ปริศนา “หมอกฤษฏ์” กับ “บริเฉท 7 ดารา” ตอนจบ เมื่อความลับแตก!! อาจารย์ “หมอกฤษฎ์” ยังไม่ตาย ที่แท้เรียนวิชามาจาก “แม่ชี”


แม่ชีเภา อาจารย์ตัวจริงผู้ที่สอนวิชาเลข 7 ตัวให้กับหมอกฤษฎ์

แม่ชีเภา อาจารย์ตัวจริงผู้ที่สอนวิชาเลข 7 ตัวให้กับหมอกฤษฎ์

จากหลักฐานและข้อมูลแวดล้อมต่างๆ แม้จะทำให้ได้คำตอบที่แน่ชัดแล้วว่า “หมอกฤษฎ์” ศุภกฤษฏ์ ปทุมศรีวิโรจน์ ได้มาบวชที่ “วัดวาปีสุทธาวาส” อ.จอมบึง จ.ราชบุรี เหมือนที่เคยกล่าวอ้างในพ็อกเก็ตบุ๊ค “”กฤษฎ์คอนเฟิร์ม หมอดูจอมอหังการ” สวนทางกับสิ่งที่เคยให้สัมภาษณ์ในนิตยสาร WHO โดยมี “พระครูวาปีวรคุณ” หรือ “หลวงพ่อนิตย์” เจ้าอาวาสองค์เก่าที่มรณภาพไปแล้วเป็นพระอุปัชฌาย์

ซึ่งถ้ามาบวชที่วัดวาปีฯ นั่นก็แปลว่า หมอกฤษฏ์ก็ต้องมาเรียนวิชาดูดวงกับ “หลวงปู่ปริศนา” ที่วัดวาปีฯ แห่งนี้ เหมือนที่เขียนไว้ในพ็อกเก็ตบุ๊ค

แต่หลักฐานที่จะเชื่อมโยงไปยังหลวงปู่ปริศนากลับยังคลุมเครือ เนื่องจากข้อมูลจากพ็อกเก็ตบุ๊คที่เสมือนเป็นกุญแจสำคัญที่เราใช้ในการตามหา ก็คือ ภาพถ่าย และประวัติที่ระบุว่า “หลวงปู่รูปนั้นเป็นพระชราภาพ และมรณภาพไปเมื่อปี 2548 ขณะมีอายุ 96 ปี”

แต่ทว่า จากการสอบถามจาก “พระครูวิบูลย์กิจสุนทร” เจ้าอาวาสวัดวาปีสุทธาวาส และ “พระณรงค์ศักดิ์” พระเลขาเจ้าคณะอำเภอ และพระรูปอื่นๆ ในวัดกลับไม่มีใครรู้จักหลวงปู่ปริศนาแม้แต่คนเดียว และตั้งแต่ก่อตั้งวัดมาก็ยังไม่มีพระรูปใดที่อายุถึง 96 ปี ที่สำคัญจากการสืบค้นประวัติพระที่มรณภาพในอำเภอจอมบึงจากพระเลขาเจ้าคณะพบ ว่า ในปี 2548 ไม่มีพระในอำเภอจอมบึงมรณภาพแม้แต่รูปเดียว !!

แล้วหลวงปู่ปริศนาที่ว่านี้คือใคร ทำไมไม่มีใครในวัดวาปีฯ รู้จัก ประหนึ่งว่าไม่มีตัวตน จิกซอร์ที่เหลือทำให้เราต้องย้อนกลับไปหา “พระอภิญาโณ” วัดยานนาวา ที่ปรึกษาสมาคมโหรแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ซึ่งหมอกฤษฎ์เคยให้สัมภาษณ์ในรายการ “วู้ดดี้เกิดมาคุย” ว่า ถ้าอยากรู้เรื่องราวเกี่ยวกับตำราบริเฉท 7 ดารา หรือเรื่องราวเกี่ยวกับตัวเขาให้ไปถามได้ที่ หลวงพ่ออภิญาโณ ได้เลย เพราะท่านเป็นผู้ที่มีความรู้ด้านโหรศาสตร์และสามารถตอบเรื่องนี้ได้เป็น อย่างดี

ซึ่งจากการสอบถาม หลวงพ่ออภิญาโน ทำให้ได้รู้ความจริงว่า หลวงปู่ปริศนาที่หมอกฤษฏ์กล่าวอ้างว่าเป็นอาจารย์ชื่อ “หลวงปู่เจษฎ์” แต่น่าเสียดายที่ข้อมูลด้านอื่นๆ อาทิ หลวงปู่บวชที่วัดไหน หรือแม้กระทั่งหลวงปู่เจษฎ์ใช่คนเดียวกันกับพระที่อยู่ในภาพถ่ายในพ็อกเก็ต บุ๊คหมอกฤษฎ์หรือไม่? หลวงพ่ออภิญาโนปฏิเสธที่จะให้คำตอบ ก่อนจะให้เหตุผลว่า ได้รับปากกับหลวงปู่เจษฎ์ไว้ก่อนที่ท่านจะมรณภาพว่า จะไม่เปิดเผยเรื่องราวเกี่ยวกับตัวท่านให้บุคคลภายนอกรับรู้ เนื่องจากหลวงปู่เจษฎ์ชอบอยู่แบบสงบไม่อยากให้ใครไปรบกวน แต่สิ่งที่ยืนยันตรงกับหมอกฤษฎ์ก็คือ หลวงปู่จำพรรษาที่วัดใน อ.จอมบึง และมรณภาพไปแล้ว ตอนท่านอายุได้ 90 กว่าปี

