ปริศนา “หมอกฤษฏ์” กับ บริเฉท 7 ดารา ตอน “ตำราเทวดา หรือ ตำนานขี้โม้!” ตอนที่ 1


หมอกฤษฏ์ คอนเฟิร์ม ศุภกฤษฏ์ ปทุมศรีวิโรจน์

หมอกฤษฏ์ คอนเฟิร์ม ศุภกฤษฏ์ ปทุมศรีวิโรจน์

นาทีนี้ถ้าพูดถึงหมอดูชื่อดัง คงไม่มีใครเกิน “หมอกฤษฏ์ คอนเฟิร์ม” ศุภกฤษฏ์ ปทุมศรีวิโรจน์ อีกแล้ว เพราะที่ผ่านมาเขามีผลงานสะเทือนวงการบันเทิงหลายเรื่อง ไล่มาตั้งแต่คอนเฟิร์มว่า วิลลี่-เยลหลี แมคอินทอช จะสูญเสียลูกน้อยจากการแท้ง แนน อมิตดา ชินสำเร็จ ไม่ได้ท้อง คู่รักอย่าง ทาทา ยัง – เปรม บุษราคัมวงศ์ และ พลอย เฌอมาลย์ บุญยศักดิ์ – โดม ปกรณ์ ลัม ยังไงก็ต้องเลิกกัน ฟลุค เกริกพล มัสยวานิช ต้องเลิกรากับ แป้ง อรจิรา แหลมวิไล โดยมีผู้หญิงชื่ออักษรย่อ พ. จะเข้ามาเป็นมือที่สาม และอีกหลายต่อหลายเรื่อง โดยผ่านศาสตร์การดูดวงที่เขาเรียกขานมันว่า “บริเฉท 7 ดารา”

ด้วยลีลาการทำนายที่แข็งกร้าว ดุดัน และมั่นใจเกินร้อย บวกกับที่ผ่านมาเขาสามารถทายดวงชะตาผู้คนได้อย่างแม่นยำประดุจดั่งตาเห็น ทำให้คนทั้งประเทศอยากรู้ว่า “หมอดูผู้นี้เป็นใคร ?” กระทั่งมีการสืบสาวราวประวัติ จึงได้รู้ว่า “หมอกฤษฏ์” คนนี้ เป็นหมอดูที่ทำนายดวงดาราลงคอลัมน์หนึ่งในหนังสือพิมพ์บันเทิง “สยามดารา” และด้วยความที่เขามีความใกล้ชิดกับ “สื่อบันเทิง” เป็นเหตุให้เจ้าตัวถูกพูดถึงอย่างหนักว่า เพราะเหตุนี้หรือเปล่า เขาถึงได้รู้ข้อมูล “ดารา” อย่างอินไซด์ กลายเป็นเสียงสะท้อนอีกด้าน ที่เซ็งแซ่ไม่แพ้ชื่อเสียงของเขาที่นับวันระบือไกล

แม้กระทั่ง “มดดำ คชาภา ตันเจริญ” พิธีกรและนักจัดรายการวิทยุชื่อดัง ผู้ชื่นชอบในการดูดวงเป็นชีวิตจิตใจ เรียกว่าที่ไหนแม่น ศาสตร์ไหนเจ๋ง เขาลองของมาหมดแล้ว ยังเคยออกปากเหน็บกลางอากาศมาแล้วว่า ไม่เคยได้ยินชื่อบริเฉท 7 ดารา แถมยังปรามาสด้วยว่าจะแม่นขนาดนั้นเลยเหรอ ประกอบกับคำว่า “คอนเฟิร์ม” ที่หมอกฤษฏ์ใช้ ยังไปสัมพันธ์กับคำว่า “ฟันธง” ซึ่งเป็นโลโก้ประจำตัวของหมอดูรุ่นพี่ที่โด่งดังมากๆ อย่าง “หมอลักษณ์ ฟันธง” จนเจ้าตัวเคยโดนแขวะว่าลอกเลียนแบบ ทำให้หลายคนตีความหมายไปโดยปริยายว่า นี่คงเป็นการประกาศวัดรอยเท้าหมอดูรุ่นพี่อย่างหมอลักษณ์ หรือไม่ก็คงอยากจะเกาะกระแสดันให้ตัวเองไปอยู่แถวหน้าด้วยการ คอนเฟิร์ม!

