เผยโฉม ย. กับ ว. ในตลาดหุ้น อย่าลาก “หมอยง” มาเป็นแพะ


ตลาดหุ้น

ตลาดหุ้น

เอ่ยชื่อ “ย” ขึ้นมา คนในแวดวงตลาดหุ้น จะนึกถึง “ยย” หรือ หมอยง – ทันตแพทย์ ยรรงยงค์ พันธุ์วงษ์กล่อม เพราะเป็นนักลงทุนรายใหญ่ที่มีพอร์ตลงทุนไม่ต่ำกว่าพันล้านบาท

หมอยง จบหมอฟันจากมหาวิทยาลัยมหิดล เมื่อปี 2525 เรียนจบแล้วก็ตั้งคลินิคทำฟันร่วมกับเพื่อนที่เทเวศน์ รายได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 2 แสนบาท ย้อนกลับไปเมื่อ 30 ปีที่แล้ว เงินขนาดนี้ถือว่าไม่น้อย แต่หมอยงคิดว่า แค่พอกินพอใช้เท่านั้น ก็เลยเอาเงิน 500,000 บาท ไปเล่นหุ้น เมื่อปี 2532

สมัยนั้น ตลาดหุ้นเปิดแค่ครึ่งวัน ตอนเช้าไปเล่นหุ้น บ่ายกลับมาทำคลินิก เงินทุนที่ลงไปตอนแรกก็ เข้าเนื้อไปเรื่อยๆ เพราะไม่มีความรู้เรื่องการลงทุนในตลาดหุ้นมาก่อน ประกอบกับ ในปี 2533 เกิดสงครามอ่าวเปอร์เซียครั้งแรก ตลาดหุ้นตกอย่างถล่มทลายทั่วโลก เงิน 500,000 บาท เหลืออยู่ไม่ถึงสองแสน

แต่หมอยงติดตลาดหุ้นเสียแล้ว เพราะสนุกกว่าทำฟัน เลยเลิกเป็นหมอฟัน มาเล่นหุ้นแทน ค่อยๆสั่งสมประสบการณ์ หมอยงเริ่มลงทุนในตลาดหุ้นเมื่อปี 2532 ขณะที่ดัชนีประมาณ 600 จุด ผ่านวิกฤตการณ์ซัสดัมเมื่อปี 2533 ผ่านเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี 2535 ผ่านยุคที่ตลาดหุ้นบูมสุดๆ เกือบ 1,800 จุด เมื่อต้นปี 2537 ผ่านเหตุการณ์ลอยตัวของค่าเงินบาท ปี 2540 และผ่านยุคตกต่ำที่สุดของตลาดหุ้นตอนดัชนีลงมาเหลือ 200 จุด เมื่อปี 2541

ไม่เพียงเอาตัวรอดมาได้เท่านั้น แต่พอร์ตของเขากลับขยายเพิ่มขึ้นมาโดยตลอด จาก 1-2 ล้านบาท ในยุคที่อิรักบุกคูเวตเมื่อปี 2533 เพิ่มขึ้นมาเฉียดพันล้านบาท ยกฐานะจากนักลงทุนรายย่อยขึ้นเป็น “ เซียน”

ชื่อ ของหมอยง โด่งดังขึ้นมาในราวต้นปี 2545 หลังจากที่กว้านซื้อหุ้น บล.ซีมิโก้ 5.095 ล้านหุ้น จนกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ 10.87% และขายหุ้นทั้งหมดทิ้ง ภายในวันเดียว นับแต่นั้นมา ชื่อของหมอยง ก็ถูกดึงเข้าไปพัวพันกับสร้างราคาหุ้นของหลายบริษัท

ในยุคเดียวกัน นอกจากหมอยงแล้ว ยังมีอีกสองเซียนคือ สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล หรือ “เสี่ยปู่” และ “ศรีฟ้า” หรือ “มาม่าบลู-มาดามบลู” การซื้อ-ขายของทั้ง 3คนนี้ มีอิทธิพลต่อตลาดหุ้นมาก เพราะไม่ว่าตลาดหุ้นจะขึ้นหรือลง หุ้นตัวไหนวิ่งแรง และตัวไหนโดนถล่มขายก็จะต้องมีชื่อของทั้ง 3 คนเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยทุกครั้ง จนถูกจับตามองจาก ก.ล.ต. ว่า จะเข้าไปเกี่ยวพันกับการปั่นหุ้นหรือไม่ แต่ก็ไม่มีหลักฐานให้จับได้คาหนังคาเขา

จากความคิดที่อยากจะรวย ที่เป็นจุดหันเหให้เข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น พอรวยเข้าจริงๆ และรวยอย่างมาก หมอยงกลับใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย แต่งเนื้อแต่งตัวธรรมดา ขับรถมือสองราคาถูกๆ เงินที่ได้มา ส่วนหนึ่งบริจาคเพื่อการกุศล ช่วยเหลือโครงการที่เป็นประโยชน์ต่อสังคม โดยไม่ต้องตีฆ้องร้องป่าวแต่อย่างใด