“อาตมาไม่ทันหมอหน้าบาก ต้องเป็นรุ่นพ่อของอาตมา แต่หมอหน้าบากเป็นลูกศิษย์ที่ได้รับถ่ายทอดโดยตรงจากท่านพระครูอินทร์ แล้วหมอหน้าบากก็มาถ่ายอดให้กับหลวงปู่เจษฎ์ ซึ่งท่านก็ทันหลวงพ่อผู้ใหญ่ในวัดสัตนารถฯ และทันหมอหน้าบาก หลวงปู่เจษฎ์เพิ่งมาเสียเมื่อไม่นานมานี้ ไม่ถึงสิบปี ตอนที่เสียชีวิตท่านมีอายุเก้าสิบกว่า เพราะฉะนั้นย้อนหลังไปยุคของท่านคือร้อยกว่าปี อยู่ในสมัยรัชกาลที่ 5 ท่านเกิดในปลายรัชกาลที่ 5”

“เท่าที่ทราบคือบางทีหมอหน้าบากก็อยู่ที่ราชบุรี หรือไม่ก็สุพรรณบุรี คนที่จะมีโอกาสได้เจอได้ทันหมอหน้าบากจริงๆ ก็น่าจะเป็นโหรรุ่นพ่ออาตมา แล้วหมอหน้าบากก็ไม่ได้สอนหลวงปู่เจษฎ์คนเดียวก็ยังสอนคนอื่นด้วย แต่ลูกศิษย์คนอื่นๆ เขาก็เป็นแค่หมอดูเล็กๆ ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไร (ทำไมถึงได้เรียกหมอหน้าบาก?) แผลโดนฟันบริเวณหน้าเฉียงๆ แผลเห็นชัด ก็เลยเรียกจากตำหนิเพราะคนสมัยก่อนจะเรียกจากตำหนิเป็นหลัก แต่หน้าตาเป็นอย่างไรอาตมาไม่เคยเห็นรูป จะรู้จักจากคำบรรยายเท่านั้นเอง”

“หลวงปู่เจษฎ์ท่านได้รับการถ่ายทอดวิชามาสองวิชา วิชาที่ได้จากหมอหน้าบากก็คือที่เราเรียกกันในปัจจุบันคือบริเฉท 7 ดารา ส่วนวิชาสิบลัคนาท่านได้จากทางวัดสัตนารถฯ โดยตรง (แสดงว่าหลวงปู่เจษฎ์เคยจำพรรษาอยู่ที่วัดสัตนารถฯ?) สมัยก่อนวัดสัตนารถเป็นวัดสำคัญระดับจังหวัด เพราะฉะนั้นพระผู้น้อยก็ต้องมีการไปหาพระผู้ใหญ่ประจำจังหวัด ไปกราบไปรับใช้พระผู้ใหญ่บ้าง ก็เลยทำให้หลวงปู่มีโอกาสเรียนวิชามา ท่านก็เลยได้มาสองวิชา แต่ที่ท่านไม่ได้ก็คือภาคคำนวณเพราะค่อนข้างจะปวดหัว”

พระอภิญาโนเผย “หลวงปู่ปริศนา” หรือ “หลวงปู่เจษฏ์” นั้น แท้จริงแล้วสอนวิชา “กาลชะตา” ให้กับหมอกฤษฏ์ แล้วภายหลังหมอกฤษฏ์ไปตั้งชื่อเป็น “บริเฉท 7 ดารา” ซึ่งวิชาดังกล่าวคล้ายกับการดูเลข 7 ตัว และการจับยามทาย เป็นการดูดวงพื้นฐานทั่วไป ซึ่งเรื่องนี้”อาจารย์พัฒนา พัฒนศิริ” หมอดูผู้คร่ำหวอดในวงการโหราศาสตร์มากว่า 34 ปี ,”อาจารย์ภิญโญ พงศ์เจริญ” นายกสมาคมโหราศาสตร์นานาชาติ และประธานสภาโหราจารย์ และคลุกคลีอยู่กับวงการโหราศาสตร์มากว่า 50 ปี และ “หลวงพ่อสุธน” เจ้าอาวาสวัดสุรชายาราม (วัดหลุมดิน) ที่ได้รับการถ่ายทอดวิชาการดูดวงมาจาก “พระครูเขมานันทมุนี” หรือ “หลวงปู่พรหม” แห่งวัดสัตตนารถปริวัตร ราชบุรี ซึ่งหลวงปู่พรหมท่านนี้เป็นพระหมอดูชื่อดังของราชบุรี และเป็นที่รู้จักกันดีว่า ได้รับการถ่ายทอดวิชาดูดวงจาก “พระครูอินทร์เทวดา” ต่างเคยให้สัมภาษณ์เอาไว้แล้วใน “ปริศนาหมอกฤษฏ์ ตอนที่ 1 กับตำราบริเฉท 7 ดารา ตำราเทวดา หรือ ตำนานขี้โม้”

“หลวง ปู่เจษฏ์เป็นคนที่สอนวิชาดูดวงให้กับหมอกฤษฏ์ ท่านเป็นคนที่ไปดูแลหมอกฤษฎ์ตอนที่ไปบวชอยู่ด้วย หลวงปู่เจษฎ์ได้สอนวิชากาลชะตาให้กับหมอกฤษฎ์ และให้หมอกฤษฎ์ตั้งชื่อตามความเหมาะสม เพราะหมอกฤษฎ์ได้ไปศึกษาต่อยอดวิชาออกไป (ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดอะไร?) อยู่ที่ราชบุรี คือท่านชอบเก็บตัวเงียบๆ มากกว่า เพราะฉะนั้นบางทีท่านจึงไม่ค่อยจะอยู่วัดเท่าไหร่นัก ท่านชอบไปอยู่วิเวกซะมากกว่า”

