พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร “ถ้าผมจัดการ (คนไม่จงรักภักดี) ได้ ผมจัดการไปแล้ว”


พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร

พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร

ท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองและความมั่นคงของชาติที่กำลังตกอยู่ในภาวะล่อ แหลมครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ทั้งจากการที่ นช.ทักษิณ ชินวัตรให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์เดอะไทมส์ ออฟ ลอนดอน ด้วยถ้อยคำที่จาบจ้วงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และการที่ฮุนเซนตั้ง นช.ทักษิณเป็นที่ปรึกษาของรัฐบาลกัมพูชาย่ำยีกระบวนการยุติธรรมไทย

ภายหลังจากเกษียณอายุราชการ พร้อมทั้งห่างหายจากการให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 2 ปี วันนี้ พล.อ.สพรั่ง กัลยาณมิตร อดีตรองปลัดกระทรวงกลาโหม อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก หนึ่งในนายทหารคนสำคัญที่ร่วมรัฐประหาร19 กันยายน 2549 ได้ตัดสินใจให้ ASTVผู้จัดการสุดสัปดาห์ สัมภาษณ์พิเศษเป็นครั้งแรก เพื่อเปิดเผยถึงความรู้สึกนึกคิดที่มีต่อชาติบ้านเมืองในเวลานี้-มีคำพูดหนึ่งมักพูดกันในแวดวงทหาร คือคำว่า The old soldier never die สำหรับ พล.อ.สพรั่ง หลังจากที่พ้นหน้าที่รับใช้บ้านเมือง ภารกิจของท่านยังมีอยู่หรือจบลงไปด้วย
จิตสำนึกในความเป็นทหารอาชีพ ความรักชาติ เมื่อครั้งที่ตนเองต้องทำหน้าที่นั้น เมื่อกลับหลังยังคงไม่เปลี่ยนแปลง ต้องเป็นทหารไปตลอดชีวิต เพียงแต่ว่าบทบาทไม่เท่ากับตอนที่รับราชการ ความหมายก็คือยังรักชาติ เป็นทหารอาชีพ เป็นพลเมืองดีพร้อมที่จะรับใช้ชาติเมื่อถึงเวลาที่ต้องการ หมายความว่าอย่างนั้น

-เท่าที่ได้ติดตามสถานการณ์บ้านเมืองตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา รู้สึกห่วงและหนักใจมากแค่ไหน
เป็นห่วงตั้งแต่ทำหน้าที่แล้วว่า เราจะจัดการเพื่อให้บ้านเมืองมันยุติการเผชิญหน้าได้อย่างไร และตอนนั้นถึงขั้นที่เลือดตกยางออก เรียกว่าประชาชนต่อสู้กันเอง กองทัพโดยผู้บัญชาการทหารบก (พล.อ.สนธิ บุณยรัตกลิน) ขณะนั้น และผมเองในฐานะที่คุมกองกำลังด้วยเล็งเห็นสิ่งที่จะเป็นความหายนะก็เลยคลี่คลายซะก่อน และที่ออกมาก็เลยเป็นความจำเป็น เพื่อเป็นประโยชน์ในการที่เราจะมาเริ่มต้นแก้ไข แต่ปรากฏว่าโอกาสที่เราจะทำในระยะยาวไม่ได้ทำ มันก็เลยเป็นการตัดหญ้าหน้าฝน หญ้าก็ขึ้นมาอีก สูงขึ้นยาวเลย หญ้ารกเลย ก็คงประจักษ์กันว่าเราหนักใจ และรู้สึกไม่สบายใจ เป็นห่วงชาติบ้านเมือง

-จากการเคลื่อนไหวของทักษิณ ชินวัตร ตั้งแต่การถูกตั้งให้เป็นที่ปรึกษาของฮุนเซน จนล่าสุดได้ให้สัมภาษณ์ ไทมส์ ออนไลน์ ในฐานะที่ทหารที่มีจิตใจรักชาติมีความรู้สึกยังไงต่อเรื่องนี้
(พล.อ. สพรั่งนั่งนิ่งไปพักหนึ่ง) ก่อนตอบว่าที่จริงตอบได้ แต่ขอตอบเพียงเพื่อให้ความเห็นก็แล้วกันว่า รัฐบาล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภาคความมั่นคง ต้องไม่วิเคราะห์การแสดงออกท่าทีที่มันเกิดขึ้น ในลักษณะที่ว่า มีการให้ประเทศเพื่อนบ้านเข้ามามีส่วนร่วมในการที่จะทำให้การแสดงออกท่าที ของทักษิณ มีบทบาทโดดเด่นมากขึ้น ดังนั้นรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ต้องคิดใคร่ครวญให้จงหนักว่า ผลที่มันจะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต ควรจะตัดไฟตั้งแต่ต้นลมหรือไม่ การดำเนินการใดๆ ต้องมีความรับผิดชอบต่อสิ่งที่ท้าทายต่อศักดิ์ศรีของประเทศชาติ เพราะมันเป็นเรื่องการท้าทายว่า เราจะแก้เกมนี้ถูกต้องหรือไม่ มันเป็นเกมที่ยกระดับในระหว่างสองประเทศไปแล้ว แม้จะเป็นแบบทวิภาคี แต่ก็ถือเป็นการท้าทายความคิดความอ่านของรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะไม่เคยเกิดปรากฏการณ์อย่างนี้มาก่อน ทำให้เกิดการแทรกแซงกิจการภายในขึ้น โดยที่ทุกคนก็รู้ว่ามารยาทมันไม่ใช้กันแล้ว และไม่เกรงใจกันแล้ว เราควรไปใคร่ครวญให้ดี