ทุกวันนี้ หมอยงเลิกแล้ว กับสไตล์การลงทุนเข้าเร็วออกเร็ว หันไปเน้นการลงทุนกับหุ้นใหม่ หรือ หุ้น ไอพีโอ เพราะว่า ไม่อยากไปทับเส้นกับ เจ้ามือใหญ่ที่ไม่มีใครกล้าแตะต้อง ที่มีฐานบัญชาการอยู่ที่ตึกชินวัตรไหมไทยชื่อ พายัพ ชินวัตร

ชื่อ ย. กับ ว. ที่นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา หนึ่งในแกนนำกลุ่ม 40 ส.ว. และนายอโณทัย ฤทธิปัญญาวงศ์ ส.ว. สรรหา ในฐานะรองประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาติดตามการบังคับใช้กฎหมายและ มาตรการเกี่ยวกับการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ ระบุว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการปล่อยข่าวลือในตลาดหุ้น ถ้าต้องการจะให้หมายถึง ย. ยรรยง ก็ขอบอกว่า เป็นข้อมูลเก่า

แต่ข่าวนี้ก็ทำให้เจ้าตัวร้อนอกร้อนใจมาก เพราะกลัวว่า สังคมจะเข้าใจผิด จะตกเป็นแพะรับบาปที่ผู้ อื่นก่อไว้ มิตรสหายที่สนิทกับหมอยงมานาน ยืนยันว่า หมอยงไม่ใช่คนที่มีพฤติกรรมเช่นนั้นแน่อน และไม่เคยมีจุดยืนที่คิดร้ายกับประเทศชาติ พันเปอร์เซ็นต์ ยังไม่ต้องเอ่ยถึงบทบาทในบางเรื่อง ที่เขาไม่อยากให้เป็นที่รับรู้

ส่วน ว. นั้น ไม่แน่ใจว่า นายสมชายจะหมายถึง วิชัย วชิรพงษ์ หรือ เสี่ยยักษ์ หรือไม่ เพราะ เสี่ยยักษ์คนนี้ ก็เป็นเซียนหุ้นในท่วงทำนองเดียวกับหมอยงเหมือนกัน และยังโลดแล่นอยู่ในยุทธจักร นายสมชาย เปิดชื่อย่อ มา 2 ชื่อ “ ย” กับ “ว” ว่า น่าจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากการทุบหุ้นครั้งนี้ และเป็นคนใกล้ชิดกับน้องชายอดีตผู้นำประเทศ

การปล่อยข่าวทุบหุ้นครั้งนี้ เกิดขึ้นใน ตลาดซื้อขายอนุพันธ์ Set 50 Index Futures ที่มีนักลงทุนต่างประเทศซิ้อไว้ล่วงหน้า โดยเก็งว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยจะต้องลดต่ำลงกว่า 700 จุด เพราะตั้งแต่ต้นปีปรับตัวขึ้นมา 60 กว่าเปอร์เซ็นต์แล้ว ถ้าดัชนีหุ้นไทยลดลงมาต่ำกว่า 700 จุด ก็จะได้เงิน แต่ จวนจะถึงวันครบกำหนดในสัญญาซื้อขายแล้ว ดัชนีตลาดหุ้นไทยก็ไม่ยอมลงเสียที จึงต้องปล่อยข่าวทุบให้ดัชนีลดลงมา

ด้วยจิตอกุศล ของคนที่เห็นเงินเป็นพระเจ้า จึงเลือกกุข่าวอัปมงคลขึ้นมา เพื่อทุบดัชนีหุ้นไทยตกลง 2 วันติกันกว่า 60 จุด

แต่เรื่องนี้ ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า มีขบวนการในประเทศผสมโรงไปด้วย ทั้งขบวนการที่มุ่งร้ายต่อประเทศชาติ และขบวนการกินตามน้ำ ที่ได้ประโยชน์จากราคาหุ้นที่ตกต่ำลง เรียกว่า มีต่างประเทศ เปิดบอลเขี่ยลูกมาเข้าทางสมประโยชน์ขอตน

ความจริงแล้ว เรื่องการปล่อยข่าวทุบหุ้นครั้งนี้ ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์สามารถตรวจสอบได้เลยว่า ใครซื้อ ใครขาย หุ้นตัวไหน เมื่อไร เพราะต้องซื้อขายผ่านระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลถูกบันทึกไว้หมดแล้ว

นาย กรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตอนแรกให้สัมภาษณ์ว่า ไม่ได้สั่งการอะไร เป็นพิเศษ แต่มากลับลำตอนหลัง สั่งให้ ก.ล.ต. ตรวจสอบภายใน 7 วัน คงจะนึกขึ้นมาได้ว่า ตัวเองเป็นรัฐมนตรีคลัง ไปพูดอย่างนั้นไม่ได้ นายกรณ์นั้น น่าจะรู้ดีว่า มีขบวนการปล่อย่ขาวในประเทศหรือไม่ ถ้ามีเป็นใคร เพราะนายกรณ์เองก็เติบโตมาจากวงการตลาดทุน ย่อมรู้ดีว่า ใครเป็นใคร เพียง แต่ว่า ในแวดวง ตลาดหุ้นนั้น ไม่ได้มีแต่สีแดง แต่ยังมีทั้งสีฟ้า และสีน้ำเงินด้วย จึงทำให้นายกรณ์ทำอะไรมากไม่ได้ เพราะเป็นคนกันเองทั้งนั้น

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์