“หลวงปู่เจษฎ์น่าจะไปเรียนวิชากับหมอหน้าบากที่ในอำเภอเมืองราชบุรี ไม่น่าใช่อำเภอจอมบึง เพราะสมัยก่อนพระนอกจากจะออกธุดงค์แล้ว ก็ต้องเข้าไปดูแลงานหรือถวายอะไรให้กับพระเดชพระคุณให้กับพระผู้ใหญ่ ซึ่งท่านก็เหมือนกัน ความสัมพันธ์มันมีตั้งแต่อยู่ในเมือง ตอนหลังน่าจะเป็นช่วงที่หมอหน้าบากมีปัญหาก็เลยมาขอพักอาศัยอยู่กับหลวงปู่ แล้วจึงได้ขอถวายวิชาเอาไว้ แต่ที่ไหนนั้นหลวงปู่ไม่ให้บอก”

“ตอนที่หลวงปู่เจษฎ์เรียนวิชาหมอดูจากหมอหน้าบาก ตอนนั้นท่านเป็นพระอาวุโสแล้ว หมอหน้าบากท่านอยากจะถ่ายทอด อยากจะให้ด้วยความเคารพนับถือในหลวงปู่ จึงมาขอถวายวิชา แล้วหลวงปู่ท่านก็มีความรู้อยู่แล้ว เพราะรู้ตัวว่าตัวเองต่อไปจะเป็นยังไงจึงอยากจะถ่ายทอดวิชาไว้ เพราะหลังจากนั้นไม่นานหมอหน้าบากก็เสียชีวิต แต่ไม่ทราบว่าเสียชีวิตตอนอายุเท่าไร่ ทราบแต่ว่าเสียชีวิตหลังจากถ่ายทอดวิชาไปได้ไม่นาน เพราะตอนหลังท่านก็ไปมีปัญหากับพวกนักเลงก็เลยถูกทำร้าย ท่านเสียชีวิตจากการถูกทำร้าย”

“อาตมาไม่เคยไปพบหลวงปู่เจษฎ์โดยตรง แต่ทราบว่าท่านเป็นใครอยู่ที่ไหน แต่อาตมาเคยให้ลูกศิษย์ไปพบเพราะช่วงนั้นอาตมาไม่สะดวก”

ส่วนเหตุผลที่ทำให้หลวงพ่ออภิญาโนมั่นใจว่าวิชาที่หมอกฤษฎ์ร่ำเรียน มานั้น เป็นวิชาที่ถ่ายทอดมาจากพระครูอินทร์เทวดา ก็เพราะว่า…….
“ถึงอาตมาไม่ได้อ่านคัมภีร์โดยตรง แต่ร่องรอยตัวหลักฐาน แต่เนื้อหาของการใช้วิชานี้ค่อนข้างจะพอรู้อยู่บ้าง อาตมาเคยตามหาวิชานี้มาตั้งแต่ปี 2520 กว่าๆ กว่าสามสิบปีที่ตามหาวิชานี้ (หมอกฤษฎ์คือลูกศิษย์คนเดียวของหลวงปู่เจษฎ์ใช่หรือเปล่า?) ไม่ใช่ มีอีกหลายรูป แต่เรื่องพวกนี้ขึ้นอยู่กับวาสนา คนที่คิดมากแล้วต่อยอดมากก็เรื่องของเขา แต่บางคนที่รู้ไว้พอสงเคราะห์ญาติโยมนิดหน่อยก็มี วิชาโหราศาสตร์ต้องขยันเรียนรู้ต่อยอดความรู้ไปเรื่อยๆ”

“มาทราบ ตอนก่อนปี 50 ว่าหมอกฤษฎ์เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ จากการบอกเล่าของเขา ตอนนั้นเขามาขอคำปรึกษา และยังไม่ดังเลย เขามากับเพื่อนของอาตมาคนนึง ซึ่งก็เป็นโหรฝีมือดีคนนึงเหมือนกันเป็นคนพามา ตอนนั้นเขาเข้ามาปรึกษาว่าวิชาอะไรต่างๆ เป็นยังไง โดยเฉพาะวิชานี้(กาลชะตาหรือที่หมอกฤษฎ์เรียกบริเฉท 7 ดารา) แล้ว ครูบาอาจารย์ด้านนี้มีใครบ้าง อย่างหมออินทร์เทวดาทำไมได้ชื่อว่าหมออินทร์เทวดา นิสัยของท่านเป็นยังไง มีรูปของท่านมั้ย อาตมาก็เลยเล่าให้เขาฟัง ซึ่งเป็นช่วงหลังจากที่หมอกฤษฎ์ได้รับถ่ายทอดวิชาจากหลวงปู่เจษฏ์”

“เขาบอกว่าไปรู้จักหลวงปู่เจษฎ์ตอนเขาบวช แล้วไปได้สังเกตว่าท่านสามารถทักคนได้แม่น ว่าคนนี้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ ด้วยความสงสัยหมอกฤษฎ์ก็เลยไปสอบถาม พอได้เรื่องก็เลยขอเรียนบ้างขอความรู้บ้าง แล้วลวงปู่เจษฎ์เห็นว่ามันเป็นวาสนาที่จะมีก็เลยถ่ายทอดวิชาเลข 7 ตัว สิบลัคนาให้ ซึ่งมาภายหลังหมอกฤษฎ์ก็ได้ตั้งชื่อว่าบริเฉท 7 ดารานี่แหละ แล้วพอหลังจากสึกออกไปแล้ว เขาก็ไปเรียนไปศึกษาต่อยอดเองอีกจนแตกฉานมีความมั่นใจ”

