ปิยสวัสดิ์ อัมระนันท์ ขอให้ถึงที่หมายโดยสวัสดิภาพกับ การบินไทย


ปิยสวัสดิ์ อัมระนันท์

ปิยสวัสดิ์ อัมระนันท์

วานนี้ หุ้นการบินไทย ซื้อขายกันสนั่น 590 ล้านบาท ราคาพุ่งขึ้นไปสูงถึง 23 บาท 40 สตางค์ ก่อนที่จะปรับตัวลงมาปิดที่ 22 บาท 30 สตางค์ เพิ่มขึ้นจากราคาปิดเมื่อวานซืน 50 สตางค์ สวนทางกับดัชนีตลาดที่ลดลง 3.19 จุด

ถือเป็นการส่งสัญญาณต้อนรับ กรรมการ ผู้อำนวยการใหญ่ หรือ ดีดี คนใหม่ นายปิยสวัสดิ์ อัมระนันท์ ที่เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 19 ตุลาคม พร้อมกับแถลงเป้าหมายในการทำงานว่า เขาจะพาการบินไทยไปทิศทางไหน การที่หุ้นการบินไทยมีราคาสูงขึ้นเมื่อวานนี้ อาจกล่าวได้ว่า เป็นการส่งสัญญาณว่า ตลาดเชื่อถือในคำพูดของเขา

นโยบายที่ถือว่า “โดนใจ” ประชาชนมากๆ คือ การตัดสิทธิผู้บริหารตั้งแต่ระดับดีดีลงไป ไม่ให้นั่งชั้นหนึ่งฟรี ให้นั่งชั้นธุรกิจแทน เพื่อเอาที่นั่งชั้นหนึ่งไปขาย แต่นายปิยสวัสดิ์ อาจจะโดนเลื่อยขาเก้าอี้ ถูกผู้บริหารบางคนที่ไม่พอใจสร้างความปั่นป่วน เพราะไปแตะต้อง อภิสิทธิ์ ที่พวกเขาเสวยสุขมานานนับสิบๆปี

รายงานข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ ไม่ได้ระบุว่า จะมีการตัดสิทธิบินฟรีชั้นหนึ่งตลอดชีวิตของกรรมการ และอดีตกรรมการ รวมทั้งลูกเมียด้วยหรือไม่ เพราะเรื่องนี้ ไม่มีใครกล้าแตะมาก่อน นอกจากจะเป็นผลประโยชน์ของตัวเองด้วยแล้ว แต่ละคนที่เป็นบอร์ดใหญ่ๆ โตๆ ทั้งนั้น

ว่ากันว่า หนึ่งในสาเหตุที่การบินไทยไม่เจริญ ก็เพราะตั๋วฟรีชั้นหนึ่งตลอดชีวิตนี่แหละ เพราะทำให้ผู้บริหาร และบอร์ด ไม่มีโอกาสเปิดหูเปิดตา ไปใช้บริการสายการบินอื่นๆ เพื่อดูว่า เขาไปไกลถึงไหนกันแล้ว

ถ้านายปิยสวัสดิ์ กล้าตัดสิทธิของบอร์ดในเรื่องนี้ ก็ต้องชมว่า แน่จริงๆ แต่อาจจะทำให้อายุการดำรงตำแหน่งสั้นกว่าที่ควรจะเป็นก็ได้

การบินไทย จัดว่า เป็น กรณีศึกษาที่คลาสสิกที่สุดกรณีหนึ่ง สำหรับความล้มเหลวของนโยบายแปรรูป รัฐวิสาหกิจ เพราะการแปรรูป การบินไทย เป็นแค่เรื่องนักการเมืองแย่ง การบินไทยจากกองทัพอากาศเท่านั้น ไม่ได้มีผลในการปรับปรุงประสิทธิภาพแต่อย่างใด

เวลาผ่านไปแล้ว 18 ปี นับตั้งแต่การบินไทย เป็นขุมทรัพย์ที่หลุดจากมือกองทัพอากาศ ไปอยู่ในมือนักการเมือง ด้วยกรรมวิธี นำหุ้นการบินไทยเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เมื่อเดือนกรกฎาคมปี 2534 ผลการดำเนินงานมีแต่แย่ลงๆ ไม่อาจแข่งขันได้ในตลาดการบินโลก เพราะการเมืองเข้าแทรกแซง ทุกระดับ ตั้งแต่ขอตั๋วฟรี ขออัพเกรด ไปจนถึงเรื่อง กินคำใหญ่ อย่างค่าคอมมิชชั่น จากการซื้อเครื่องบิน