-ในฐานะทหารเก่า ท่าทีการตอบโต้ของทหารไทยต่อกรณีทักษิณเป็นที่ปรึกษาสมเด็จฯ ฮุนเซนนั้น เป็นอย่างไร
ผมตอบแทนคนที่รับผิดชอบไม่ได้ แต่ผมเห็นว่า เพื่อนบ้านต้องรักษาความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ต้องรู้ว่ามีความสัมพันธ์ รัฐต่อรัฐ ไม่ใช่ตัวบุคคล นี่เป็นความคิดในส่วนของผมนะ แต่คนอื่นอาจจะไม่เห็นตามที่ผมคิดก็ได้

-บทบาทของทหารควรทำอย่างไรในสถานการณ์แบบนี้ หรือกองทัพควรมีมาตรการช่วยเหลืออย่างไรบ้าง
เนื่องจากมันยังอยู่ในขั้นตอนการดำเนินการทางการทูต เป็นการตอบโต้จากเบาไปหาหนักก็แล้วกัน ผมก็มั่นใจว่ารัฐบาล กองทัพ หรือที่เรียกว่าการเมืองการทหาร ต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องสอดคล้องกัน น้ำหนักของการดำเนินการทางการทูต ทางการทหารต้องผสมกลมกลืนไม่หนักเกินไปหรือเบาเกินไป ต้องประสานแผนการปฏบิติให้เกิดความเหมาะสม ทำให้ท่าทีที่ไม่เป็นมิตรมันคลี่คลายลง ผมหวังว่าขั้นตอนที่กำลังดำเนินการอยู่ทั้งการเมืองและทหาร ต้องมีความสอดคล้องกัน

-ท่านทูต สุรพงษ์ ชัยนาม อดีตเอกอัครราชทูต 5 ประเทศ บอกว่าไทยไม่ได้อยากทำสงคราม แต่ทางการทูตเราต้องเตรียมความพร้อม ให้เขารู้ว่า เราก็พร้อมเพื่อแสดงถึงศักดิ์ศรีของชาติ ท่านคิดว่าคำพูดนี้ถูกต้องหรือไม่
คือมันเป็นตรรกะ มันเป็นเรื่องของพื้นฐานด้วยว่าการเมือง การทหารต้องแนบแน่นกัน แยกกันไม่ออก เหมือนปาท่องโก๋ เพราะฉะนั้นเราจะไม่หยิบยกเอาว่า ต้องเอาความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ เราไม่ต้องพูดว่า การทหารต้องเตรียมให้พร้อม เพราะมันเหมือนกับเรามีเจตนาที่เรียกว่าขยายผล เราก็มาใช้การทูตสร้างความเข้าใจ หรือแสดงการตอบโต้ตามมาตราฐานสากลตามบทบาทที่ควรเป็นด้วยท่าทีเข้มแข็ง โดยไม่จำเป็นต้องใช้กำลัง เพราะว่าเมื่อตัดสินใจทำการขยายผลทางด้านการทหาร มันทำให้เสียหายทั้งสองประเทศ คิดว่าความเข้มเข็งความชาญฉลาด และท่าทีที่เอาจริงของรัฐาลก็น่าจะเพียงพอ

-จากกรณีที่ฮุนเซนไม่ยอมส่งตัวคุณทักษิณกลับมา ซึ่งเป็นการย่ำยีกระบวนการยุติธรรมไทย ท่านคิดว่า อะไรที่ทำให้ ฮุนเซน คิดแบบนี้
อันดับแรกเมื่อเรามีสนธิสัญญาร่วมกันระหว่างประเทศ ความเห็นของประเทศเพื่อนบ้าน และความเป็นสมาชิกอาเซียนร่วมกัน ถ้าเขาปฏิเสธก็เป็นเครื่องวัดแล้วว่า ความจริงใจที่มีต่อพันธะสัญญานั้น กับการใช้ประโยชน์ส่วนตนเขาเลือกอะไร มันเป็นคำตอบแล้ว ผมไม่ต้องขยายความ ก็เหมือนมิตรเวลาคบกันแล้วไปในงานสังสรรค์ก็รับปากทุกอย่างว่าเราเป็นเพื่อน รับปากว่าจะช่วย แต่พอถึงยามคับขัน นอกจากจะไม่ช่วยแล้วยังทำให้เรามีปํญหาเพิ่ม เราจะเรียกว่ามิตรแท้หรือ

ดังนั้นในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็เหมือนกัน รัฐบาลต้องตระหนักแล้วว่าสิ่งที่ตนเองไปรับประกันความสัมพันธ์ ไปประเมินค่าความสัมพันธ์ กับข้อเท็จจริงที่ปรากฏในวันนี้เราควรแก้ไขได้รึยัง ควรจะทบทวนได้รึยัง อย่าสร้างความสับสนให้คนในชาติว่า เพราะการรักษาความสัมพันธ์กับการทำหน้าที่เพื่อรักษาศักดิ์ศรีของชาติ จะต้องไปพร้อมกันได้

