“แอน สิเรียม” แบะๆ เรื่องควง “พายัพ ชินวัตร” แต่ “แคนดี้ ชุติมา” รับแล้วไปดูไบด้วยกันจริง แต่ไม่ได้ไปขายตัว


แคนดี้ ชุติมา เอเวอร์รี่

แคนดี้ ชุติมา เอเวอร์รี่

ไม่รอด “สิเรียม” ชิ่งหนีนักข่าวไม่ตอบเรื่องควง “พายัพ ชินวัตร” แต่ “แคนดี้” ดันบอกไปดูไบด้วยกันจริง แต่ไปคุยเรื่องธุรกิจสปา ไม่ได้ไปขายตัวอย่างที่เป็นข่าว ตอกกลับ มีสมองไม่มีทางทำอะไรต่ำทรามแบบนั้น พร้อมปัด รู้จักฝ่ายชายผ่านเพื่อนอีกที ไม่ได้รู้จักเป็นการส่วนตัว

หลังจากที่ก่อนหน้านี้มีข่าวออกมาว่า อดีตนางเอกและพิธีกรสาว “แอน สิเรียม ภักดีดำรงค์ฤทธิ์” บินไปดูไบกับน้องชายของอดีตนายกฯ “ทักษิณ ชินวัตร” อย่าง “พายัพ ชินวัตร” ด้วยสายการบินเอมิเรตส์เมื่อเดือนที่แล้ว โดยมีเซ็กซี่สตาร์ของวงการบันเทิงบ้านเราไปด้วย ซึ่งว่ากันว่าหนึ่งในนั้นก็มีลูกครึ่งสาว “แคนดี้ ชุติมา เอเวอร์รี่” ร่วมทริปไปด้วย บรรดาสื่อมวลชนจึงได้ไปดักรอสัมภาษณ์ “แอน สิเรียม” ที่งานๆ หนึ่ง แต่ปรากฏว่าเจ้าตัวกลับเดินฝ่ากองทัพนักข่าวไม่ยอมให้สัมภาษณ์ ทำให้เป็นปริศนาว่าสรุปแล้วสาวแอนได้ไปดูไบตามที่มี่ข่าวลือจริงหรือเปล่า?

ครั้นพอผู้สื่อข่าวสอบถามไปยังสาวแคนดี้ที่ตกเป็นข่าวเช่นเดียวกัน เจ้าตัวก็ยอมรับโดยดีว่าไปด้วยกันจริง แต่ไปเจรจาเรื่องธุรกิจไม่ได้ไปขายตัวอย่างที่ตกเป็นข่าว ยืนยันไม่รู้จักฝ่ายชายเป็นการส่วนตัว พร้อมปัดรู้จักผ่านเพื่อนคนอื่น ไม่ใช่ “แอน สิเรียม” แนะนำ

“ไป มาจริงค่ะ แต่ต้องขอย้อนนิดนึง คือตอนเด็กๆ ดี้ถ่ายวัยน่ารักตามๆ พี่แอนมา รู้จักพี่แอนตั้งแต่อายุ 14-15 แล้ว ด้วยความที่ถ่ายวัยน่ารักก็เห็นหน้ากันทุกวันเลย แล้วพอพี่แอนทำสปา ส่วนดี้ก็เป็นคนชอบสมุนไพรและเรื่องความสวยความงามอยู่แล้ว แล้วทั้งวงการดี้เป็นคนเดียวที่เคยไปขอพี่แอนไว้ ว่าพี่แอนขอทำสปาด้วยคนได้มั้ย ขอตามประสาเป็นน้อง ซึ่งก็แล้วแต่ว่าพี่แอนจะให้เราเข้าไปอยู่ส่วนไหนของเขาได้ เราขอด้วยความเกรงใจ แต่ด้วยความที่อยากทำหลายๆ อย่าง”