ปี 2548 สมัยรัฐบาลทักษิณ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคม ส่งนายทนง พิทยะ เข้าไปนั่งเป็นประธานกรรมการการบินไทย นายกนก อภิรดี เป็นกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ มีการเปิดเส้นทางบินตรงกรุงเทพ – นิวยอร์ก เพื่อหาเหตุซื้อเครื่องบินแอร์บัส 340 จำนวน 5 ลำ ที่ขายไม่ออก เพื่อกินค่าคอมมิชชั่น ร่วมหมื่นล้านบาท แต่บินได้เพียง 3 ปี ก็ต้องเลิก เพราะขาดทุนเดือนละพันกว่าล้านบาท เครื่องบินที่ซื้อมา 5 ลำ ป่านนี้โละทิ้งได้หรือยังก็ไม่รู้

การบินไทยอาจจะเป็นสายการบินในจำนวนไม่กี่สายในโลกนี้ ที่มีประเภทของเครื่องบินมากที่สุดในโลก คือ 10 แบบ และมีเครื่องยนต์ 3 แบบ เพราะการตัดสินใจซื้อเครื่องบิน มีค่าคอมมิชชั่น เป็นแรงจูงใจ ไม่ใช่พิจารณาจากความเหมาะสมกับเส้นทาง และการแข่งขัน

น่าสังเกตว่า ในขณะที่สายการบินส่วนใหญ่ของโลก ต่างใช้เครื่องบิน เป็นจุดขาย ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ แต่ไม่ปรากฏเลยว่า การบินไทย จะนำความทันสมัย ความสะดวกสบายของเครื่องบินที่มีอยู่มาขายแข่งกับสายการบินอื่นบ้าง มีแต่โฆษณาประเทศไทย และโฆษณาอมตะ as smooth as silk ซึ่งแสดงว่า การบินไทยไม่มีจุดขายอื่นๆ เลย

ในระดับภายในองค์กรเองก็มีแต่ข่าวความขัดแย้ง ข่าวการเลื่อยขาเก้าอี้กัน และการคอร์รัปชั่นของผู้บริหาร

นายปิยสวัสดิ์ แถลงตอนหนึ่งว่า “ปีนี้พนักงานให้ความร่วมมือในการปรับลดค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวกับน้ำมันเชื้อ เพลิงลงถึง 10,000 ล้านบาท รวมถึงไม่มีการปรับเงินเดือนและโบนัส”

เป็นตัวเลขที่น่าตกใจ เพราะหมายความว่า ปีหนึ่งๆ มีการอีลุ่ยฉุยแฉกกัน เป็นหมื่นล้านบาท แล้วที่ผ่านมานับสิบๆ ปี จะผลาญเงินกันไปกี่แสนล้านบาทแล้ว

ปีที่แล้ว การบินไทยขาดทุนถึง 20,000 ล้านบาท เป็นยุคสมัยที่ตกต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์ และเป็นช่วงเวลาที่เกิดความแตกแยกกันอย่างรุนแรง กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ 2 คนติดต่อกัน ต้องมีอันเป็นไป คนแรกคือ นายกนก อภิรดี โดน “ดอง” โดยบอร์ดยึดอำนาจทุกอย่างไว้ คนต่อมา เรืออากาศโทอภินันทน์ สุมนะเศรณี ขนาดเป็นลูกหม้อแท้ๆ ที่มาจากสายกัปตัน ก็อยู่ในตำแหน่งได้ แค่ 2 ปีกว่า ถูกบีบจากทั้งข้างบน ข้างล่าง จนต้องลาออก เมื่อต้นปีนี้ ทิ้งการบินไทยให้เป็นองค์กรหัวขาดอยู่เกือบปี

นายปิยสวัสดิ์ ผ่านการสรรหาจนได้รับการคัดเลือกเป็น กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ ส่วนหนึ่งคงเป็นเพราะ พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ถึงแม้จะไม่มีข้อพิสูจน์ใดๆว่า เขาเป็นคนของปชป. แต่การที่เขามีความมักคุ้นกับนายสาวิตต์ โพธิวิหค ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ในฐานะที่เคยทำงานด้วยกันสมัยอยู่สภาพัฒน์ และนางอานิก ภรรยาของเขา เป็นสมาชิก ปชป. เป็นผู้รับผิดชอบการพัฒนาเว็บไซต์ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ตั้งแต่นายอภิสิทธิ์ ยังไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี และเป็น สส.สัดส่วนของ ปชป. ก็เพียงพอแล้ว ที่จะทำให้นายปิยสวัสดิ์ มีภาพว่า เขาคือ คนที่ ปชป.ส่งมาดูการบินไทย