-รัฐบาลไทยควรทำอย่างไรกับท่าทีของฮุนเซนและกัมพูชา
ก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่ต้องเข้มแข็ง อย่าอ่อนแอ ท่าทีไม่จำเป็นต้องนุ่มนวล ความนุ่มนวลใช้ได้ในโอกาสที่เป็นมิตรไมตรีกันจริงๆ แต่ในบรรยากาศที่ขาดความจริงใจ ไม่ต้องใช้ความนุ่มนวลต้องใช้ความเข้มแข็ง อย่าให้ใครประนามเราว่า เป็นรัฐาลที่ยอมแลกศักดิ์ศรีของชาติบ้านเมือง เพื่อผลผระโยชน์บางอย่าง แม้จะเป็นผลประโยชน์ ของชาติก็ไม่คุ้มกัน เพราะผลประโยชน์ของชาติบางครั้งมันไม่ใช่เรื่องศักดิ์ศรีอย่างเดียว มันเป็นเรื่องของศักยภาพ ความภูมิใจในศักดิ์ศรี ความน่าเกรงขาม อย่าให้ใครคนอื่นมาดูถูกคนในชาติว่าอ่อนแอ หรือ ขี้ขลาดเห็นเอาผลประโยชน์เข้ามาล่อก็ยุติทุกอย่าง

-คล้ายกับท่านมองว่า หากรัฐบาลถึงขั้นปิดพรมแดน ก็สามารถทำได้
การแก้ปัญหาเรื่องนี้ ในความคิดของผมนะ การบอยคอต การประท้วงการตอบโต้ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจว่า เราตอบโต้เพียงเพื่อให้ปัญหามันยุติ ไม่ใช้ไปก่อปัญหาเพิ่มเติมนะ แล้วอย่ามาบอกว่า การแก้ปัญหานั้นไปกระทบกระเทือนจนทำให้สองอย่างนั้นขัดแย้งกัน ถ้าจำเป็นต้องแลกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง สิ่งที่แลกนั้นต้องได้ผลประโยชน์เหนือกว่าสิ่งที่เสียผลประโยชน์ อย่างนี้คือการตัดสินใจที่ถูกต้อง แต่ถ้าให้เอาผลประโยชน์ของบางกลุ่ม แล้วอ้างว่าเพื่อให้บรรยากาศค้าขายดีขึ้น แต่แท้จริงมันไปกระทบกระเทือนแค่คนบางกลุ่ม แบบนี้อย่าทำเพราะจะสร้างความสับสน ความบิดเบือน

แต่การแก้ปัญหาเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนกับสิ่งที่มันเดินไปอย่าง ปกติสามารถทำได้ มันขึ้นอยู่กับความชาญฉลาด และรู้ว่า แท้ที่จริงปัญหานั้นมันมีความสำคัญอย่างไร

-การที่รัฐบาลตอบโต้กลับ โดยการเรียกทูตไทยกลับมา ท่านพอใจในระดับหนึ่งหรือไม่
ไม่ใช่เรื่องพอใจหรือไม่พอใจ เขาต้องทำให้เรามีความรู้สึกไว้วางใจ มันไม่ใช่ว่าไปคอยแต่รับเกมหรือไปให้กำลังใจไปโอบอุ้มกัน ให้โอกาสบ้าง มันไม่ใช่เรื่องการให้โอกาส เพราะคุณมีความพร้อมที่จะทำหน้าที่แทนประชาชน ที่คุณอาสามาเป็นนักการเมืองเพื่อดูแลชาติบ้านเมือง คุณจะต้องศึกษางานที่ต้องรับผิดชอบว่า งานด้านใดที่ต้องทุ่มเทและผลประโยชน์ของชาติกับศักดิ์ศรีของชาติ แต่ถ้าเราไม่คำนึงถึงศักดิ์ศรีทำอะไรก็ได้ขอให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ มันน่าจะไม่เหมาะสม ดังนั้นในฐานะที่เป็นตัวแทนคนในชาติ คนที่ทำหน้านี้จะต้องรักษาความสง่างาม ไม่ใช่ไปอ่อนข้อเพียงเพื่อรักษาความสัมพันธ์แต่ถูกเขาดูถูกเหยียดหยาม ศักดิ์ศรี มันใช้ไม่ได้

-การที่รัฐบาลประกาศยกเลิกเอ็มโอยูปี 2544 นั้นถูกแล้วใช่หรือไม่
การประกาศยกเลิกดังกล่าวเป็นมาตรการทบทวน เพราะในยามคับขัน คุณได้แสดงความเป็นปฏิปักษ์กับประทศเรา ดังนั้นในการลงทุนร่วมกันน่าจะมีปัญหาในภายภาคหน้า เราสามารถทบทวนได้เป็นเรื่องปกติ ผมไม่ได้เห็นว่ามาตรการตอบโต้ต่างๆ ต้องถูกตำหนิ แต่ขอให้เป็นการตอบโต้ที่สอดคล้องกับสิ่งที่เกิดขึ้น กับสิ่งที่เขาโอบอุ้มก็แล้วกัน

