ปริศนา “หมอกฤษฏ์” กับ บริเฉท 7 ดารา ตอน “ตำราเทวดา หรือ ตำนานขี้โม้!” ตอนที่ 2


ปริศนา-หมอกฤษฏ์ คอนเฟิร์ม

ปริศนา-หมอกฤษฏ์ คอนเฟิร์ม

“การดูโหราศาสตร์ปัจจุบันก็มีดูลายมือ ดูไพ่ทาโร่ โหราศาสตร์แบบภารตะ โหราศาสตร์แบบพม่า อย่างถ้าพูดถึงโหราศาสตร์มหาภูติไอ้นี่เป็นของพม่า แต่อย่างถ้ามีบริเฉท 7 ดารา อาจารย์ก็ต้องเอาเข้าสำนักงานการศึกษาเอกชนแล้วสิ เพราะในนั้นก็มีศาสตร์หลายหลาก”

“อาจารย์พัฒนา” เผยว่า การดูดวงแบบบริเฉท 7 ดารา ก็เป็นการดูดวงแบบพื้นฐานที่คนจะเป็นหมอดูต้องเรียนอยู่แล้ว ส่วนเรื่องชื่อนั้นน่าจะเป็นการตั้งขึ้นใหม่เพื่อสร้างเอกลักษณ์ให้ตัวเองมากกว่า

“คิดว่าคงเป็นการตั้งชื่อมาให้เป็นเอกลักษณ์ เอาเป็นว่าเรายืนยันว่าไม่เคยได้ยินตำราบริเฉท 7 ดาราก่อนพระพุทธกาล หรืออาจจะมีก็ได้แต่เราไม่เคยได้ยิน เราอาจจะโง่ก็ได้ แต่เราก็ยืนยันว่าไม่เคยได้ยิน”

“ผมสรุปว่าไม่เคยได้ยินไม่เคยเห็นศาสตร์นี้ แต่เข้าใจความหมายว่าคืออะไรเพราะเราไม่ได้โง่ แต่ฟังความเป็นมาแล้วรู้สึกว่าเป็นตำราที่มหัศจรรย์มาก ซึ่งเราอาจจะบุญน้อยไปเลยไม่ได้เรียน อันนี้ต้องมีบุญจัดมาก ต้องมีบุญเยอะๆ”

พร้อมฝากทิ้งท้ายให้สื่อมวลชนช่วยตรวจสอบศาสตร์บริเฉท 7 ดารา ด้วยว่ามีจริงหรือแค่เรื่องลวง

“เอาอย่างนี้ดีกว่า เอาเป็นว่าอาจารย์ขอความกรุณาสื่อมวลชนเสนอไปที่สมาคมโหรหรือสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติก็ได้ หรือว่าถ้ากลัวสมาคมจะเก๊ก็เสนอไปยังสำนักงานบริหารการศึกษาเอกชน ว่าอันนี้มันจะเข้าข่ายเท็จจริงยังไง ให้ช่วยตรวจสอบทีว่าบริเฉท 7 ดารา มันมีความเป็นมายังไง สื่อมวลชนสามารถตรวจสอบได้จะได้รู้ไปเลย ทางอาจารย์จะได้ประชุมคณะทำงาน ทีนี้จะได้ของจริง ถ้าไม่เคยได้ยินก็จะได้รู้ แต่ถ้าได้ยินก็จะได้คำตอบไปเลย ลำพังจะให้อาจารย์ตอบคนเดียวก็ไม่กล้าเหมือนกันนะ เพราะไม่รู้ว่าเขาไปขุดเจอที่ไหนหรือเปล่า ก็อยากจะให้มีการตรวจสอบดู”

“อาจารย์ ภิญโญ พงศ์เจริญ” นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ และประธานสภาโหราจารย์ และคลุกคลีอยู่กับวงการโหราศาสตร์มากว่า 50 ปี ฟันโชะ! ตั้งแต่อยู่ในวงการโหรมาก็เพิ่งจะเคยได้ยินชื่อตำรา “บริเฉท 7 ดารา” จาก “หมอกฤษฏ์” นี่แหละ