แม้ว่าจะมีกระแสโจมตีหนักหน่วงแค่ไหน แต่หมอกฤษฏ์ก็ใช้ความโด่งดังฝ่าแรงต้านนั้นมาได้ เขากลายเป็นที่สนใจ รายการชื่อดังหลายๆ รายการต่างต้องการอยากเชื้อเชิญให้ไปออกรายการ เพื่อเรียกเรตติ้ง เรียกว่าปีที่แล้วชื่อของ “หมอกฤษฏ์ คอนเฟิร์ม” เข้ายึดพื้นที่รายการดังๆ แทบทุกช่องเลยทีเดียว และที่ฮือฮาไปกว่านั้นก็คือ เขาถูกยกย่องว่าเป็นหมอดูชื่อดังที่อายุน้อยที่สุดในประเทศไทย เพราะในขณะนั้นเขามีอายุแค่ 23 ปีเท่านั้นเอง

แต่ที่ทำให้หมอกฤษฏ์โด่งดังทะลุเพดาน ก็ตอนที่เขาถูก “นางศันสนีย์ วนาไชยเกียรติ” แม่ของนักร้องสาว “ลีเดีย ศรัณย์รัตช์ วิสุทธิธาดา” บุก ด่ากลางงาน แถมยังสั่งให้กราบเท้าขอโทษ เหตุไม่พอใจที่หมอกฤษฏ์ไปคอนเฟิร์มว่านักร้องสาวมีเกณฑ์ตั้งครรภ์ ซึ่งจากเหตุการณ์วันนั้น เรื่องของหมอกฤษฏ์ก็กลายเป็น ทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์ ฉาวกระฉ่อนไปทั้งประเทศ

แต่ถึงจะฉาวระดับประเทศแต่ชื่อเสียงของหมอกฤษฏ์ก็โด่งดังระดับประเทศ จากเหตุการณ์นี้เช่นกัน ส่งผลให้ผู้คนเกิดความสนใจอยากรู้ประวัติเรื่องราวชีวิต รวมไปถึงเกิดคำถามต่างๆ ตามมาถึงความแม่นยำในการทำนายว่าเขามีของดีอะไร ถึงได้กล้าคอนเฟิร์มดวงคนอื่นแบบสายฟ้าฟาด อีกทั้งยังทรนงในศักดาความแม่นของตัวเอง โดยที่ไม่กลัวว่าจะหน้าแหกเลยแม้แต่น้อย

ความดังที่แซงหน้าคนอื่น นอกจากกลายเป็นเป้าให้คนภายนอกจับตามองแล้ว วง การหมอดูด้วยกันเองก็ยังมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงอย่างกว้างขวางว่า หมอกฤษฏ์เป็นลูกศิษย์ใคร ไปร่ำเรียนวิชา “บริเฉท 7 ดารา” มาจากไหน เพราะไม่เคยได้ยินชื่อวิชานี้อยู่ในสารบบตำราหมอดู!!!

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ไม่ว่าเจ้าตัวไปให้สัมภาษณ์ที่ไหน ก็จะบรรยายถึงความ มหัศจรรย์ของวิชาบริเฉท 7 ดารา ศาสตร์ประจำตัวที่เขาอ้างว่า เป็นตำราที่สืบทอดกันมาหลายชั่วอายุคนของ “พระครูวินัยธรรม(อินทร์ ปัญฺญาทีโป)” หรือที่ชาวบ้านขนานนามว่า “พระครูอินทร์เทวดา” โหรระดับปรมาจารย์แห่งเมืองราชบุรี ที่เคยสร้างปาฏิหาริย์ที่ท้องสนามหลวง ด้วยการทำนายดวงแบบแม่นยำชนิดไม่รู้ว่าคนคนนี้เป็นใคร ไม่ต้องใช้วันเดือนปีเกิด แต่สามารถทายรูปร่าง ทายอาชีพ ทายดวงชะตาได้อย่างถูกต้องตรงเผง จนเป็นที่กล่าวขานสร้างความฮือฮาลงหนังสือพิมพ์หน้าหนึ่งในสมัยนั้น