ก่อนแจง หมอกฤษฎ์ไม่ใช่ศิษย์คนเดียวของหลวงปู่เจษฎ์ แต่เป็นคนสุดท้ายที่ได้ร่ำเรียนวิชากับหลวงปู่มากกว่า
“ใช่เป็นศิษย์คนสุดท้ายของหลวงปู่เจษฎ์ เพราะตอนช่วงที่หลวงปู่เจษฎ์จะมรณภาพหมอกฤษฎ์จะอยู่ใกล้ชิด แล้วหลวงปู่เจษฎ์ก็ให้ลายแทงเพิ่มไว้แต่ยังไม่ทันได้สอนอะไรละเอียดหรอก (ในเมื่อลูกศิษย์ของหลวงปู่ก็มีหลายคน แต่ทำไมถึงได้ยกย่องให้หมอกฤษฎ์เป็นศิษย์คนเดียว?) วิชาคนก็มีสอบได้ที่หนึ่งกับสอบได้ที่โหล่ คนสนใจมันก็มีคนไม่สนใจมันก็มี คนที่เป็นรุ่นพี่หมอกฤษฎ์ก็มี แต่ทางหลวงปู่อยากดูด้านปฏิบัติมากกว่า”

“ก่อนที่ท่านจะมรณภาพก็มีคนไปขอเป็นลูกศิษย์ แต่อีกสองคนเขาไม่ได้สนใจที่จะมาใช้ชีวิตทางฆราวาส ศิษย์ของหลวงปู่ในตอนนั้นเป็นพระหมดเลย แต่หมอกฤษฎ์สึกออกมาก่อนแล้วก็กลับไปหาท่านตอนช่วงท่านจะมรณภาพพอดี ศิษย์นอกจากนี้ก็ไม่มีใครแล้ว ศิษย์ที่เป็นพระก็ยังมีชีวิตอยู่ ถึงไม่อยากบอกชื่อวัดไงเพราะท่านอยากอยู่สงบๆ ท่านขอไปธุดงค์”

“จริงๆ ลูกศิษย์ของหลวงปู่เจษฎ์ไม่ใช่มีแค่หมอกฤษฎ์ คนอื่นก็มี น่าจะมีพระอีกสักรูปหรือสองรูป”

บอก เหตุผลที่หมอกฤษฎ์ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับหลวงปู่เจษฎ์เลย ก็เป็นเพราะว่าอยากรักษาสัญญาที่เคยให้ไว้
“หลวงปู่ไม่ให้เปิดเผย เพราะไม่ต้องการให้ใครไปกวน ไม่ว่าจะเป็นตอนที่ท่านยังมีชีวิตอยู่หรือมรณภาพไปแล้ว หลวงปู่สั่งเสียไว้กับเพื่อนของอาตมาตอนที่ไปพบ ท่านไม่ได้มรณภาพวัดเดียวกับที่หมอกฤษฎ์ไปบวช ท่านมรณภาพที่อื่น”

แม้กระทั่งขอให้หลวงพ่อเฉลยรูปหลวงปู่ในพ็อกเก็ตบุ๊ค ที่หมอกฤษฎ์ระบุว่าเป็นครูบาอาจารย์ ว่าใช่คนเดียวกันกับหลวงปู่เจษฎ์หรือไม่ ท่านก็ยังยืนยันคำเดิมว่าไม่ เพราะไม่อยากเสียคำพูดที่ลั่นวาจาไว้กับหลวงปู่
“คงไม่ตอบไง ตอบไปก็คงไม่ดี เพราะไม่อยากผิดคำพูดที่เรารับปากไปแล้ว เพราะว่าเราห้ามโกหก ถ้าเราบอกเราก็ผิดคำพูดที่สัญญาไว้ว่าจะไม่บอกใครเรื่องหลวงปู่เจษฎ์ใน เรื่องรายละเอียด มันก็ผิดสัญญาเรา ซึ่งอันนี้มันก็ไม่ถูก ไม่ใช่สัญญากับหมอกฤษฎ์แต่ได้สัญญากับหลวงปู่ไว้”

จากข้อมูลที่รวบรวมมาได้ แม้จะทำให้เราได้ทราบชื่อหลวงปู่ของหมอกฤษฎ์ ว่าชื่อ “หลวงปู่เจษฎ์” ก็ตาม แต่หลวงพ่ออภิญาโน วัดยานนาวา ก็ยังไม่บอกอยู่ดีว่าหลวงปู่จำพรรษาอยู่ที่วัดไหน ใน อ.จอมบึง ทำให้เรื่องราวต่างๆ ยังคงเป็นปริศนา

อย่างไรก็ตามเราได้สบโอกาสที่จะไปหาคำตอบปริศนาดังกล่าวอีกครั้งใน วัน “สอบธรรมะศึกษา” ซึ่งเป็นวันที่พระในอำเภอจอมบึงทั้ง 33 วัด กับอีก 10 สำนักสงฆ์ จะมารวมตัวกันเพื่อคุมห้องสอบให้กับโรงเรียนในอำเภอจอมบึง งานนี้จึงเป็นโอกาสอันดีที่ทีมข่าว ASTV บันเทิงผู้จัดการออนไลน์ จะปฏิบัติการเคอิโงะตามล่าหาความจริงต่อไป