– ท่านได้เคยพบฮุนเซน หรือไม่
ผมไม่เคย เพราะผมไม่เคยรับผิดชอบด้านโน้น

-ในสายตาของท่าน ฮุน เซนเป็นคนยังไง
ตอบไม่ได้เลย เพราะผมไม่อยู่ในฐานะที่ต้องตอบโต้ ความรู้สึกอะไรต่างๆ ที่ประชาชน รับสารจากทางสื่อ ผมก็คงไม่แตกต่างจากที่ประชาชนรับทราบ จะไปวิจารณ์อะไรคงไม่ได้เพราะไม่ได้อยู่ในฐานะ

-จากกรณีที่ทักษิณ ให้สัมภาษณ์ ไทมส์ ออนไลน์ แน่นอนว่าเป็นการจาบจ้วงสถาบัน ตรงนี้คิดว่าคนไทยเราควรทีท่าทีต่อเรื่องนี้อย่า’ไร
ผมคิดว่าข่าวสารได้ประจายไปทุกสื่อแล้วนี่นะ เชื่อมั่นว่าพื้นฐานจิตใจคนไทยทั้งประเทศ ทั้งคนที่กลายมาเป็นปัญหา หรือต่อสู้การทางการเมืองในประเทศของกลุ่มต่างๆ ย้อนกลับไปนานๆ หน่อยสัก 10 ปี คิดว่าความรู้สึกแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นในใจคนไทยแน่นอน ถ้าจะมีบ้างก็เป็นคนที่หลงยุคอยู่ แต่ก็ไม่ได้เป็นปัญหามากนัก แต่มาถึงวันนี้เรียกว่ามันเริ่มกลับมาเป็นปัญหาของชาติ เป็นเรื่องประชาชนคนไทยทั้งประเทศ เราต้องย้อนคิดให้หนักก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินแก้ว่า ชาติของเรามีความยิ่งใหญ่พอสมควรแก่ฐานะ มาจากพระมหากรุณาธิคุณของสถาบันกษัตริย์ในอดีตเรามีผู้ปกครองรัฐ ไม่ว่าจะเป็นกรุงสุโขทัย กรุงศรีอยุธยา และกรุงรัตนโกสินทร์ เป็นศูนย์รวมจิตใจคนในชาติ ความแข็งแกร่งมาจากความสามารถของพระบรมเดชานุภาพของพระมหากษัตริย์ เป็นนักปกครองที่ทรงทศพิธราชธรรม เป็นตัวอย่างแก่เจ้าผู้ครองนครในอดีตเลยเลย ที่เขาเรียกว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์

แต่พระองค์ท่านเอาอำนาจที่ปกครองเบ็ดเสร็จ มีทศพิธราชธรรม เป็นเครื่องกำกับอำนาจของท่านทำให้ประเทศไทย แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปในรูปแบบใดก็ตาม จะเห็นว่าเราไม่เคยมีอะไรรุนแรงไม่เคยทำให้ประชาชนได้รับผลกระทบกระเทือน ในอดีตมีการปกครองพ่อลูก แม้ต่อมาอาจจะเป็นการปกครองยกย่องเหมือนสมมุติเทพ แต่ท่านก็ไม่ได้เป็นสมมุติเทพที่ห่างไกลจากประชาชน ยังคงปกครองอาณาประชาราชหมือนพ่อปกครองลูก แม้ว่าอาจจะมีบางสมัยที่ได้รับความเดือนร้อนจากการเมืองขัดแย้งในประวัติ ศาสตร์ได้เรียนรู้กันแล้ว แต่ราชวงศ์ก็จัดการกันเอง ไม่ใช่เป็นเรื่องคนภายนอกถือโอกาสถล่มทลาย หรือสมควรมาล้มเลิกล้มล้าง และตัวเองคุณธรรมก็ไม่ได้สั่งสมอะไรมาเพียงแต่ว่า อาจจะมีความรู้

ดังนั้น คนที่คิดล้มล้างในปัจจุบันจะเป็นใคร ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อยแอบซ่อนอยู่เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มที่คิดอคติ ความคิดในด้านวิชาการ หรือว่าหลงไหลได้ปลื้มด้านตะวันตก หลงลืมว่าตนเองเป็นใคร กำเนิดตนเองมาจากไหน ก็เลยโหมโรงกันใหญ่ ของให้สำนึกว่า คุณงามความดีของพวกคุณทั้งหลาย เอาบรรพบุรุษของคุณมารวมกัน เป็นเศษธุลีของพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่านหรือไม่ก็ไม่ต้องไกลมาก เอาแค่ต้องเสียกรุงธนบุรี มาจนพระเจ้าตากหรือพระพุทธยดมฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ 2 ,3 ,4 ,5 ต่อสู้มาเพื่อให้บ้านเมืองเราให้อยู่ได้ เทียบกับคุณงานความดี คุณคิดจะล้มล้างท่านคุณเอาอะไรมาคิด