“ศาสตร์แห่งการพยากรณ์ ที่สืบทอดกันมาค่อนข้างแน่นอน และเป็นมาตรฐานก็คือวิชาโหราศาสตร์ วิชาโหราศาสตร์เป็นศาสตร์เกี่ยวกับกาลเวลา เป็นการทำนายว่าเวลาไหนหรือห้วงเวลาไหนจะเกิดอะไรขึ้น แล้วเหตุการณ์ที่ว่าก็แบ่งออกเป็นเหตุการณ์ที่ดี ที่เป็นปกติ และเป็นเหตุการณ์ที่เลวร้าย คำการพยากรณ์ทางโหราศาสตร์ประการสำคัญก็คืออาศัยเรื่องเกี่ยวกับดวงดาว ด้วยเหตุผลที่ว่าดวงดาวทำให้เกิดเวลา”

“โหราศาสตร์ที่เห็นอยู่ปัจจุบัน คุณอาจจะมองว่ามันมีอยู่แล้วเพราะเกิดคุณก็เห็นเลย แต่จริงๆ วิวัฒนาการมันค่อนข้างจะยาวนาน มีการสะสมกันมานาน ได้มีการบันทึก ได้มีการจดจำกันมาจากรุ่นสู่รุ่น ซึ่งเดิมเราอาจจะไม่ค่อยบันทึกกัน ก็จะใช้แบบมุกปาถะคือปากต่อปากจากครูไปสู่ลูกศิษย์ และถ่ายทอดกันมาเรื่อย จนกระทั่งถึงยุคใหม่ก็จะมีเป็นแบบเอกสาร เป็นแบบศิลาจารึก เป็นตำรับตำราขึ้นมา”

“แต่ถ้าจะให้พูดถึงศาสตร์ที่เป็นมาตรฐาน เราก็มองว่าเป็นวิชาโหราศาสตร์ และวิชาโหราศาสตร์ก็เป็นที่น่าเชื่อถือมาตั้งแต่สมัยโบราณ และสืบทอดมาจนกระทั่งถึงขณะนี้ ถ้าเราดูตรงสุวรรณภูมิ พอนึกขึ้นมาก็นึกถึงที่บ้านเชียง อารยธรรมบ้านเชียงมีการขุดค้นพบโบราณวัตถุสำคัญ ก็คือโบราณวัตถุเป็นรูปของจักรราศี รูปของดวงดาว รูปของดวงชะตา เพราะฉะนั้นเนี่ยบ้านเชียงมีอายุ 4,000-5,000 ปี เพราะฉะนั้นแล้วคนสุวรรณภูมิรู้โหราศาสตร์ไม่ต่ำกว่า 5,000 ปี อย่างของอินเดียโหราศาสตร์มีมาก่อนพระเวสสันดรด้วยซ้ำ”

ยืนยันอีกเสียงว่าตำรา “บริเฉท 7 ดารา” เป็นชื่อที่เพิ่งตั้งขึ้นมาใหม่ ไม่ใช่ตำราเทวดาอย่างที่อวดอ้าง มีลักษณะการดูดวงคล้ายกับเลข 7 ตัว ซึ่งเป็นการดูดวงทั่วไป

“คือคำว่า บริเฉท และ 7 และ ดารา ดาราก็คือดวงดาว 7 ก็คือเลข 7 ก็คือสัตตะ ส่วนบริเฉทก็คือองค์ความรู้ เป็นบท เพราะฉะนั้นมันก็ไม่ใช่วิชาแปลกใหม่หรอก เพียงแต่ตั้งชื่อให้มันดูแปลก ก็เป็นความรู้เกี่ยวกับเรื่องของเลข 7 ตัว ซึ่งก็คือดาว 7 องค์น่ะนะ ก็คือการเอาดาว 7 องค์นี้เข้ามาอธิบายในหมวดของตัวเลข ซึ่งเป็นเลขศาสตร์ชนิดหนึ่ง แต่ดูแล้วก็เท่ห์ดีนะ (ยิ้ม) ดูเป็นวัยรุ่นเป็นดาราก็เลยโครมครามหน่อย”