“หลังจากที่ขอไว้หลายปี พอพ่อเสียดี้ก็ไม่เอาอะไรสักเรื่องเลย หายไปเลย 3 ปี แล้ววันนึงนึกถึง ก็เลยเฮลโลพี่แอน เราก็ได้เจอกันเรื่อยๆ ตามเกมโชว์ที่พี่แอนทำพิธีกร มันก็เลยมีเหมือนมีสิ่งทำให้เขานึกถึงเราเรื่อยๆ นานๆ ทีก็จะนัดกินขนมกัน พอ ถึงโอกาสที่ว่าพี่แอนทำสปาในไทยมาก็หลายปี เขาก็เลยอยากจะออกไปเปิดแถบนอกไม่ใช่เฉพาะดูไบ แถบโซนประเทศติดทะเลหรือว่าโซนยุโรปอะไรพวกนี้ ไม่ได้ไปเฉพาะดูไบ”

“คนจะมาตื่นเต้นอะไรกับดูไบดี้ก็ไม่เข้าใจ ก็เอาไว้สำหรับคนที่มีแง่มุมความคิดแคบๆ ที่คิดว่าดูไบ สิงคโปร์ ถ้าดาราไทยไปจะต้องไปทำอะไรแง่ร้ายต่ำทรามอะไรแบบนี้ กลับมาดี้ก็ขำๆ ว่าเออนั่งเทียนเขียนได้อีกเนอะ คนที่เขียนน่าจะเขียนให้มันใกล้ความจริงนิดนึง แต่อันนี้ไม่ใกล้เลย ก็เลยรู้แล้วว่าเชื่อถือไม่ได้เลย อ่านข่าวแล้วก็เสียใจแทนนิดนึงว่าไม่น่าทำแบบนี้ เพราะว่าไม่ใช่ทำให้พวกเราเสียหายอย่างเดียว คนเขียนก็ดูต่ำๆ ไปด้วย”

“ความจริงที่ไปด้วยกันก็เพราะว่า พี่แอนเป็นลูกครึ่งก็จริง แต่ว่าเรื่องของภาษาอังกฤษดี้แข็งกว่าเขา พ่อดี้ก็อเมริกัน ดี้พูดภาษาอังกฤษเป็นภาษาแรก แล้วพอพี่แอนโทร.มาบอกว่าแคนดี้พี่จะบินนอกนะ ไปหลายประเทศด้วย แต่จะเริ่มจากดูไบก่อนนะเพราะว่าเป็นเมืองที่มีการลงทุนมีเงินเยอะ ทางน่าจะสะดวกถ้าเราไปทำสปาที่โน่น หรือว่าแฟนชั่นก็ต่อยอดกันไป เราเองก็เคยขอเขาไว้ แล้วพี่แอนขอให้ไปเป็นเพื่อนก็แค่นี้ สองไปเป็นล่ามให้ด้วย”

“เราไปกันหลายคนมีดี้กับพี่แอน แล้วก็มีน้องๆ จากที่อื่นแต่ดี้ไม่ได้สนิทสายโน้นเป็นการส่วนตัว ไปกันเยอะหลายคน ไม่ได้ไปแค่กลุ่มเล็กๆ แล้วส่วนคนอื่นๆ เขาก็ไปลุ้นเอาพรีเซ็นเตอร์ถ้าสปาได้เปิด แต่ในส่วนของดี้อยากจะเป็นหุ้นส่วน ถึงแม้ว่าเราจะมีเงินแค่นึดหนึ่ง แต่ด้วยความที่เคยขอไว้พี่แอนก็เลยเปิดโอกาสให้ และให้ไปเป็นล่ามด้วย และไปช่วยคิดช่วยทำค่ะ”

“แล้วที่ต้องเป็นดูไบเพราะว่าพี่แอนมีคอนเน็คชั่นที่โน่น เขารู้จักกับคนที่โน่นอยู่แล้ว ไม่ใช่คนที่เกิดขึ้นในข่าว มีทั้งนักธุรกิจดูไบเยอะแยะมากมาย ซึ่งเป็นเพื่อนของเพื่อนของเพื่อนต่อทอดกันไป แล้วเขาเหล่านั้นเขาไว้ใจกันและเชื่อถือกันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นการที่เราจะลงทุนข้ามแดนเราก็ควรจะหาที่ๆ เราไว้ใจได้ ลงทุนไปแล้วได้กำไรได้ทุนคืนอะไรแบบนี้”