สอด คล้องกับวิธีการดูดวงของหมอกฤษฏ์ที่เคยกล่าวอ้างในพ็อกเก็ตบุ๊คของตนเอง “กฤษฏ์ คอนเฟิร์ม หมอดูจอมอหังการ” ถึงวิชาบริเฉท 7 ดาราว่า ศาสตร์นี้ไม่ต้องดูวันเดือนปีเกิด แต่ดูจากวันเวลาที่โทรมาหรือที่เจอกัน ก็สามารถทำนายได้เลยว่ามีไฝตรงไหน ใส่เสื้อสีอะไร ผมยาวผมสั้น

ในขณะเดียวกัน หมอกฤษฏ์ยังเปิดเผยอีกว่า ตำราโหราศาสตร์ของพระครูอินทร์เทวดามีอยู่ 3 วิชา นั่นก็คือวิชาโหราเลขศาสตร์พินิจนาที และ นิเวศวิรุฬหการณ์ ส่วนตำราอีกหนึ่งเล่มนั้นไม่มีชื่อ แต่จะมี “หมอหน้าบาก” หนึ่งในลูกศิษย์ของพระครูอินทร์เทวดา เป็นผู้ได้รับถ่ายทอดวิชาที่ไม่มีชื่อนี้มาแต่เพียงผู้เดียว

ต่อมาหมอหน้าบากก็ได้นำเอาวิชานั้นมาสอนให้กับ “หลวงปู่” รูป หนึ่งซึ่งเป็นพระชราภาพที่หมอกฤษฏ์ไม่ยอมเอ่ยชื่อว่าเป็นใคร จำพรรษาที่วัดไหน บอกแค่ว่าอยู่ที่วัดแห่งหนึ่งในอำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี ซึ่งเป็นวัดเดียวกันกับที่หมอกฤษฏ์เคยไปบวชเณรเมื่อหลายปีก่อน หลังจากนั้นหลวงปู่ปริศนาท่านนี้ก็ได้ถ่ายทอดวิชาดังกล่าวให้กับหมอกฤษฏ์ และเป็นลูกศิษย์ที่มารับช่วงต่อเป็นรุ่นสุดท้ายแต่เพียงผู้เดียวเช่นกัน

การ ที่หมอกฤษฏ์ชอบทำตัวลึกลับ ปกปิดประวัติส่วนตัว ไม่เคยเปิดเผยแม้กระทั่งวันเดือนปีเกิด ไม่บอกว่าครูบาอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาหมอดูเป็นใคร ขนาดบวชที่วัดไหน ไปได้วิชาดูดวงมาจากวัดไหน ก็ยังปิดงำเป็นความลับ ประกอบ กับตำราบริเฉท 7 ดาราที่เจ้าตัวกล่าวอ้างว่า เป็นตำราที่ถ่ายทอดมาจากพระครูอินทร์เทวดา ก็ไม่เป็นที่รู้จักในวงการโหรจนถูกวิพากษ์วิจารณ์ไปทั่ว ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า
หมอกฤษฏ์ได้ร่ำเรียนวิชาดังกล่าวมาจริงหรือไม่ ?
และวิชาบริเฉท 7 ดาราที่ว่านี้มีจริงหรือไม่ ?
และ ถ้ามีจริงทำไมจะต้องปกปิดชื่อครูบาอาจารย์ วัดที่ตัวเองไปบวชจนกระทั่งได้ร่ำเรียนวิชานี้ ทำไมจะต้องปกปิดทุกอย่างที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้สืบสาวไปถึงที่มาที่ไปของตนเองและวิชาดังกล่าว

นี่เป็นแค่การหวงวิชา หรือจงใจปกปิด บิดเบือนอะไรบางอย่างกันแน่ ? กลายเป็นคำถามที่ ASTV บันเทิงผู้จัดการออนไลน์ต้องหาคำตอบต่อไป

3 ปรมาจารย์ด้านโหรศาสตร์ไทย เปิดคัมภีร์ “บริเฉท 7 ดารา” ตำราเทวดา หรือ แค่ตำนานขี้โม้ !