“การดูเลข 7 ตัว เป็นวิชาที่มีอยู่แล้ว มีอาจารย์ท่านนึงที่อยู่ชมรมโหราศาสตร์นานาชาติ ตอนแรกก็สอนเลข 7 ตัว ใช้ชื่อวิชาว่าเลข 7 ตัว พอมาอีกยุคหนึ่งก็เลยไม่เอาชื่อนี้แล้ว เปลี่ยนเป็นชื่อมหาสัตตะเลข คำว่าสัตตะก็คือเจ็ดไง รวมกับคำว่าเลข มันก็คือเลข 7 ตัวนั่นแหละ เพียงแต่ว่าตั้งชื่อขึ้นมาให้ดูมีเอกลักษณ์แปลกออกไป ให้น่าทึ่งน่าสนใจกลายเป็นมหาสัตตะเลข คือวิชาที่อยู่ในโลกนี้มันมีอยู่แล้ว แต่มนุษย์ที่เกิดมาก็คิดว่าตนเองเป็นคนค้นพบ บางทีก็อาศัยคัมภีร์โบราณซึ่งเป็นคัมภีร์ที่เขามีอยู่แล้วมาเป็นของตน ไม่นึกถึงครูบาอาจารย์ที่เขารวบรวมสั่งสอนมา”

“ตำราบริเฉท ในพุทธศาสนามีอยู่เยอะแยะเลย มีบริเฉทหนึ่งสองสาม เป็นชื่อของบทเป็นชื่อของเนื้อหาในหมวดนั้นๆ 7 ก็คือเลขเจ็ด ก็คือ 7 วัน ดาว 7 ดวง เลข 7 ตัว แล้วดารา ดาราก็คือดวงดาว ในฐานะที่เราอยู่วงการโหรแล้วเราก็มองว่ามันเป็นไปได้ว่า วิชาการ มันมีอยู่เดิม หลักวิชาก็มีอยู่เดิม แต่ว่าเท่าที่ประสบ ศัพท์อันนี้มันเป็นการผสมผสาน ระหว่างคำว่าบริเฉท กับคำว่า 7 และก็คำว่าดารา บริเฉทก็เป็นหมวดความรู้ 7 ก็คือตัวเลข ส่วนดาราก็คือดวงดาว”

พร้อมกันนี้ “อาจารย์ภิญโญ” ยังแจกแจงอีกว่า ไม่ใช่มีแค่ตนที่ไม่เคยได้ยินชื่อวิชาดังกล่าว หากแต่โหรทั้งวงการเอง ก็ไม่มีใครเคยได้ยินชื่อนี้อยู่ในสารบบวิชาโหรศาสตร์

“ไม่มีนะ เพิ่งมาได้ยิน แต่ว่า 7 ตัว คำว่าสัตตะ คำว่าดาราเนี่ยได้ยิน ส่วนคำว่าบริเฉทเป็นศัพท์ที่มีอยู่แล้ว การตั้งชื่อขึ้นมามีเหตุผลคือหนึ่งให้ไพเราะ ให้มีความหมาย และให้ถูกต้องตามหลักทางโหราศาสตร์ ซึ่งก็เป็นไปได้ว่านักโหราศาสตร์รุ่นใหม่คิดขึ้นมา หรือไม่ก็นักโหราศาสตร์รุ่นเก่าตั้งไว้แล้ว แต่ไม่ปรากฏในวงการ”

“วิชา มันไม่ลี้ลับหรอก แต่ที่มนุษย์มองว่ามันลี้ลับเพราะมนุษย์ไม่รู้ มนุษย์หาเหตุหาผลไม่ได้ว่าพยากรณ์มาจากอะไร แต่เมื่อสาวลงไปในหลักการจริงๆ แล้ว มันก็มีอยู่ในโลกนั่นแหละ ไม่มีอะไร วิชาบริเฉท 7 ดารา น่าจะเป็นวิชาเลข 7 ตัว หรือวิชาสัตตะฤกษ์ สัตตะแปลว่าเจ็ด ดวงดาว 7 ดวง วัน 7 วัน น่าจะเป็นวิชาที่ไม่น่าซับซ้อนมาก คุณก็สามารถเรียนรู้ได้”