ถ้าเชื่อเรื่องกรรม คุณตกนรกแน่นอน และคุณทำให้ญาติโกโหติกา ลูกหลานคุณอับอาย คุณคิดเปลี่ยนแปลงท่านได้อย่างไร ท่านเป็นศูนย์รวมจิตใจคนไทย คุณไม่พอใจอะไรบางอย่าง ไม่ใช่พระองค์ท่านจะไม่ทราบ ถ้าคุณจงรักภักดี คุณจะต้องไม่ลบหลู่ พระอัจฉริยภาพของพระองค์ท่านที่ทรงปกครองดูแลชาติบ้านเมืองมายาวนานไม่เคย ขาดตอน

กับคุณที่มีโอกาสบริหารประเทศไม่นาน คุณช่างไม่ประมาณตน ไม่ว่าจะคิดอ่านอะไรก็แล้วแต่ บ้านเมืองสำคัญที่สุดอยู่ที่ศูนย์รวมจิตใจคน ประเทศไทยเป็นประเทศ ที่ไม่ได้ยิ่งใหญ่ในทางมหาอำนาจ แต่ประเทศไทยอยู่ได้เพราะเรามีศูนย์รวมจิตใจ คุณดูประเทศยูโกสลาเวีย หลังจากการอสัญกรรมนายพลตีโต รัฐต่างๆ แตกแยกกันหมดเลย ไม่สงบสุขเกิดสงครามกลางเมือง คุณอยากเห็นประเทศไทยเป็นอย่างนั้นใช่มั้ย ในวันนั้นไม่มีคนได้ดิบได้ดีนะ มีแต่ความหายนะ ผู้คนสำนึกในบ้านเมือง ความไม่พอใจอะไรต่างๆ เรารับฟังกันได้ เรายินดี คนไทยหันหน้าเข้าหากันด้วยความสำนึกในแผ่นดิน ความโลภ โมโหต่างๆ ถ้าคุณเอามามาเกี่ยวข้อง วันนั้นคุณไม่คิดอะไรนอกจากสิ่งที่คุณต้องการเพื่อสิ่งที่คุณอยากได้ แต่บ้านเมืองเสียหาย ลูกหลานคุณจะได้รับผลกระทบแน่นอน นี่คือทุกๆ คนที่คิดร้ายต่อบ้านเมืองนะ ผมไม่ได้หมายถึงใครนะ คนที่ไม่ทำอะไร อยู่เฉยๆ เห็นแก่ตัว เอาแต่ผลประโยชน์ส่วนตัวก็มีส่วนทำให้บ้านเมืองล่มจมได้เหมือนกัน เพราะทุกคนมีหน้าที่ปกป้กองสังคมประเทศชาติได้ ไม่จำว่าต้องมีฐานะเป็นทหาร เป็นข้าราชการทั่วไป เป็นหมอ เป็นครู ทำหน้าที่ทั่วไปก็ช่วยกันปกป้องบ้านเมืองได้เหมือนกัน

ฝากว่าความคิดคำนึกเพื่อให้ได้มาเพื่อสิ่งที่ตัวเองเรียกร้อง บางครั้งอาจจะสมควรแก่การเรียกร้องแต่การเรียกร้องของคุณไปกระทบต่อชาติ มันเป็นการไม่สมควร ข้าราชการทุกกระทรวงก็อย่านิ่งดูดาย เพราะกลัวการจะถูกทุบหม้อข้าวหม้อแกง หรือเรียกว่าถูกโยกย้าย เพียงเพื่อให้ตัวเองได้รับตำแหน่ง แต่ชาติเสียหาย เป็นความน่าอับอายอย่างยิ่ง

วันนี้ข้าราชการจะคิดอย่างอื่นไม่ได้ ต้องคิดถึงชาติบ้านเมืองก่อน ถ้าชาติล่มจม ข้าราชการที่อยู่ในความวุ่นวายนี้ จะต้องได้รับการทบทวนสะสาง ในสิ่งที่พวกคุณได้ปล่อยให้บ้านเมืองเสียหายยากที่จะเยียวยา การอยู่ในตำแหน่งไม่ยังยืน ยังไงก็เกษียณหลัง 60 ปี คุณจะถูกเอาปีบคุมหัวอับอายขายหน้า มองผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ได้เลย ดังนั้นสิ่งสำคัญคือข้าราชการต้องกลับมาเป็นข้าราชการในพระบาทสมเด็จพระเจ้า อยู่หัวที่ดี แม้อาจะจะถูกแรงเสียดทาน กระทบกระเทือนต่อตำแหน่งหน้าที่