แต่ทว่า จากการตามแกะรอยทั้งสอบถามและเอาภาพถ่ายให้ดู พระเกือบทั้งอำเภอจอมบึงต่างยืนยันเป็นเสียงเดียวกันว่า ไม่รู้จักหลวงปู่ในรูปอยู่ดี แม้แต่ชื่อหลวงปู่เจษฎ์ก็ไม่มีใครเคยได้ยิน

กระทั่งได้มาเจอกับ “พระอาจารย์ดำ” เจ้าอาวาสวัดถ้ำสิงโตทอง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี ปมปริศนาต่างๆ จึงได้คลี่คลาย เพราะท่านเป็นพระรูปเดียวที่ยืนยันว่า เคยรู้จักและมีโอกาสพูดคุยกับพระชื่อเจษฎ์ เมื่อหลายปีก่อน ที่สำคัญหลวงปู่ในรูปหน้าตายังคล้ายกับพระเจษฎ์ที่หลวงพ่อดำเคยพบเจออีกด้วย

และพระอาจารย์ดำก็ได้ทำให้การค้นหาครั้งนี้ตีวงแคบเข้ามาอีก โดยการระบุว่า ถ้าดูจากภาพที่หลวงปู่ปริศนา(หลวงปู่เจษฏ์) จะเห็นว่าท่านนุ่งจีวรสีเหลืองเข้ม ซึ่งทั้งอำเภอจอมบึงมีเพียงพระ “วัดถ้ำสิงโตทอง” กับ “วัดเขาทะลุ” เท่านั้นที่ห่มจีวรสีนี้ แต่ในขณะเดียวกันหลวงพ่อดำก็ยืนยันว่า พระเจษฎ์ไม่ใช่พระที่วัดถ้ำสิงโตทองแน่นอน !!

“ดู จากรูปนี้น่าจะเคยเห็นด้วยซ้ำไป(หลวงพ่อดูรูปหลวงปู่ในพ็อกเก็ตบุ๊คอย่าง พิจารณา) ชื่อหลวงปู่เจษฎ์อาตมาก็เคยได้ยิน เคยคุยเคยทักทายกันแต่ ไม่ทราบรายละเอียดอะไรมาก เพราะไม่ได้คลุกคลีกับท่านมาก แต่จำไม่ได้ว่าเคยเจอที่ไหน แต่เจอที่วัดแน่นอน เจอนานแล้วหลายปีแล้ว เคยเจอมากกว่าหนึ่งครั้ง แต่เจอที่วัดวาปีฯครั้งนึง น่าจะมากกว่า 5 ปี เพราะปกติถึงไม่ได้ไปงานแต่ก็จะไปนั่งคุยไปทักทายพระในวัดอยู่แล้ว แต่ไม่แน่ใจว่าดูดวงได้หรือเปล่า แต่มีลูกศิษย์ที่เป็นฆราวาสไปมาหาสู่ ทราบว่าท่านเป็นพระลูกวัดไม่ใช่เจ้าอาวาส”

“ถ้ามองรูปนี้เป็นเกณฑ์หน้าตาจะคล้ายๆ พระวัดนึงที่อ.จอมบึง แต่ตอนนี้ท่านยังมีชีวิตอยู่ ช่วงที่เจอท่านน่าจะอายุประมาณซัก 70 นะ ประมาณนะ เพราะอย่างพระเรานี่อายุห่างกันสิบยี่สิบปีจะดูไม่ค่อยออก ถ้าดูจากสายตาในรูปนี้(รูปหลวงปู่ในพ็อกเก็ตบุ๊ค)อายุก็น่าจะประมาณ 60 หรือไม่ก็ 70 ได้นะ แต่เรื่องอายุจะดูยากมาก เพราะถ้ายิ่งเป็นพระสายปฏิบัติหน้าตาจะผ่องใส ยิ่งจะดูไม่ออก ซึ่งดูจากในรูปหน้าตาก็มีส่วนคล้ายกับหลวงปู่เจษฎ์ที่อาตมาเคยเจออยู่เหมือน กัน เพียงแต่ไม่แน่ใจว่าจะใช่คนเดียวกันหรือเปล่าเท่านั้นเอง”

“แต่รูปนี้บรรยากาศน่าจะเป็นวัดเขาทะลุนะ ลองไปดูที่วัดเขาทะลุดู ถ้าตีวงแคบเข้าไปหน่อยจีวรสีนี้มีที่วัดถ้ำสิงโตทองกับที่วัดเขาทะลุเท่า นั้น แล้วอาคารตรงนี้(ชี้ที่รูป)ต้องดูอาคารประกอบ อาคารที่อยู่หลังกุฏิที่อยู่ตรงทางเข้าไปโรงครัวใหม่ ที่เป็นห้องน้ำชิดเขา รูปนี้จะเป็นมุมนั้น”

ฉีกหน้ากากหมอกฤษฎ์

“พระ สมุศรีสวัสดิ์” เจ้าอาวาสวัดเขาทะลุ คอนเฟิร์ม “หมอกฤษฎ์” มาบวชเณรและเรียนวิชาดูดวงที่ “วัดเขาทะลุ” พร้อมระบุรูป “หลวงปู่ปริศนา” ที่อยู่ในพ็อกเก็ตบุ๊คคือ “หลวงปู่เจษฎ์” แต่ยืนยันว่า “หลวงปู่ยังไม่ตาย และอายุ 70 กว่าเท่านั้น ไม่ใช่ 96 ปีอย่างที่หมอกฤษฏ์กล่าวอ้าง” ซ้ำเฉลยที่แท้อาจารย์ที่สอนวิชาเลข 7 ตัวให้กับหมอกฤษฎ์เป็น “แม่ชี” !!