“ถามว่าเพื่อสร้างความโดดเด่นให้ตัวเองหรือเปล่า จริงๆ มันก็เป็นไปได้ทั้งนั้น แต่อีกมุมนึงก็อาจจะมีอยู่จริงก็ได้ แต่น้ำหนักมันน้อย เพราะถ้าบอกว่าสืบทอดมาก่อนสมัยพุทธกาลจริงๆ คนต้องรู้ คือมันเป็นห้วงเวลาที่เนิ่นนานและถ่ายทอดไม่ขาดสาย เพราะฉะนั้นคนที่มีอำนาจ หรือบุคคลสำคัญในสังคมก็ย่อมรู้ แต่อันนี้รักษาความลับมาเป็นหลายพันปีเยี่ยมยอดมากเลย(ยิ้ม)”

ส่วนเรื่องการตรวจสอบความเป็นมาของวิชาบริเฉท 7 ดารา อาจารย์เผยว่า……
“เราคิดเรื่องนี้มาตั้งนานนมแล้ว เราก็พยายามดูแลกันเอง แต่มันก็ขัดอยู่หลายๆ อย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางวงการโหราศาสตร์มันมีแต่กฎหมายที่เราใช้กันอยู่ทั่วๆ ไปอย่างกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายอาญา หรือกฎหมายอื่นๆ แต่มันไม่มีกฎหมายเฉพาะของเรา ไม่มีกฎกระทรวงที่จะมาควบคุม”

“เราก็พยายามก่อตั้งกันเป็นสภาของโหราจารย์ เป็นสมาคมซึ่งเป็นที่อยู่ของคนหลายๆ คนที่มาอยู่รวมกัน โดยมีกฎระเบียบข้อบังคับอันเดียวกัน แต่บทลงโทษอาจจะมีแค่ลบชื่อออกจากการเป็นสมาชิก หรือคาดโทษเท่านั้นเอง รวมไปถึงการเป็นหมอดู บางคนมีความรู้เรียนมาแค่นิดหน่อย ยังไม่เชี่ยวชาญแต่สถาปนาตัวเองเป็นหมอดู ใช้ชื่อวิเศษวิสมมาก ซึ่งจริงๆ มันควรจะมีการควบคุมกรอบคุณสมบัติตรงนี้ด้วย”

“ส่วนการเอาผิดกับหมอดูที่หลอกลวงนั้น การจะลงโทษเขาได้ก็ต่อเมื่อเขาเป็นสมาชิกชมรม เพราะข้อบังคับมันก็มีอยู่แล้ว ว่าถ้าสมาชิกประพฤติตนไม่เหมาะสมนำไปซึ่งความเสื่อมเสียต่อสมาคม ก็สามารถที่จะพิจารณาลงโทษได้ หนักสุดก็คือลบชื่อออกจากการเป็นสมาชิก มีไม่มีก็ต้องให้ฝ่ายทะเบียนไปตรวจดู แต่ถ้าเขาไม่ได้เป็นสมาชิก ก็ต้องให้กฎหมายบ้านเมืองไป”

ขณะที่ “หลวงพ่อสุธน” เจ้าอาวาสวัดสุรชายาราม (วัดหลุมดิน) ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาการดูดวงมาจาก “พระครูเขมานันทมุนี” หรือ “หลวงปู่พรหม” แห่งวัดสัตตนารถ ราชบุรี ซึ่งหลวงปู่พรหมท่านนี้เป็นพระหมอดูชื่อดังของราชบุรี และเป็นที่รู้จักกันดีว่า ได้รับการถ่ายทอดวิชาดูดวงจาก “พระครูอินทร์เทวดา” มาโดยตรง ได้อธิบายถึง วิชาบริเฉท 7 ดารา ว่า…
“ตำราบริเฉท 7 ดารา อาตมาไม่เคยได้ยิน แต่คาดว่าเขาอาจจะตั้งชื่อขึ้นมาใหม่ เพราะเจ็ดก็หมายถึงดาว 7 ดวง ส่วนคำว่า บริเฉท หมายถึงบทหนึ่งๆ จริงๆ วิชาโหราศาสตร์มันเหมือนกันหมดเวลาเรียนก็เรียนเหมือนกันหมด แต่ว่ามันขึ้นอยู่ที่สติปัญญาของแต่ละบุคคลบางคนเรียนดวงก็ไม่ใช้ดวง แต่เขาไปใช้กาลชะตาแทน”

