“ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์”ครองแชมป์กังฉินรับส่วย


นายนพดล กรรณิกา ผอ.เอแบคโพลล์

นายนพดล กรรณิกา ผอ.เอแบคโพลล์

ผลสำรวจของเอแบคโพลล์เผยประชาชนจ่ายส่วยให้ “ตำรวจ” มากที่สุด รองลงมาคือกรมที่ดิน อำเภอและสำนักงานเขต แนะรัฐตั้งภาคประชาชนตรวจสอบความโปร่งใส

วันนี้(20 พ.ย.) เมื่อเวลา 10.30 น. นายนพดล กรรณิกา ผอ.สำนักวิจัยเอแบคโพลล์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ เปิดเผยว่า เอแบคโพลล์ ได้ร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ดำเนินโครงการความร่วมมือทางวิชาการ วิจัยเรื่อง “ประเมินสถานการณ์ปัญหาทุจริตคอรัปชั่นในภาครัฐ และประสบการณ์ในการถูกเรียกรับผลประโยชน์จากเจ้าหน้าที่รัฐ กรณีศึกษาประชาชนทั่วไป กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจ และสมาชิกรัฐสภา” รวม 2,129 ตัวอย่าง

นายนพดล กล่าวว่า จากการสำรวจพบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 59.2 และกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจส่วนใหญ่ ร้อยละ 65.1 มองว่าปัญหาทุจริตคอรัปชั่นในสังคมไทยอยู่ในระดับที่รุนแรงมากถึงมากที่สุด โดยประชาชนทั่วไปที่มีประสบการณ์ต้องจ่ายเงิน เลี้ยงดูปูเสื่อ สินบน และเงินใต้โต๊ะให้เจ้าหน้าที่รัฐตลอดชีวิตที่ผ่านมามีอยู่ร้อยละ 39.8 ในขณะที่กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจประสบปัญหาหนักมากกว่า คือ ร้อยละ 50.6 เคยต้องจ่ายเงิน เลี้ยงดูปูเสื่อ สินบน ตลอดช่วงประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมา

นายพนดล กล่าวต่อไปว่า ประชาชนทั่วไปและกลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจ ประสบปัญหาต้องจ่ายให้กับ “ตำรวจ” มากกว่ากลุ่มเจ้าหน้าที่รัฐอื่นๆ รองลงมาคือ กลุ่มเจ้าหน้าที่กรมที่ดิน และเจ้าหน้าที่อำเภอ หรือสำนักงานเขต และ ที่น่าเป็นห่วงคือ กลุ่มสมาชิกรัฐสภา คือ ส.ส. และ ส.ว. จำนวน 1 ใน 4 ของผู้ถูกศึกษา หรือร้อยละ 28.4 ในกลุ่ม ส.ส. และร้อยละ 30.2 ในกลุ่ม ส.ว. ยังมีทัศนคติอันตรายที่มองว่าการทุจริตคอรัปชั่นเป็นเรื่องปกติธรรมดาในการประกอบธุรกิจ

” นอกจากนี้ ทัศนคติที่มองว่า รัฐบาลทุกรัฐบาลทุจริตคอรัปชั่นด้วยกันทั้งนั้น แต่ถ้าคอรัปชั่นแล้ว ทำให้ประเทศชาติรุ่งเรือง ประชาชนอยู่ดี กินดี ก็ยอมรับได้ มีเกินกว่า 1 ใน 4 เช่นกันหรือร้อยละ 26.5 ในกลุ่ม ส.ส.แต่ในกลุ่ม ส.ว.จะมีอยู่น้อยกว่า คือ มีอยู่ร้อยละ 15.4 ของผู้ถูกศึกษาที่เป็น ส.ส. และ ส.ว. ทั้งหมด”นายนพดล กล่าว

นายนพดล กล่าวด้วยว่า สำหรับข้อเสนอแนะจากประชาชนในการแก้ปัญหาคอรัปชั่น เกือบทั้งหมดเสนอแนะว่า อันดับแรก ควรมีระบบฐานข้อมูลเฝ้าระวังปัญหาทุจริตคอรัปชั่น รัฐบาลไทยและหน่วยงานรัฐต้องพร้อมถูกตรวจสอบจากภาคประชาชนอย่างโปร่งใส และทุกหน่วยงานของรัฐมีศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ที่เป็นองค์กรอิสระภายนอก ประจำกระทรวง หรือ หน่วยงานหลักต่างๆ และรณรงค์ปลูกจิตสำนึกความตระหนักต่อผลร้ายของปัญหาคอรัปชั่นแก่เด็กและ เยาวชน

ด้าน พ.ต.อ.ญาณพล ยั่งยืน รองเลขาธิการ ป.ป.ท.กล่าวว่า เป็นเรื่องปกติที่ตำรวจเป็นกลุ่มที่ถูกระบุว่าเป็นกลุ่มที่เรียกรับผล ประโยชน์มากที่สุด เพราะประชาชนมีโอกาสสัมผัสกับตำรวจมากกว่าเจ้าหน้าที่รัฐอื่น จึงต้องมีกระบวนการตรวจสอบและเฝ้าระวังการทุจริตคอร์รัปชั่น เมื่อรู้กลุ่มแล้วว่าเป็นตำรวจก็จะต้องมีการทำสำรวจลึกลงไปว่าแต่ละกลุ่มมี การเรียกรับเงินในเม็ดเงินจำนวนเท่าใด เพื่อหาทางแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ต้องรณรงค์ให้สังคมบีบบังคับให้คนโกงต้องเลิกให้หมด ก็จะทำให้ปัญหาการทุจริตลดลงได้

พ.ต.อ.ญาณพลกล่าวต่อไปว่า ภาพรวมสถานการณ์การทุจริตคอรัปชั่นในประเทศไทยมีแนวโน้มดีขึ้น แม้จะพบว่ามีการทุจริตคอรัปชั่นมาก แต่กระบวนการตรวจสอบ การเปิดโปง การจับกุมผู้กระทำผิดก็มากขึ้นเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ หากมองโดยรวมระบบของเราดีขึ้น มีการตรวจสอบกันมากขึ้น และเชื่อว่าเมื่อระบบทุกอย่างมีความสมบูรณ์ ปัญหาเหล่านี้ก็จะดีขึ้นเรื่อยๆ

พ.ต.อ.ญาณพล กล่าวว่า แนวทางในการแก้ปัญหาทุจริตคอรัปชั่น ในส่วนปปท.มีการสร้างเครือข่ายภาคเอกชน โดยเฉพาะบริษัทต่างประเทศที่มาลงทุนในไทย นอกจากนี้ยังมีการสร้างเครือข่ายที่เป็นส่วนราชการและรัฐวิสาหกิจ อาทิ สมาคมข้าราชการบำนาญ สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ เพื่อให้องค์กรเหล่านี้ รวมถึงบุคลากรภายในองค์กร มีส่วนช่วยในการตรวจสอบ และสอดส่องดูแล

“ถ้าหากทุกคนช่วยกันตรวจสอบ อย่าเห็นว่าธุระไม่ใช่ เมื่อเห็นอะไรไม่ชอบมาพากล ต้องแจ้งเบาะแสให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการ ซึ่งคนที่กระทำผิด เมื่อเห็นว่ามีการตรวจสอบอย่างเข้มข้นก็เกิดความละอาย หรือความกลัวไม่กล้ากระทำ เพราะเห็นว่ามีคนคอยเฝ้าระวัง แม้คิดจะทำผิด แต่ทำได้ยาก ปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นก็จะลดลง” พ.ต.อ.ญาณพล กล่าว

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

Advertisements