หลังจากพลิกแผ่นดินตามหา “หลวงปู่ปริศนา” อาจารย์ของ “หมอกฤษฏ์” และตำราบริเฉท 7 ดารามาร่วมเดือน ทีมข่าว ASTV บันเทิงผู้จัดการออนไลน์ ก็ได้ค้นพบความจริงที่วัดถ้ำมงกุฎ หรือ วัดเขาทะลุ ต.ปากช่อง อ.จอมบึง จ.ราชบุรี โดยมีเจ้าอาวาส “พระสมุศรีสวัสดิ์” หรือ “พระอภิวัฒฑโน” เป็นผู้ไขปริศนาทั้งหมด

“ท่าน เจษฎ์นี่หลวงพ่อรู้จัก ตอนเรียนมัธยมท่านเป็นพระรุ่นน้อง แล้วท่านก็มาจำพรรษาอยู่ที่นี่เหมือนกันแหละ แต่ท่านมีโรคประจำตัวคือหอบหืด โดยจริตของท่านชอบอากาศทางใต้ แล้วท่านก็ให้หลวงพ่อเซ็นหนังสือให้ไปอยู่ทางใต้ แต่จำไม่ได้แล้วว่าที่ไหน จะเป็นนครศรีธรรมราชหรือยังไงนี่แหละ ท่านไปได้สองปีแล้ว ตอนนี้อายุน่าจะประมาณ 70 นะ ยังมีชีวิตอยู่”

“หมอกฤษฎ์เขาน่ารัก เขาชอบนั่งสมาธิตั้งแต่เล็กๆ ตั้งแต่ขวบสองขวบ เขาชอบไปหาหลวงพ่อที่องค์พระ เพราะป้าเขาชอบฝึกกรรมฐานเขาก็จะไปด้วย ไปนั่งขัดสมาธิพนมมือตามประสาเด็กๆ มองดูมันก็น่ารักดีเหมือนกัน พอเห็นเรานั่งนานๆ เข้าเขาก็ทนไม่ไหว แล้วก็จะลืมตามาดูข้างนึง(ลืมตาข้างนึงทำเลียนแบบหมอกฤษฎ์) ถ้าเรามองเขาก็จะหลับตา แล้วก็ลืมตามาดูอีก ตอนเล็กๆ เขาซน แต่ซนแบบน่ารักไม่ได้ซนแบบน่าเกลียด อาจารย์เขานั่งอยู่ตรงโน้น ที่ใส่แว่นน่ะ(พร้อมกับชี้ไปที่หลวงตา) หลวงตากรเป็นคนสอนเณร(ชูรูปหมอกฤษฎ์ตอนบวชเณร) ตอนเด็กๆ เขามาบวชเณรที่นี่ นี่ป้าเขาชื่อโสภา(เปิดไปเจอรูปป้าของหมอกฤษฎ์) แต่ก็ไม่รู้นะกับหลวงพ่อเขาน่ารัก แต่กับคนอื่นไม่รู้ เมื่อวันก่อนยังมาทอดกฐินที่วัดอยู่เลย”

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่าหมอกฤฎ์มาบวชตอนปีไหน หลวงพ่อก็ได้เรียก “หลวงตากร” ซึ่งเคยเป็นอาจารย์และเป็นคนทำประวัติการบวชของหมอกฤษฎ์มาถาม โดยหลวงพ่อได้เรียกชื่อหมอกฤษฎ์ว่า “เบ็น” แต่น่าเสียดายที่หลวงตาจำปี พ.ศ.ไม่ได้ จำได้เพียงว่าน่าจะบวชประมาณหนึ่งพรรษา
“เขา(หมอกฤษฎ์)บวชที่วัดวาปีฯ บวชกับหลวงพ่อนิตย์(อดีตเจ้าอาวาสวัดวาปีฯ)เพราะตอนนั้นท่านเป็นเจ้าคณะตำบล อยู่ แต่มาจำพรรษาที่นี่ ตอนเล็กๆ หมอกฤษฎ์เขาซนป้าเลยพามาฝากหลวงพ่อไว้ หลวงพ่อก็รับเอาไว้ พอรับเสร็จก็ให้คนพาไปบวชกับหลวงพ่อนิตย์ คิดว่าท่านเจษฎ์คงอยู่ที่นั่นพอดี เพราะตอนนั้นท่านเจษฎ์ยังไม่มาอยู่ที่วัดถ้ำมงกุฎ ท่านเจษฎ์เพิ่งมาเมื่อไม่กี่ปีนี่เอง”

ผู้ สื่อข่าวถามย้ำ แต่ “หมอกฤษฎ์” ยืนยันว่าหลวงปู่เจษฎ์ที่เป็นอาจารย์สอนวิชาหมอดูให้ได้มรณภาพไปแล้วเมื่อปี 2548 ? ซึ่งหลวงพ่อก็ยืนยันเหมือนเดิมว่ายังมีชีวิตอยู่
“ยัง อยู่ (ดูตามรูปใช่องค์เดียวกันกับที่หลวงพ่อรู้จักมั้ยคะ?) ก็รุ่นน้อง ท่านมาบวชทีหลังหลวงพ่ออีก (หันเอารูปหลวงปู่ในพ็อกเก็ตบุ๊คไปให้ชาวบ้านดู) นี่ใช่หลวงตาเจษฎ์นะ (ชาวบ้านทั้งสองคนยืนยันพร้อมกันว่าใช่หลวงตาเจษฎ์)”

