“ทักษิณ” ต้องจำคุก ถอดยศ – ยึดเครื่องราชย์คืน / หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ


ทักษิณ ชินวัตร

กฤษฎีกาตีความ “ทักษิณ” ต้องจำคุก เข้าข่ายถอดยศ-ยึดเครื่องราชย์คืน เลขา ครม. ยอมรับ วางแนวทาง ถอดยศ-ขอเครื่องราชย์อดีตนายกฯ คืน เตรียมสอบฐานันดร “แม้ว” ก่อนชง “มาร์ค” จัดการ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2552 สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา มีหนังสือถึง สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.)เรื่อง แนวทางการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถอดยศตำรวจและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์เนื่องจาก พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 21 ต.ค. 2551 ให้ลงโทษจำคุก 2 ปี จากความผิด ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตพ.ศ. 2552 มาตรา 100 (1) วรรคสาม และมาตรา 122 วรรคหนึ่ง กรณีที่เจ้าหน้าที่ของรัฐมีส่วนได้เสียในสัญญาที่ทำกับหน่วยงานของรัฐจึง เป็นเหตุในการพิจารณาถอดยศตำรวจ ตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547 ปรากฏว่า ทางคณะกรรมการกฤษฎีกา มีความเห็นว่า เมื่อ พ.ต.ท.ทักษิณ ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดให้ ลงโทษจำคุก ไม่ว่าเป็นคำพิพากษาของศาลใด ย่อมอยู่ในหลักเกณฑ์ตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าด้วยการถอดยศตำรวจ พ.ศ. 2547 ให้ถอดยศพ.ต.ท.ทักษิณได้ รวมไปถึง การเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548

นายสุรชัย ภู่ประเสริฐ เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำนักเลขาธิการครม.ได้รับบันทึกสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา เรื่องแนวทางการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถอดยศตำรวจและเรียกคืนเครื่อง ราชย์อิสริยาภรณ์ สืบเนื่องจากกรณีของพ.ต.ท.ทักษิณ ภายหลังจากที่ก่อนหน้านี้สำนักตำรวจแห่งชาติและ สลค. ได้หารือกันมาเพื่อให้มีแนวปฏิบัติที่ชัดเจน โดยเฉพาะการกำหนดเหตุแห่งการเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ว่า เป็นผู้ต้องคำพิพากษาถึงที่สุด ให้จำคุก… จะหมายความรวมถึงคำพิพากษาถึงที่สุด จากการพิพากษาของศาลฎีกาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองด้วยหรือไม่ และจะถือเป็นเหตุเดียวกับการถอดยศตามระเบียบสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อจะ ได้ดำเนินการไปในคราวเดียว ภายหลังได้รับเรื่องมาแล้ว สลค. จะทำการตรวจสอบทะเบียน ฐานันดร ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นใดบ้างและจะได้ทำเรื่องนำเสนอต่อนายก รัฐมนตรี เพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไป ในส่วนของการพิจารณาดำเนินการถอดยศนั้นต้องเป็นความรับผิดชอบของสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติ ที่จะต้องเป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการทั้งนี้ในการประชุมก.ตร.ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลก.ตร.และได้นัดประชุมก.ตร.ในวันที่ 30 ต.ค. คาดว่าจะนำเรื่องนี้หารือในที่ประชุมก.ตร.เลย

นายปณิธาน วัฒนยากร รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ทราบข่าวเบื้องต้นมาบ้างแล้ว แต่จะขอตรวจสอบรายละเอียดอีกครั้ง โดยขั้นตอนเมื่อ สลค. รับเรื่องมาก็จะมีการส่งเรื่องไป ยังนายสุธรรม ลิ้มสุวรรณเกษม รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นำเสนอ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรีต่อไป โดยหลักทั่วไปเมื่อคณะกรรมการกฤษฎีกาวินิจฉัยเสนอความเห็นกลับมาที่ฝ่าย บริหารโดยทั่วไป รัฐบาลจะตัดสินใจดำเนินการตามขั้นที่กฤษฎีกาแนะนำ ยกเว้นบางเรื่องที่รัฐบาลเห็นว่า อาจไม่ต้องทำตามความเห็นของกฤษฎีกาได้ ขึ้นอยู่กับผู้บริหารจะตัดสินใจ ขณะที่ สลค. ระบุว่า หลังจากที่คณะกรรมการกฤษฎีกามีหนังสือมาถึงฝ่ายบริหารแล้วก็จะส่งเรื่องไป ยังต้นสังกัดคือในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติเพื่อตั้งเรื่องและเสนอให้ นายกรัฐมนตรีพิจารณา