-พูด ถึงข้าราชการ มีเตรียมทหารรุ่น 10 บางคนที่เข้าไปสังกัดพรรคเพื่อไทย ตรงนี้ท่านคิดว่าควรที่จะมีการทบทวนท่าทีหรือไม่ หลังจากที่คุณทักษิณ ออกมาให้สัมภาษณ์กับ ไทมส์
การเข้าไปเป็นสมาชิกพรรคเมื่อเป็นพรรคที่ถูกต้องตามกฏหมาย ก็ไม่ได้เป็นการทำผิดกฏหมาย ขึ้นอยู่ที่เจตนารมณ์ ในการเข้าไปเป็นสมาชิกพรรคเพื่อขอโอกาสทำหน้าที่ที่จะดูแลบ้านเมืองในวัน ข้างหน้า ทุกคนต้องทราบ และรู้แก่ใจดีว่าที่เข้าไปเป็นนั้นเพื่ออะไร และสิ่งที่ตัวเองเข้าไปจะเป็นไปเพื่อสิ่งที่ตัวเองต้องการรึเปล่า การเข้าพรรคใดไม่น่าวิตกห่วงใย แต่ข้อสำคัญเคือเข้าไปเพื่ออะไร สิ่งเหล่านั้นมันขัดอุดมการณ์ตัวเองรึเปล่า แต่ถ้าไปเห็นด้วยในอุดมการณ์ด้วยกันก็ต้องยอมรับว่าอุดมการณ์ของพรรคนั้นๆ ไม่เป็นผลต่อชาติบ้านเมือง ถ้าขืนยังดันทุรังเข้าไป ไม่ต้องถามว่าจะทำหน้าที่นักการเมืองที่ดีหรือไม่ ผมไม่ได้บอกว่าไม่ต้องเข้าพรรคนั้น พรรคนี้นะ ลำพังพรรคไม่ได้ทำให้บ้านเมืองเสียหาย อยู่ที่คนต่างหาก

-รวมถึงกรณีที่ พล.อ.จิรเดช คชรัตน์ ด้วยหรือไม่
อันนี้ขออนุญาตไม่พูด เพราะว่าผมได้พบกันน้องเขาแล้วว่าก็ขอให้น้องที่มีความตั้งใจมุ่งมั่นจะรับ ใช้ชาติทางด้านการเมือง ก็ขอให้คำนึงถึงการเป็นนักการเมืองที่ดี เพราะมาจากกองทัพ และมีตำแหน่งที่เรียกว่าอยู่ในระดับสูงสุด เป็นทีมงานของผู้บังคับบัญชาชั้นสูง ขอให้น้องได้นำเอาเจตนาของกองทัพ อุดมการณ์ของกองทัพ ไปหล่อหลอมสมาชิกพรรคว่า เมื่อนายทหารจากกองทัพไปอยู่คงก์กรใดพรรคได องค์กรนั้นต้องมีสง่าราศรี องค์กรนั้นต้องได้รับอุดมกาณ์ที่ดี ของกองทัพไปพรรคคือชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ถ้าองค์กรนั้นสามารถรับอุดมการณ์ นั้นไป ผมก็ว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ดี

-คิดว่าเรื่องราวของประเทศไทยที่วุ่นวายทุกวันนี้ ที่เกิดจากคุณทุกษิณ มันจะจบลงอย่างไร จะยิ่งบานปลายขึ้นหรือไม่
เราไม่พูดถึงเรื่งบานปลาย เราคงไปห้ามใครไม่ได้ เหมือนกับร่างกายมนุษย์ ไม่ต้องถามว่า มีเชื้อโรคอะไร ถ้าเราไม่ไปสัมผัสเราก็จะไม่เป็น ถ้าเราสัมผัสแล้ว เรามีภูมิต้านทานเราเข้มแข็ง เราอย่าไปบอกว่า โอ…มันมีโรคอะไรมั้ย ถ้าเราอยู่ในอากาศที่มีไวรัส มีแบคทีเรีย เป็นที่อโคจร ทำอย่างเดียวคือทำให้ร่างกายเข้มแข็ง

ดังนั้นสังคมประเทศชาติต้องทำให้ประชากรในชาติพัฒนาคุณภาพชีวิต มีการศึกษายกระดับ มีส่วนร่วมอย่างเข้าใจในเนื่อหาประชาธิปไตย ไม่ใช่ไปเขียนกฏหมายให้มันน่ากลัว หรือตีกรอบจนกระดิกตัวไม่ได้ว่านั่นคือกรอบประชาธิปไตย เราไม่ต้องสนใจเชื้อโรค สำคัญคือการสร้างภูมิต้านทาน ขออนุญาตยกคำคมของทหารที่ภาษาอังกฤษบอกว่า “ We are listen too because we are strong” ทุกวันนี้ไม่ใช่ข้าศึกเข้มแข็งเพราะเราอ่อนแอ ดังนั้นเราต้องเข้มเข็ง ไม่ต้องไปรบกับใคร ถ้ารัฐบาลอ่อนแออันธพาลเต็มเมือง แต่เราจะเข้มแข็งเกินกว่าที่เป็นจริงไม่ได้ เราเข้มแข็งตามอัตภาพ

-แล้วเราจะต้องเริ่มต้นกำจัดความอ่อนแออย่างไร
สิ่งแรกเลยคือเราต้องรู้ว่าเราอ่อนแอเรื่องอะไร การเมืองอ่อนแอใช่มั้ย ความเสียสละของผู้นำต้องรับผิดชอบเป็นยังไง เหมือนตรวจโรคเลย ถ้าอยากรู้ว่าตัวเองอ่อนแอหรือเข้มแข็งเรื่องอะไรก็เช็คอัพร่างกายเลย วันนี้ประเทศไทยต้องการอะไร ต้องการผ่าตัดขนานใหญ่ อย่ารักษาโรคแบบเลี้ยงไข้ อย่าประคองโรคไปโดยไม่อยากรับรู้ความจริงว่าขณะนี้เราจำเป็นต้องเช็คอัพ แต่เรากลับเลี้ยงไข้ อย่างคนที่เป็นฝีในตับนะ แต่เราก็ไปกินยาพาราเซตามอลเพื่อรักษาอาการป่วยเป็นไข้ แต่เราไม่ได้รักษาที่ฝีที่ตับเพราะเราบอกว่าคนไข้ดีขึ้น เรากำลังโกหกตัวเองรึเปล่า เพราะฉะนั้นขอให้ผู้ที่ทำหน้าที่ในปัจจุบันที่เป็นรัฐบาลนั้นเป็นเพื่ออะไร เพื่อแก้ไขปัญหาของชาติบ้านเมืองหรือไม่ หรือเพื่อให้มีโอกาสได้บริหารราชการแผ่นดิน ถ้าอย่างนั้นเราเล่นเกมผิดเวลาผิดสถานที่