“ตอนที่เราไปก็เพื่อเข้าไปคุยกับคนที่เขาสามารถพาเข้าไปเปิดในห้างฯ ใหญ่ หรือในโรงแรมหรูของที่โน่นได้ เพราะสปาควรจะอยู่ในห้างฯกับในโรงแรมอยู่แล้วใช่มั้ยคะ ซึ่งเขาก็สนใจและจะมีการร่วมทุนกัน ซึ่งจะมีการประชุมกันอีกครั้งเร็วๆ นี้ เพื่อที่จะตกลงว่าใครจะถือหุ้นกี่เปอร์เซ็นต์ยังไง แต่หุ้นดี้ถ้าเทียบกับคนที่ดูไบเท่ากับมดตัวน้อย (หัวเราะ) งานที่ทำมันไม่ใช่แค่โทรศัพท์หรืออีเมล์คุยกันแต่มันต้องไปเจอหน้ากัน เพราะประเทศก็ใกล้ๆ แค่นี้ ดี้อยากทำจริงๆ แต่พอมาเจอข่าวแบบนี้แล้วอยากจะด่า(หัวเราะ) มันเซ็งน่ะ เห็นข่าวแล้วก็จี๊ดบวกเซ็ง”

บอกหลังจากที่มีข่าวออกมามีคนรอบข้างโทร.มาสอบถามความจริง ซึ่งตนก็ยอมรับโดยดีเพราะไม่ได้ไปทำเรื่องเลวทรามอะไร เชื่อคนติดภาพสาวเซ็กซี่ แต่ดีที่เพื่อนฝูงรู้ดีว่าไม่ใช่ผู้หญิงเรี่ยราด

“มีพี่ที่สนิทกันโทร.มาถามว่ายูไปดูไบมาเหรอ ดี้ก็บอกว่าก็ใช่น่ะสิ ก็ไม่เห็นจะต้องปฏิเสธเพราะไม่ได้ไปทำชั่วร้ายเลวทราม แต่ภาพดี้คนอาจจะมองอีกแบบนึงเพราะติดภาพมาจากหนังผู้หญิง 5 บาป เพราะเป็นหนังแรงๆ ติดภาพว่าเป็นดาราเซ็กซี่ว่าคงไม่มีสมอง คงไม่มีปัญหาจะทำอะไรดีๆ ได้ แล้วการที่ดี้ถ่ายแบบเซ็กซี่มันก็ไม่ได้ไปหนักหัวใคร(หัวเราะ) ถ่ายแบบเซ็กซี่คนก็ดูกันนี่ เห็นดูกันสนุกสนานมีเรื่องกันให้เม้าท์กันไม่ใช่เหรอ แล้วพอเราไปทำธุรกิจก็ช่วยเปิดสมองมองเราในแง่ดีด้วย ดี้คิดว่ามันเป็นมุมมองของคนที่มันก็ไม่มีสมองมันถึงมองอย่างนั้น ดี้ก็โกรธนะแล้วก็เบื่อพวกปากหอยปากปู”

“ถ้าไม่มีใครโทรมาถามอะไรก็ขี้เกียจอธิบาย ใครอยากจะคิดอะไรก็คิดไปเลย ใครอยากจะว่าอะไรก็ว่าไป ดี้ไม่สนใจเพราะคนที่รู้จักที่อยู่รายรอบล้อมตัวจะรู้ว่าเราเป็นคนยังไง เขาจะรู้ว่าเราไม่ใช่เรี่ยราดแบบนั้น”

แอน สิเรียม

แอน สิเรียม

เผยข่าวที่เกิดขึ้นทำ “แอน สิเรียม” เซ็งจิต บอกรอเปิดสปาอย่างเป็นทางการทุกคนก็จะรู้ทุกอย่างเอง

