยู่ที่อื่นก็ได้”

“พระครูวิบูลย์กิจสุนทร” เจ้า อาวาสวัดวาปีสุทธาวาส เผยไม่เคยมีพระที่อายุถึง 96 ปีจำพรรษาอยู่ที่วัดเหมือนที่ “หมอกฤษฏ์” กล่าวอ้างว่า ได้เรียนรู้วิชาการดูดวงมาจากหลวงปู่ที่อายุ 96 ปี

แต่ถึงจะเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า หมอกฤษฏ์ได้มาบวชที่วัดแห่งนี้แน่นอน แต่ที่น่าแปลกก็คือไม่มีพระรูปใดรู้จักหลวงปู่ที่ถ่ายภาพคู่กับหมอกฤษฏ์ แม้แต่ “พระครูวิบูลย์กิจสุนทร” เจ้าอาวาสวัดวาปีสุทธาวาสที่จำพรรษามานับ 20 กว่าปี และที่สำคัญวัดแห่งนี้ไม่เคยมีพระที่อายุถึง 96 ปีจำพรรษาอยู่ที่นี่เหมือนที่ “หมอกฤษฏ์” กล่าวอ้างว่า ได้เรียนรู้วิชาการดูดวงมาจากหลวงปู่ที่อายุ 96 ปี

“อาตมาบวชที่วัดนี้มา 20 กว่าปีแล้วตั้งแต่กุฏิยังไม่มี ในบรรดาพระที่วัดก็มีอาตมานี่แหละ ที่พรรษามากกว่าทุกรูปในวัด ในเรื่องพระที่ดูดวงได้ก็มีหลวงพ่อนิตย์ เจ้าอาวาสองค์ที่แล้วและก็อาตมาพระที่ดูได้ แต่พระลูกวัดท่านอื่นก็ไม่เห็นมี แต่ดูจากรูปแล้ว(รูปหมอกฤษฏ์ถ่ายกับหลวงปู่) หน้าตาคุ้นๆ จะเป็นหลวงตามากหรือเปล่า หน้าตาเขาคล้ายๆแบบนี้ แต่หมอกฤษฏ์นี่จำไม่ได้ (หัวเราะ) อาตมาบวชที่นี่มาไม่เคยได้ยินวิชาจากพระครูอินทร์เทวดา”

“หลวงตามากแกเป็นพระที่พอดูดวงได้ มรณภาพไปหลายปีแล้ว แต่ท่านไม่ใช่พระที่วัดนี้นะ อยู่ที่อื่นพอบวชแล้วมาจำพรรษาที่นี่หลายปีอยู่เหมือนกัน แกมาจากเพชรบุรีเคยไปเรียนวิชามาจากอาจารย์เดียวกันกับท่านเจ้าอาวาสองค์ เก่าที่วัดแถวเพชรบุรี แต่หลวงตามากท่านมรณภาพไปเมื่อตอนอายุประมาณ 80 ปีไม่ถึง 96 ปีและก็ไม่ใช่ปีพศ.2548 ด้วย ส่วนหลวงตาแก่ๆ ท่านอื่นๆ ที่มรณภาพไป แล้วหลวงตาตุ้น หลวงตามาก หลวงตาเมื่อย และก็หลวงตาเฟื้อง ก็ดูดวงไม่ได้เลยสักองค์เดียว และที่วัดนี้ก็ยังไม่เคยมีพระรูปไหนที่อายุถึง 96 ปี”

นอกจากนั้นแล้ว “พระณรงค์ศักดิ์” เลขาเจ้าคณะอำเภอยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า นอกจากจะไม่มีพระที่เคยมีอายุถึง 96 ปีจำพรรษาในวัดวาปีสุทธาวาสแล้ว ปี 2548 ในอำเภอจอมบึงก็ไม่มีพระรูปใดมรณภาพ เหมือนที่หมอกฤษฏ์ได้กล่าวอ้างว่า หลวงปู่ที่เป็นอาจารย์ของหมอกฤษฏ์ได้มรณภาพไปตั้งแต่ปี 2548 !!

ส่วนเรื่องที่เจ้าอาวาสวัดวาปีสุทธาวาสกล่าวว่า หลวงปู่ในรูปมีลักษณะคล้ายหลวงตามาก ที่เคยจำพรรษาอยู่ที่วัดนั้น จากการตรวจสอบไปยังครอบครัวของหลวงตามาก ที่อาศัยอยู่ใกล้ๆ บริเวณวัด ต่างยืนยันว่าภาพดังกล่าวไม่ใช่หลวงตามากอย่างแน่นอน เพราะถ้าเป็นหลวงตามากจะต้องขาว ใบหน้ายาวกว่านี้ ที่สำคัญหลวงตามากมรณภาพไปเมื่อตอนอายุ 80 ปีเท่านั้นเอง

เมื่อหลวงปู่ที่หมอกฤษฏ์กล่าวอ้างว่าเป็นอาจารย์ กลับไม่มีพระรูปใดในวัดรู้จัก ประหนึ่งว่าไม่มีตัวตน คำถามก็คือแล้ว “หมอหน้าบาก” ที่หมอกฤษฏ์บอกว่า เป็นผู้ถ่ายทอดวิชาบริเฉท 7 ดาราให้กับหลวงปู่มีตัวตนจริงหรือไม่ ?!

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์