แต่อีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้เขาได้ก้าวขึ้นมาเป็น ดีดี การบินไทย คนที่ 15 แม้ว่า การบินไทยจะอยู่ในโควตาการดูแลของพรรคภูมิใจไทย ก็เพราะว่า การบินไทยอยู่ในอาการโคม่า ต้องการมืออาชีพมาผ่าตัด โดยด่วน ขนาดนายปิยะสวัสดิ์ ต่อรอง ขอเพิ่มอำนาจวงเงินจัดซื้อจัดจ้างจาก 50 ล้านบาท เป็น 200 ล้านบาท และขออำนาจการบริหารงานบุคคล โยกย้ายรองดีดี และผู้อำนวยการฝ่ายได้เอง โดยไม่ต้องผ่านบอร์ดเหมือนเมื่อก่อน เพื่อไม่ให้การเมืองมาแทรกแซง คณะกรรมการบรษัทยังต้องยอมให้

นายปิยสวัสดิ์ อายุ 57 ปี เป็นลูกของนายปรก อมรนันท์ ซึ่งเป็นนักการทูต และ ม.ร.ว.ปิ่มสาย สวัสดิวัฒน์ ธิดาคนโตของ “ท่านชิ้น” ม.จ.ศุภสวัสดิ์วงศ์สนิท สวัสดิวัฒน์ ซึ่งเป็นพี่ชายของสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีรัชกาลที่ 7

เมื่อ เรียนจบ ป.7 จากโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ เขาไปเรียนต่อ ที่อังกฤษ จนจบปริญญาตรีเกียรตินิยม ด้านคณิตศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยออกซฟอร์ด ปริญญาโทด้านเศรษฐมิติ จากลอนดอน สกูล ออฟ อิโคโนมิคส์ และปริญญาเอกด้านคณิตศาสตร์จากมหาวิทยาลัยลอนดอน

เมื่อกลับมาประเทศไทย เขารับราชการในสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เมื่อ พ.ศ. 2523 จนถึงปี 2535 ในช่วงนี้ เขามีบทบาสำคัญในการจัดทำแบบจำลอง การพยากรณ์เศรษฐกิจไทยขึ้นเป็นครั้งแรก หลัวจากนั้นในปี 2537 ได้เป็นเลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติคนแรก และถือว่า เป็นคนที่ผลักดัน นโยบายและยุทธศาสตร์ด้านพลังงาน จนเป็นรูปเป็นร่างและมีผลใช้อยู่จนถึงทุกวันนี้

เมื่อครบกำหนด การเป็นเลขาธิการ สพช. หลังจากต่ออายุไปแล้ว 2 รอบ นายปิยสวัสดิ์ จึงถูกย้ายไปเป็นผู้ตรวจราชการ สำนักนายกรัฐมนตรีอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะได้รับตำแหน่งอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์เมื่อเดือนตุลาคม 2543 ในยุคปลายของรัฐบาลชวน 2 เมื่อมีการเปลี่ยนรัฐบาลเป็นรัฐบาลทักษิณ เขาถูกโยกกลับมาเป็นเลขาธิการ สพช. ในเดือนเมษายน 2544 แต่อยู่ได้ปีเดียวก็โดนเด้งไปเป็นรองปลัดสำนักนายก เมื่อเดือนเมษายน 2545 เพราะขัดแย้งกับ นพ. พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช รัฐมนตรีพลังงาน ในเรื่องนโยบายแปรรูป ปตท. และ กฟผ. หลังจากนั้นในวันที่ 2 มกราคม 2546 โดนย้ายไปเป็นรองเลขาธิการสภาพัฒน์ ทำให้นายปิยสวัสดิ์ ลาออกจากราชการในวันรุ่งขึ้นทันที และไปทำงานเป็นประธาน กรรมการ บลจ. กสิกรไทย

สมัยรัฐบาลพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ เขาได้รับทาบทามให้เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

การเข้ามาบริหารการบินไทย ในช่วงที่ตกต่ำที่สุด ถือว่า เป็นความท้าทายอย่างยิ่งต่อนายปิยะสวัสดิ์ และถือว่า เป็นโชคดีของการบินไทยที่ได้คนมีฝีมือ ตรงไปตรงมา อย่างเขามาเป็นผู้นำ อยู่ที่ว่า คนการบินไทยจะรักษาเขาไว้ให้อยู่กับองค์กรหรือไม่