“โอ้ย บ่นกันสุดชีวิต แต่ดี้จะเป็นคนบ่นจะเยอะเพราะสงสารพี่แอน มันไม่แฟร์ ข่าวเขียนไปโดยที่ตัวเองไม่ได้ไปเห็นไม่รู้จริง พี่แอนเขาก็ไม่ว่าไง เขาก็บอกว่าชินแล้วแหละ ก็เลยคุยกันว่าอย่าไปสนใจ เดี๋ยวรอให้มันเปิดเป็นเรื่องเป็นราวแล้วก็เห็นเองว่าเราไปทำอะไร”

“ดี้ ไม่มีความจำเป็นต้องทำแบบนั้นด้วยค่ะ เพราะว่าคนเราบางทีไม่ใช่อยู่ที่เงินอย่างเดียว แต่อยากทำอะไรที่เป็นความรู้สึกดีๆ ทำแล้วมีความสุข เราก็มีความสามารถมีความรู้ ถ้าจะให้ย้อนจริงๆ พ่อแม่ดี้ก็เคยทำธุรกิจเอ็กพอร์ตอิมพอร์ต ไม่ใช่เป็นแหม่มปลาร้าที่ไหน แต่ดี้ไม่ได้เอาแบ็คกราวด์มาชูโรงเท่านั้นเอง”

การันตีแม้จะไปทริปเดียวกันแต่ไม่รู้จัก “พายัพ ชินวัตร” เป็นการส่วนตัว พร้อมปัดรู้จักจากการแนะนำของคนอื่น “แอน สิเรียม” ไม่ได้เป็นคนแนะนำ และหลังจากกลับเมืองไทยก็ไม่ได้ติดต่อกันอีกเลย

“เพิ่ง จะรู้จักที่ไปครั้งนี้ค่ะ ก่อนหน้านี้ก็ไม่เคยรู้จัก ดี้รู้จักเขา (พายัพ) แค่นั้น (รู้จักผ่าน แอน สิเรียม หรือเปล่า?) รู้จักผ่านพี่ๆ คนอื่นๆ ในกลุ่ม พอมีข่าวออกมาก็ไม่ได้คุยกันเลยเพราะเขาก็อยู่ของเขา เราก็อยู่ของเรา เพราะดี้เป็นแค่น้องเล็กในกลุ่ม เพราะฉะนั้นให้ผู้ใหญ่คุยกันดีกว่า เพราะจริงๆ หลังจากนั้นก็ไม่ได้ติดต่ออะไรกับเขาอีก”

“ที่เขา (พายัพ) ไปดูไบเพราะเขามีคอนเน็คชั่นที่โน่น ซึ่งมีทั้งคนไทย คนดูไบ คนฝรั่ง หลายชาติมากที่อยู่ที่โน่นแล้วเราได้มาเจอกันค่ะ เกือบสิบคน (การ ไปครั้งนี้เป็นความบังเอิญหรือตั้งใจไปด้วยกัน?) ดี้ไม่แน่ใจนะเพราะเขาเป็นเพื่อนของพี่อีกคนนึง ก็เลยไม่ได้ไปถามเขาว่าตั้งใจหรือบังเอิญ ก็เลยไม่รู้เหมือนกัน ดี้รู้แค่ไปเป็นล่ามและไปเป็นเพื่อนพี่แอนเท่านั้นเอง เจอก็อ๋อคนนี้หรอ ดี้ก็สวัสดีตามมารยาทไป”

“แล้วอยากจะบอกว่าทุกคนที่ไปทริปนี้น่ารักมาก ทุกคนจะเป็นกันเองทำตัวธรรมดาไม่มีอาการเวอร์เลย แล้วก็ใจดีไม่ได้มาคิดร้ายเอาอะไรมาล่อหลอกใคร ไม่ได้คิดสกปรกอะไรเลย ไปทำงานกันปกติ พวกเราที่ไปก็ขอให้เขาเปิดทางทำงานให้ เขาก็โอเคติดต่อประสานงานให้ ต่างคนมาช่วยมีแต่สิ่งดีๆ คือดี้อยากจะบอกว่าโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน อะไรเป็นยังไงเดี๋ยวก็รู้กันเอง ไม่อยากเคลียร์ไม่อยากแคร์เพราะไม่ใช่ญาติเรา สนใจไปก็ปวดหัวตายเลย”

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

Advertisements