“อาจารย์ พัฒนา พัฒนศิริ” หมอดูผู้คร่ำหวอดในวงการโหราศาสตร์มากว่า 34 ปี เผย “บริเฉท 7 ดารา” ก็คือการดูดวงทั่วไป เป็นการดูแบบ “จับยามทาย” ซึ่งตนเองก็ดูได้ ไม่ได้พิสดาร แขวะไม่เคยได้ยินตำรานี้มาก่อน คงต้องมีบุญจัดถึงจะได้ร่ำเรียนวิชานี้
“ตำราการ ดูดวงมันมีหลายแบบ แต่ถ้าจะเอาใหญ่ๆ ที่คนไทยรู้จักก็มีประมาณ 3-4 แบบ อย่างดวงไทยก็มีแบบโหราศาสตร์ไทยแท้ๆ แล้วก็โหราศาสตร์สากล แล้วก็โหราศาสตร์ยูเรเนียน ก็มีประมาณ 3 รูปแบบ อย่างแบบที่อาจารย์ดูคือแบบไทยแท้ๆ คือใช้ปฏิทินสุริยยาตร์ หรือถ้าเป็นของคนอื่นก็จะใช้ปฏิทินของต่างประเทศเอามาตัดเวลาให้เป็นไทย ส่วนยูเรเนียนจะเป็นอีกศาสตร์นึง ที่ดูดวงดาวที่เขาเรียกว่าดาวทิศ เป็นทิศพยากรณ์ นอกนั้นก็จะเป็นโหราศาสตร์ย่อยๆ ออกไป”

“ส่วนศาสตร์ไหนแม่นกว่ากัน ตรงนี้ยังไม่มีรายการไหนมาแข่งกัน จริงๆ น่าจะแข่งกันสักทีก็ดีเหมือนกัน ตั้งโจทย์มาแล้วมาแข่งกันดู ผมว่าคนที่จะดูแม่นๆ มันต้องเป็นนักเลือกช้อยส์ที่เก่งด้วย เพราะบางทีมันมี 5คำตอบ แต่เพราะทำไมเราถึงตอบหนึ่งในห้าที่ถูกต้อง อันนี้พูดยาก มันอาจจะไม่ใช่วิชา แต่คือสิ่งที่คนเรามองไม่เห็นคอยกระซิบบอกเรา หรือที่เราเรียกว่าองค์ ผมเชื่อว่าสิ่งนี้มีจริง ซึ่งไม่ใช่ว่าจะมีกันทุกคน หมอดูที่สามารถดูได้แม่นแต่ไม่มีเซนส์เหล่านี้ก็มี เพราะวิชาหมอดูสามารถเรียนรู้ได้ และขึ้นอยู่กับว่าคุณเอาไปใช้ประโยชน์ได้ดีแค่ไหน”

“สิ่งที่จะทำให้หมอดูดูไม่แม่นคือ หนึ่งเราศึกษามาไม่ถ่องแท้ สองเราวิเคราะห์ไม่ถูก สามคือไม่แม่นจริงๆ คือเราดูแม่นแต่ไม่ถูก หมายถึงแม่นตามหลักการแต่ทายไม่ถูก เช่นว่าเรื่องนี้มีคำแปลอยู่ 5 เรื่อง แต่เราไปเลือกเรื่องที่ไม่ถูก นี่คือถูกตามหลักการแต่คุณหยิบเรื่องไม่ถูก เป็นที่วาสนาของผู้ทายด้วย อย่างอื่นก็อาจจะเป็นเพราะสมองบกพร่อง อาจจะเครียดหรืออดนอน บางทีขี้อวดรู้ไม่รู้แต่จะอวดภูมิ ทำเป็นรู้ไว้ก่อนก็เลยทายผิด สรุปแล้วคือหนึ่งโดยวิชา สองโดยวิเคราะห์ สามสุขภาพ สี่อยากอวดอ้าง”