“ซึ่งวิธีการที่หมอกฤษฏ์ใช้ดูนั้นน่าจะเหมือนกับการดูแบบกาลชะตา หมายถึงดวงประจำวันอย่างวันนี้ดาวสำคัญอะไรอยู่ที่ไหนใครมาถามเวลาไหนก็เอา เวลาที่มาถามเป็นเวลาเกิดของคนๆ นั้น ถามเรื่องอะไรก็ดูเรื่องนั้น มันเป็นการดูดวงแบบกาลชะตาเขาไม่ต้องบอกวันเดือนปีเกิดเราก็สามารถทำนายได้ อยากถามเรื่องนั้นเรื่องนี้ก็โต้ตอบกันไป”

“จริงๆ การดูดวงแบบกาลชะตาทุกสำนักก็มี แล้วแต่ว่าใครจะนำมาใช้เท่านั้นเอง มันเหมือนเป็นพื้นฐานการดูดวง ถ้าเรียนรู้มาได้เข้าใจทั้งหมดแล้วความจำดีสติปัญญาดีก็ดูดวงตามกาลชะตาได้ เลย มันไม่มีตำราอะไรที่พิเศษ โหราศาสตร์มันก็คือโหราศาสตร์ แต่จะขึ้นอยู่ที่ปฏิภาณ และความจำของคนที่นำไปใช้เท่านั้นเอง เหมือนเป็นความรู้เฉพาะบุคคลหรือสถิติที่เขาเก็บไว้ที่เขาทำได้ก็เลยอ้างว่า อย่างนั้นอย่างนี้ หรือบางคนก็มาใช้ศัพท์เฉพาะเรื่องไป”

สรุปว่า 3 ปรมาจารย์ทางด้านโหราศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็น “อาจารย์พัฒนา พัฒนศิริ” หมอดูผู้คร่ำหวอดในวงการโหราศาสตร์มากว่า 34 ปี ,”อาจารย์ภิญโญ พงศ์เจริญ” นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ และประธานสภาโหราจารย์ และคลุกคลีอยู่กับวงการโหราศาสตร์มากว่า 50 ปี และ “หลวงพ่อสุธน” เจ้าอาวาสวัดสุรชายาราม(วัดหลุมดิน) ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาการดูดวงมาจาก “พระครูเขมานันทมุนี” หรือ “หลวงปู่พรหม” แห่งวัดสัตตนารถ ราชบุรี ซึ่งหลวงปู่พรหมท่านนี้เป็นพระหมอดูชื่อดังของราชบุรี และเป็นที่รู้จักกันดีว่า ได้รับการถ่ายทอดวิชาดูดวงจาก “พระครูอินทร์เทวดา” มาโดยตรง ต่างไม่เคยได้ยินชื่อตำรา “บริเฉท 7 ดารา” ที่หมอกฤษฏ์กล่าวอ้างว่า ได้ร่ำเรียนมาจาก “หลวงปู่” ท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของ “หมอหน้าบาก” ที่ได้รับการถ่ายทอดมาจากพระครูอินทร์เทวดา