“แต่ หลวงตาเจษฎ์จะเป็นพระหมอดูหรือเปล่า อันนี้หลวงพ่อไม่ทราบ แต่มาอยู่ที่นี่ก็ไม่เห็นท่านดูนี่ เพราะที่นี่มีนักโหราศาสตร์อยู่แล้ว คือแม่ชีเภา(พร้อมกับชี้ไปทางแม่ชีเภา) คือแม่ชีเภานี่จบโหราศาสตร์หนึ่ง-สอง-สาม มีใบรับรอง จบแพทย์แผนโบราณครบสามใบ จบนักธรรม จบบัญชี ถ้าอย่างนี้กล้าพูดเพราะมีหลักฐาน แต่ท่านเจษฎ์นี่ไม่รู้นะ แต่วัดนี้มีเป็นนักโหราศาสตร์หลายองค์ ที่ดูเลข 7 ตัว มี ดูแบบยูเรเนียนก็มีหลายองค์”

“แต่หมอกฤษฎ์เขาเป็นคนมีญาณมีบารมีเก่า เขาถึงได้ทำอะไรได้ ถ้าหลวงพ่อมองดูเองนะ แต่หลวงพ่อไม่รับรองนะ เพราะพูดกันตามหลักธรรมวินัย ถ้าคนปฏิบัติธรรมสมาธินั่งกรรมฐาน พอถึงจุดๆ นึงความจำเดิมๆ เขาก็จะนึกได้ ภาษาพระเขาเรียกบุพเพนิวาสานุสติกาล สามารถที่จะระลึกชาติได้ ความรู้เก่าๆ จากหลายๆ ภพหลายๆ ชาติเอามาใช้ได้ พอถึงขั้นนี้ก็จะจำภพจำชาติได้ แล้วความรู้เก่าๆ ก็จะเกิดขึ้นได้ แต่ต้องถึงขั้นนี้นะ แต่หมอกฤษฎ์จะถึงรึเปล่าหลวงพ่อไม่ทราบ”

“เขา เคยถามว่าหลวงตา ผมสึกออกไปผมจะไปทำอะไร หลวงพ่อก็เลยบอกกับเขาว่า ก็ไปเป็นหมอดูสิ เขาก็ถามอีกว่าผมจะเป็นหมอดูได้หรอ ก็เลยบอกเขาว่าได้สิ ถ้า อยากเป็นหมอดูก็ไปเรียนกับแม่ชีเภานั่น แต่ที่รู้แม่ชีเภาคืออาจารย์ที่สอนเลข 7 ตัวให้เขา นี่ตัวจริงนั่งอยู่นี่ แต่เห็นเขาให้ข่าวว่าครูเขาตายแล้ว นี่อาจารย์ตัวจริงเลย เป็นอาจารย์คนแรกเลย แม่ชีจบชั้นเซียนมา นี่ถ้าเขาไม่บวชก็ไปเป็นครูโหราศาสตร์ แต่ท่านเจษฎ์นี่ไม่รู้เพราะท่านไม่ได้แสดงฝีมือให้เห็น ก็เลยไม่ทราบ”

“หลังจากที่หมอกฤษฎ์เป็นหมอดูแล้วเขาก็กลับมาหาหลวงพ่อบ้าง มาอาบน้ำมนต์ ถูกนักข่าวรุกหนักๆ เข้า ถูกคนโวยวายมากๆ เข้า ก็มาขออาบน้ำมนต์เราก็อาบให้ ช่วยให้ร้ายกลายเป็นดี”

ซึ่งภายหลังจากที่สอบถามข้อมูลจากเจ้าอาวาสเสร็จสิ้น เราได้ติดต่อขอสัมภาษณ์ “แม่ชีเภา” ผู้ที่ถูกระบุว่าเป็นคนสอนเลข 7 ตัว ให้กับหมอกฤษฎ์ตอนที่เจ้าตัวมาจำพรรษาที่วัดแห่งนี้ แต่ปรากฏว่าแม่ชีปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์บอก “เป็นเรื่องส่วนตัว” แต่ถ้าอยากเรียนวิชาดูดวงจะสอนให้ !?

สรุป ว่า “หมอกฤษฎ์” ได้ไปบวชที่วัดวาปีสุทธาวาส และได้ไปจำพรรษาที่วัดถ้ำมงกุฎ หรือ วัดเขาทะลุ โดย “พระอภิญาโน” วัดยานนาวา ยืนยันว่า อาจารย์ของหมอกฤษฏ์ชื่อ “หลวงปู่เจษฎ์” แต่ไม่บอกว่าใช่หลวงปู่ปริศนาที่ถ่ายภาพกับหมอกฤษฏ์ในพ็อกเก็ตบุ๊คหรือไม่ แต่สุดท้าย “พระอภิวัฒฑโน” เจ้าอาวาสวัดถ้ำมงกุฏ ก็มาเฉลยหมดเปลือกว่า พระในรูปคือหลวงปู่เจษฏ์ แต่อาจารย์ที่สอนวิชาดูดวงให้กับหมอกฤษฏ์กลับเป็น “แม่ชีเภา” แม่ชีที่อยู่ในวัดถ้ำมงกุฎ ซึ่งมีความรู้ด้านโหราศาสตร์ ที่สำคัญหลวงปู่เจษฏ์ที่หมอกฤษฏ์บอกว่าอายุ 96 และมรณภาพไปเมื่อปี 2548 แท้จริงแล้วอายุประมาณ 70 กว่าปีและยังมีชีวิตอยู่ !