ยืน ยันไม่เคยได้ยินตำรา “บริเฉท 7 ดารา” แต่บอกว่าตำราดังกล่าวมีลักษณะการดูดวงคล้ายกับการดูเลข 7 ตัว ซึ่งเป็นการดูดวงทั่วไปไม่ได้พิสดาร
“ผมได้ยินบ่อยๆ คือคำว่าบริเฉท แต่คำว่า 7 ดารานี่ก็คือดาว 7 ดวง แต่ถ้าจะให้เราแปลก็คือการใช้ดาวพระเคราะห์ 7 ดวง คืออาทิตย์ จันทร์ อังคาร พุธ พฤหัสฯ ศุกร์ เสาร์ ไม่มีราหูเพราะราหูโหราศาสตร์ไทยเพิ่งจะมามีทีหลัง ส่วน คำว่าบริเฉทไม่ใช่ศาสตร์การดูดวงนะ เป็นเพียงคำศัพท์ธรรมดาที่แปลว่า การกำหนดข้อความที่รวบรวมเอามาเป็นตอนๆ พอรวมกับ 7 ดารา ที่มาจากดาว 7 ดวงก็น่าจะแปลว่าการแปลความหมายของดาวทั้ง 7 ดวง น่าจะแปลอย่างนั้นมากกว่า ไม่ได้พิสดารอะไร เพราะในการดูดาวทั้ง 7 ก็มีความหมายอยู่แล้ว เช่น อาทิตย์หมายถึงเกียรติยศ ชื่อเสียง พระมหากษัตริย์ พระราชา ส่วนจันทร์ก็หมายถึงประชาชน หมายถึงน้ำ ซึ่งคนที่เป็นหมอดูต้องเรียนคำแปลของดาวทั้ง 7 ดวงอยู่แล้ว ถ้าไม่เรียนก็ดูดวงไม่ได้”

“คิด ว่าเขาอาจจะเอาดวงดาวในทางโหราศาสตร์ ก็คือดาวพระเคราะห์ 7 ดวงไปใช้มากกว่า เพราะบริเฉท 7 ดาราฟังแล้วมันก็ดูเก๋ไก๋ดี เป็นการเปิดศัพท์ขึ้นมาให้มันเท่ห์ๆ เพราะมันสามารถแต่งคำได้อย่าง อาจารย์ก็ชอบแต่งคำเรียกใหม่ๆ เพียงแต่ไม่เคยได้ยินคำนี้เท่านั้นเอง แต่ประเดี๋ยวคนที่เขาฟังอยู่จะคิดว่าผมไม่เคารพความคิด ไม่ใช่นะครับ ผมเคารพแต่ผมอาจจะมีความรู้น้อย แต่ถ้าจะให้ผมแปลก็คือการอธิบายถึงดวงดาว 7 ดวง”

ส่วนที่ “หมอกฤษฏ์” บอกว่า “ตำราบริเฉท 7 ดารา” ไม่ต้องดูวันเดือนปีเกิด แต่ดูจากวันเวลาที่โทรมาหรือที่เจอกัน ก็สามารถบอกได้เลยว่ามีไฝตรงไหน ใส่เสื้อสีอะไร ผมยาวผมสั้นนั้น “อาจารย์พัฒนา” แย้งว่าตนก็ดูได้เช่นกัน เผยเป็นการดูแบบ “จับยามทาย” ซึ่งเป็นการดูดวงธรรมดา !
“อัน นี้อาจารย์ก็ทำได้ แต่ไม่ทำเพราะอาจารย์อยากจะดูดวง เพราะอันนี้มันของธรรมดา เขาเรียกว่าจับยามทาย แต่ไม่ใช่จับยามแบบที่เขาเรียนกัน คือวิธีการดูมันก็ใช้วิชาดวงเหมือนกัน แต่เราไม่ต้องมาตั้งดวง เป็นการทายที่รวดเร็วมาก การคำนวณในใจต้องจำแม่นมาก อย่างหมอดูคนอื่นๆ ก็ดูได้ถ้าเขาจะดู แต่แม่นไม่แม่นอีกเรื่องนึงนะ เพราะมันขึ้นอยู่กับความชำนาญในศาสตร์นั้นๆ เขาเรียนมาลึกหรือเปล่า”

“แต่การดูแบบบริเฉท 7 ดารา ก็สามารถดูวันเดือนปีเกิดได้เหมือนกันเพราะ 7 ดาราก็ต้องเอาดวงดาวไปตั้ง คำว่าบริเฉท 7 ดาราอาจารย์ก็เพิ่งเคยได้ยิน แต่คำว่าบริเฉทมันก็เป็นคำที่ใช้ทั่วๆ ไป แล้วในแวดวงหมอดูเราก็มีการพบปะพูดคุยกันเรื่อยๆ แต่ก็ไม่ได้มีการพูดถึงคำว่าบริเฉท 7 ดาราเลย และไม่มีใครรู้จักคำนี้”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์