-คิดว่าตอนนี้นายกฯ เราเข้มแข็งพอรึยัง
อย่าถามผม ความรู้สึกของตัวประชาชนก็สะท้อนถึงตัวนายกฯ อยู่แล้ว ผ่านการแสดงออกสื่อทุกประเภทท่านเปิดเว็บไซต์ท่านอยู่แล้ว ท่านก็เห็นว่าทุกคนอยากเห็นการตัดสินใจที่เด็ดเดี่ยว และความที่ท่านมีเครดิต เป็นนักการเมืองที่มีคุณลักษณะเด่นกว่าคนอื่น เป็นนักการเมืองวัยหนุ่มที่มีน่าจะมีวิสัยทัศน์ สามารถตัดสินใจเด็ดขาด แต่ต้องไม่ลังเล ถ้าทีมงานหรือคณะที่ทำงานร่วมกันมีความเห็นที่ผิดเพี้ยนจะต้องไม่ยอม และท่านจะต้องแอ่นอกรับผิดชอบ เหมือนผู้นำที่ดีทั้งหลายในอดีตถึงปัจจุบันที่กล้ารับผิดชอบ แต่ไม่ใช่กล้าที่จะทำผิดนะ ไม่ได้หมายความว่าให้รับผิด บอกว่าผมขอรับผิด ตะบี้ตะบันรับผิดอย่างนี้ไม่ต้อง เราไม่ต้องการคนที่ทำผิดซ้ำซาก แล้วมาบอกขอโทษ ขออภัย เสียใจ

ผมต้องการให้ประชาชนมีความคาดหวังที่ดี มั่นใจว่าการตัดสินใจของท่านแต่ละเรื่องคือรอบคอบ รวดเร็ว แต่ถ้ารอบคอบแต่ช้า ไม่ทันการณ์ก็เสียหาย เหมือนสิ่งที่กำลังเกิดในปัจจุบัน ท่านรู้ว่ามีเวลาที่พอจะเยียงยาได้มันอยู่ แต่ว่ามีไม่มากนัก ก่อนที่อะไรจะสายเกินแก้

-ในส่วนของกองทัพเป็นสถาบันหลักชาติ เข้มแข็งรึเปล่า
กองทัพมันอ่อนแอไม่ได้

-ตัวคนอ่อนแอหรือไม่
กองทัพที่สำคัญที่สุดคือคน คนต้องเข้มแข็ง คือร่างกาย จิตใจ และองค์ประกอบอย่างอื่นด้วยนะ ยุทโธปกรณ์ ที่มีประสิทธิภาพก็ต้องเข้มแข็ง ความแข้มแข็งโดยรวมก็คือร่างกายที่มีภูมิต้านทาน ไม่มีโอกาสอ่อนแอเลย เหมือนร่างกายถ้าไม่ออกกำลังกาย เป็นหวัดทันที

-แสดงว่าท่านพอใจ กับการทำงานของผู้นำเหล่าทัพ
ประชาชนเป็นคนบอก คนคนเดียวให้น้ำหนักใครไม่ได้ ผมต่อไปอาจจะถูกอาจจะผิด ความรู้สึกของประชาชนที่เห็นปัญหาต่างๆ คลี่คลาย เมื่อไร่ก็ตามถึงขั้นสุดท้ายที่กองทัพต้องออกมาแล้ว เมื่อออกมาแล้วต้องหยุดชะงัก นั่นคือความรู้สึกของประชาชนจะบอกเองว่ากองทัพอ่อนแอหรือเข้มแข็ง ยุทธศาสตร์ที่ดีที่สุดคือความเข้มแข็ง

-ท่านบอกว่า บ้านเมืองเรารัฐบาลและทหารต้องเข้มแข็ง แต่ในทางกลับกันปัญหาทุกวันนี้ที่เกิดขึ้นกับประเทศเราก็เพราะว่าประเทศเรา อ่อนแอ ท่านคิดว่าตรงจุดไหนที่ทำให้บ้านเมืองเราอ่อนแอ
ความอ่อนแอ คงไปพูดถึงสิ่งอื่นไม่ได้เลย คน คน เราไม่พูดถึงตำแหน่ง ไม่ใช่ยุทโธปกรณ์