วิชา “บริเฉท 7 ดารา” ที่กล่าวอ้างว่าสืบทอดมาจาก “พระครูอินทร์เทวดา” ที่ แท้ก็คือวิชา “กาลชะตา” หรือ จับยามทาย ,เลข 7 ตัว ซึ่งเป็นการดูดวงแบบไม่ต้องใช้วันเดือนปีเกิด แต่เป็นการดูจากฤกษ์เวลา เป็นวิชาพื้นฐานทั่วไปไม่ได้พิศดาร แต่หมอกฤษฏ์เอามาตั้งชื่อใหม่

คำถามก็คือว่า ทำไมต้องโกหกว่าอาจารย์ตัวเองตายไปแล้ว และทำไมต้องปิดบังว่าตัวเองบวชที่ไหน ที่สำคัญทำไมถึงไม่ยอมบอกว่าอาจารย์เป็นใคร ทั้งที่ความจริงแล้วลูกศิษย์ควรที่จะยกย่องเชิดชูอาจารย์

แม้แต่การบรรยายถึงลักษณะหน้าตาของ “หมอหน้าบาก” ซึ่งเป็นศิษย์ที่ถ่ายทอดวิชามาจาก “พระครูอินทร์เทวดา” และ ภายหลังได้มาถ่ายทอดให้กับ “หลวงปู่ปริศนา”(หลวงปู่เจษฏ์) จนกระทั่งวิชาดังกล่าวสืบต่อมาถึงตนเอง เจ้าตัวก็ยังบอกว่า หมอหน้าบากมีแผลเป็นจากการโดนมีดฟันตั้งแต่ประมาณกลางกระหม่อม เรื่อยลงมาจนถึงจมูกแล้วก็ยาวไปถึงหางหูทางด้านซ้าย ซึ่งตรงกันข้ามกับ “หมอสลึง” หมอดูชื่อดังเมืองราชบุรี ผู้ที่กล่าวว่าเคยเห็นหมอหน้าบากตั้งแต่สมัยที่บวชพระ และยืนยันว่า หมอหน้าบากไม่ได้มีแผลเป็น เพียงแต่มีรอยย่นตรงกลางหน้าผาก ซึ่งเป็นลักษณะของคนที่มีคาถาอาคมตามความเชื่อของคนสมัยก่อน

แม้แต่เนื้อหาที่หมอกฤษฏ์ให้สัมภาษณ์ลงนิตยสาร “WHO” และ พ็อกเก็ตบุ๊คก็ยังไม่เหมือนกัน ใน WHO บอกว่า บวชและได้วิชาจากวัดสัตตนารถปริวัตร แต่ในพ็อกเก็ตบุ๊คบอกบวชที่วัดแห่งหนึ่งในอำเภอจอมบึง

สิ่งที่หมอกฤษฏ์เขียนและให้สัมภาษณ์ในหนังสือ ทำไมมันช่างแตกต่างกับสิ่งที่ผู้เกี่ยวข้องบอกเล่า หรือว่าเกิดข้อผิดพลาดในการเรียบเรียงในนิตยสาร WHO รวมไปถึงข้อผิดพลาดในการเรียบเรียงพ็อกเก็ตบุ๊คของตัวเอง หมอกฤษฏ์อาจจะโด่งดัง งานยุ่ง จนไม่มีเวลาตรวจต้นฉบับพ็อกเก็ตบุ๊คก่อนพิมพ์กระมัง

ทุกสิ่งล้วนเกิดขึ้นได้ แต่สิ่งที่อะเมซิ่งไปกว่านั้นก็คือ เรื่องที่เจ้าตัวบอกในพ็อกเก็ตบุ๊คถึงเรื่องที่หมอหน้าบากเคยกำชับหลวงปู่ อาจารย์ของเขาไว้ว่า…

“อย่าถ่ายทอดวิชานี้ให้ใคร ให้รอไว้เมื่อหลวงปู่รู้ตัวว่าตัวเองกำลังจะตายค่อยถ่ายทอด เพราะจะมีอาจารย์ของอาจารย์มาเอาวิชานี้ไป… แล้วท่านก็บอกว่าผมคือคนที่ท่านรอคอยมานาน คืออาจารย์ของอาจารย์ที่หมอหน้าบากพูดเอาไว้ แต่ ผมตอบไม่ได้ว่าผมคือคนที่หลวงปู่บอกว่ากลับชาติมาเกิดหรือเปล่า ผมไม่เชื่อหรอกว่าจะรู้ได้ว่าเราเป็นใครในชาติก่อน อะไรคือหลักฐาน อะไรคือสิ่งที่พิสูจน์ว่ามันไม่ใช่ มันไม่มีสิ่งพิสูจน์ แต่สิ่งที่มันคล้ายกันของผมกับพระครูอินทร์เทวดาก็คือ ผมทำแบบเดียวกับพระครูอินทร์ในสมัยโบราณได้”

…..ฟังแล้วขนหัวลุก “หมอกฤษฏ์” กำลังจะบอกอะไร ทิ้งไว้เป็นปริศนา (อีกซักครั้ง) ให้ลองไปเดากันเอาเองก็แล้วกัน….

แต่บอกได้คำเดียวว่า….นายกล้ามากหมอกฤษฏ์….คอนเฟิร์ม !!

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

About these ads