นอกจากนั้นปรมาจารย์ด้านโหราศาสตร์ทั้งสามยังกล่าวอีกว่า การ ดูดวงแบบไม่ต้องใช้วันเดือนปีเกิด แต่ดูจากวันเวลาที่โทรมาหรือที่เจอกัน ก็สามารถทำนายได้เลยว่ามีไฝตรงไหน ใส่เสื้อสีอะไร ผมยาวผมสั้น แบบที่หมอกฤษฏ์ใช้ทำนายและอ้างว่าเป็นการดูแบบบริเฉท 7 ดารานั้น มันไปคล้ายกับการดูเลข 7 ตัว , การจับยามทาย และการดูแบบกาลชะตา ซึ่งเป็นการดูดวงที่ล้วนไม่ต้องใช้วันเดือนปีเกิด แต่เป็นการดูจากฤกษ์ที่บุคคลนั้นมาหา ซึ่งเป็นการดูดวงแบบทั่วไปไม่ได้พิสดาร

แต่สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือ ทำไมความ “บังเอิญ” ในเรื่องต่างๆ มันมาเกี่ยวข้องกับ “หมอกฤษฏ์” ทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตำราพระครูอินทร์เทวดา ทั้งๆ ที่มีอยู่ตั้ง 3 วิชา แต่ทำไมวิชาที่หมอกฤษฏ์ได้รับการถ่ายทอดมาถึง “บังเอิญเป็นตำราที่ไม่มีชื่อ”(ซะงั้น) จนตอนหลังเจ้าตัวต้องมาตั้งชื่อเอาเองว่าเป็นตำราบริเฉท 7 ดารา โดยมีการกล่าวอ้างในพ็อกเก็ตบุ๊ค (กฤษฏ์ คอนเฟิร์ม หมอดูจอมอหังการ) ถึงการตั้งชื่อดังกล่าวว่า….

จริงๆ แล้วตำรานี้มีชื่อที่พระครูอินทร์เทวดาตั้งไว้แล้วเรียบร้อยแล้ว เพียงแต่ไม่ได้บอกกับลูกศิษย์ ซึ่งก็คือหมอหน้าบาก ทำให้ไม่มีใครทราบชื่อของตำราดังกล่าว แต่หลวงปู่ได้บอกกับหมอกฤษฏ์ว่า ถ้าตกทอดมาเป็นรุ่นของหมอกฤษฏ์จะมีชื่อขึ้นมาเอง ที่สำคัญไปกว่านั้น วิชานี้จะโด่งดังเหมือนยุคสมัยพระครูอินทร์เทวดาเลยทีเดียว ….นั่นคือสิ่งที่เจ้าตัวหยิบยกมาแจกแจง

ซึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่าสิ่งที่เกี่ยวกับหมอกฤษฏ์ล้วนเป็นปริศนาทั้งหมด แม้กระทั่งชื่อวัดที่ไปบวชเรียนจนได้ศึกษาวิชาบริเฉท 7 ดารามาเจ้าตัวก็ยังไม่เปิดเผย บอกแค่ว่า เป็นวัดแห่งหนึ่งในจังหวัดราชบุรี ชื่อ “หลวงปู่” ผู้เป็นอาจารย์ที่ถ่ายทอดวิชาก็ยังเก็บงำให้เป็นปริศนาอย่างน่าพิลึก

ความเป็นปริศนาเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า แท้จริงแล้วเจ้าตัวไปบวชและได้เรียนวิชาที่ว่านี้จากวัดไหนในจังหวัดราชบุรี แล้วหลวงปู่ปริศนาที่เจ้าตัวอ้างว่าเป็นอาจารย์คือใคร และท้ายที่สุดแล้วตำราที่หมอกฤษฏ์ไปร่ำเรียนมา…ใช่ตำราของพระครูอินทร์ เทวดาจริงหรือไม่

คงไม่มีใครให้คำตอบได้ดีไปกว่า “หลวงปู่ปริศนา” อาจารย์ของ “หมอกฤษฏ์” พรุ่งนี้เราไปว่ากันต่อในตอน 2 “พลิกแผ่นดินตามล่า หลวงปู่ปริศนา อาจารย์ของ หมอกฤษฏ์ คอนเฟิร์ม” บุคคลที่หมอกฤษฏ์ไม่เคยเปิดเผย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์