-คนนี้กินอาณาเขตไปถึงไหน
ขึ้นอยู่กับว่าเรากำลังพูดถึงประเทศชาติ หรือปัญหาในวงแคบเล็กเข้ามาอีก พูดถึงผู้บังคับบัญชา เราจะเห็นว่าที่มันอ่อนแออย่างไม่น่าเชื่อ เรื่องที่ควรแก้ไขได้กลับแก้ไม่ได้ แล้วเรื่องใหญ่ๆ ไม่ต้องถามเลยว่าจะแก้ได้หรือไม่

-ต่อกรณีที่มีบางคนไม่จงรักภักดี
เพราะเขาไม่รู้ว่าพระองค์ท่านมีคุณธรรมอะไร ถ้าเขาไม่รู้เราก็ทำให้เขารู้ แต่ถ้าเขารู้แล้วยังปฏิเสธเขาก็คือฝ่ายอธรรมเท่านั้นเอง

-สรุปได้อย่างเต็มปากเต็มคำได้หรือไม่ว่าคุณทักษิณ ไม่จงรักภัคดี
ไม่ขอเอ่ยชื่อ ผมไม่ชอบการโจมตีโดยการที่ไม่ได้คุยกัน ความดีความชั่วมันไม่มีสัญชาติ ภาษาที่ใช้มันก็ไม่เหมือนกัน เราไม่ต้องเรียกชื่อ เอาเป็นว่าสิ่งที่ไม่ดีก็คือไม่ดี ในหลวงท่านถึงตรัสว่า อคติสำคัญมาก จะแก้ปัญหาของประเทศชาติต้องไม่มีอคติ ทำด้วยใจบริสุทธิ์ เอาความบริสุทธิ์ใจเป็นที่ตั้งจะเป็นเกราะคุ้มครอง ดังนั้นขอให้พวกเราที่รักบ้านรักเมืองอย่าอคติ เมื่อไม่ดีก็บอกไม่ดี ไม่ใช่พวกเขาไม่ดีเรารุมประณาม แต่พอพวกเราไม่ดีเว้นกัน

-เราควรทำยังไงกับคนที่ไม่จงรักภัคดี
ไม่ต้องถามผมว่าจะจัดการยังไง ถ้าจัดการได้ผมจัดการไปแล้วหละ ดังนั้นการจัดการของผม ขออนุญาตน้อมนำพระราชดำรัสของพรองค์ท่านที่ทุกคนมีความชื่นชม และถือเป็นพระราชดำรัสที่ใช้ได้ ในการทำให้บ้านเมืองสงบ เพราะบ้านเมืองเรามีทั้งคนดีแล้วคนไม่ดี ถ้าจะจัดการก็ต้องจัดการตามพระราชดำรัสนั้นแหละ คือไม่ให้คนไม่ดี มีโอกาส ทำไมไม่ทำล่ะ ในการคัดเลือกข้าราชการ ในการคัดเลือกรัฐมนตรี เข้ามาเป็นรัฐมนตรีทำไมไม่ทำทำไมไม่เอาหลักพระองค์ท่านมาใช้

ผมอยากเห็นบ้านเมืองสงบลงเสียมี อย่างปัญหาภาคใต้จะสงบได้เมื่อการเมืองเราสงบ รัฐบาลและกองทัพไม่ควรหงุดหงิด ควรเข้าใจความรู้สึกประชาชนที่รักชาติ ผมไม่อยากเห็นการเข่นฆ่า การเป็นศัตรูชนิดที่เรียกว่าลืมความที่เป็นคนไทยด้วยกัน เพียงเพื่อให้ได้มาซึ่งเป้าหมายที่ตนเองต้องการ ท้ายที่สุดประเทศชาติเสียหาย พระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาทในโอกาสต่างๆ อย่างสม่ำเสมอเพื่อเตือนสติ รัฐบาล กองทัพ ประชาชนทุกองค์กรที่เกี่ยวข้อง ล้านแต่เป็นประโยชน์ให้กับแนวทางองค์กรต่างๆ ท่านพยามยามถ่ายทอดพระราชดำริ เราจะปกครองแผ่นดินโดยเพื่อประโยชน์ของมหาชนชาวสยาม พระองค์ท่านมีพระราชปณิธานอย่างนี้ เราเป็นพสกนิกรแล้วน้อมนำมาปฏิบัติ ไม่ใช่เป็นเพียงความจงรักภักดี แต่มันเป็นเพื่อการทำความดีอันยิ่งใหญ่ เมื่อเรารู้ว่าเราเป็นคนดี ทำไมต้องเกี่ยงงอน ทำไมเราไปสรรเสริญคำพูดของประมุขประเทศต่างๆที่เป็นระธานาธิบดี เอามาพูดในสถานที่ต่างๆ เป็นวาระต่างๆ เป็นคำคม แต่ทำไมพระราชปณิธานของพระองค์ท่าน ไม่คิดว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นสัจธรรมด้วย เหนือกว่าคำพูดของพวกประธานาธิบดีด้วย ทำไมเห็นของตะวันตกมีคุณค่า พระราชดำรัสของพระองค์เป็นสัจธรมที่กาลเวลาไม่อาจะลบเลือนได้เลย ความดีของพระองค์ท่านไม่มีเงื่อนไขเลย แต่นักการเมืองอื่นๆ ความดีมีเงื่อนไข

 

โดย ASTVผู้จัดการรายวัน

Advertisements