อีก (สัก) ครั้ง กับ “เซน ณิชา โอภากุล” ลูกสาว “แอ๊ด คาราบาว”


เซน ณิชา โอภากุล 1

เป็นที่น่าจับตาไม่น้อยทีเดียวกับการเดินเข้าสู่ถนนสายนางงามบนเวที “มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2009″ ของ “เซน ณิชา โอภากุล” ลูกสาวคนโตของ “แอ๊ดคาราบาว” โดยนักศึกษาสาวปี 3 คณะวารสารศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ อินเตอร์วัย 23 คนนี้ได้ให้เหตุผลถึงการตัดสินใจในครั้งนี้ว่า เพราะต้องการจะหาประสบการณ์ ขณะที่ผู้เป็นมารดาซึ่งเคยเป็นนางงามมาก่อนอย่างนางนางลินจง โอภากุล ก็ให้การสนับสนุน

ส่วนผู้เป็นบิดานักร้องนักดนตรีชื่อดังที่ก่อนหน้านี้เคยคัดค้านในเรื่องการ ประกวดนางงาม เจ้าตัวเผยว่ายังไม่รับรู้เรื่องนี้ แต่เชื่อว่าไม่น่าจะมีปัญหาแต่อย่างใด พร้อมยังบอกด้วยว่าตอนนี้อะไรมันเปลี่ยนแปลงไปแล้วเพราะพ่อเองก็เคยค้าน เรื่องเครื่องดื่มชูกำลัง แต่พ่อก็มาทำธุรกิจด้านนี้

ย้อนกลับไปประมาณ 4 ปีที่แล้ว พื้นที่คอลัมน์ “นัดคุย” เคยเปิดใจสาวน้อยคนนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง ซึ่งคงไม่เชยเกินไปอย่างแน่นอน หากเราจะพาท่านผู้อ่านย้อนกลับไปสัมผัสกับมุมมอง ความคิด ทัศนะคติเพื่อรู้จักตัวตนของสาวน้อยคนนี้ให้มากขึ้น

“เซน” เปิดใจ ไม่อยากอยู่ใต้เงาพ่อ “แอ๊ด”

“ไม่อยากสลัด จะสลัดทำไมในเมื่อใครๆ ก็อยากจะมาอยู่ในจุดนี้ เพียงแต่ว่าไม่อยากให้คนเห็นว่าไปไหนต้องมีพ่อเป็นเงาตลอดมากกว่า…” เสียงบอกเล่าจากปากของเด็กสาวที่ชื่อ “เซน ณิชา”

ให้ พิจารณาจากหน้าตาแล้วเดาว่าสาววัย 19 คนนี้เป็นลูกสาวของคนดังคนหนึ่ง หลายคนอาจจะทายไม่ถูกว่าคนดังคนนั้นคือใคร? แต่ถ้าบอกว่านามสกุลของเธอคือ “โอภากุล” เชื่อว่าหลายคนจะต้องร้องอ๋อ?

“เซนไม่เหมือนพ่อเท่าไหร่นะ น้องสาว(ซีน)จะเหมือนมากกว่า เหมือนเป๊ะๆ เลย เซนจะเหมือนแม่(ลินจง)แต่นิสัยจะกวนๆ เหมือนพ่อ ส่วนน้องชายคนเล็ก(โซโล)ที่ตัวโตสุด ก็กวนๆ เหมือนกัน”

คนส่วนใหญ่รู้มั้ยว่าเราเป็นลูก “แอ๊ด คาราบาว”?
“ถ้าเดินตามถนนปกติที่เมืองไทยส่วนใหญ่ก็จะไม่รู้ แต่ที่ออสเตรเลียที่นั่นจะมีสมาคมคนไทยอยู่จากการเห็นหน้า จากการพูดกันกับเพื่อนๆ เขาก็เลยรู้ๆ กัน แต่รู้ก็แค่นั้น ไม่ได้ทำอะไร”

รู้ว่าเราเป็นลูกของคนมีชื่อเสียงมากๆ เมื่อตอนอายุสักเท่าไหร่?
“5 ขวบมั้ง ก็คือก็รู้ว่าเขาเป็นนักร้องแต่ไม่รู้ว่าเขาดัง รู้ว่าเขาเป็นนักร้องแล้วก็ร้องเพลงเขาได้ ก็เขาคิดว่าเขาต้องยิ่งใหญ่พอสมควร เพราะว่าเห็นเขาออกรายการโทรทัศน์ออกรายการวิทยุแล้วก็ลงหนังสือ แล้วเวลาเขาเล่นคอนเสิร์ตตามต่างจังหวัดจะไปกับเขาตลอด ตัวเล็กๆ แม่ก็อุ้มไป อยู่หลังเวทีก็เดินๆ แถวนั้น แต่ไม่รู้ว่าเขาดังหรือเปล่าเพราะเด็กยังไม่รู้เรื่อง”

เซนเล่าให้ฟังถึงชีวิตวัยเด็กว่า เธอเกิดที่กรุงเทพฯ ชีวิตส่วนใหญ่เหมือนกับเด็กทั่วไป เริ่มต้นเรียนที่โรงเรียนอนุบาลทับแก้วแถวบ้านย่านกรุงเทพกรีฑา เข้า ป.1 ที่ปิยะจิตรจากนั้นไปต่อที่โรงเรียนนานาชาติจักรวาลเขาใหญ่ ก่อนที่จะถูกส่งไปอยู่ที่เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย

“ตอนนี้จบไฮสคูลแล้วค่ะ ตอนนี้ก็กำลังจะเรียนต่อที่ JMC Academy : Music Business management Bachelor แล้วก็กะว่าจะหางานทำแล้วก็ค่อยกลับมาเมืองใทย

ทำไมเลือกเรียนต่อที่เมืองนอก?
“คุณแม่เขาบอกว่าอยากให้พูดภาษาอังกฤษ อยากให้พูดได้หลายภาษาค่ะ ตอนแรกก็เลยส่งไปเรียนที่นานาชาติเขาใหญ่ก่อน ซึ่งมันก็เป็นโรงเรียนอินเตอร์แล้วก็พูดภาษาอังกฤษแต่ว่าคือมันก็ยังมีสภาพ แวดล้อมเป็นคนไทยอยู่ มันไม่ได้สัมผัสรูปแบบการเรียนการใช้ชีวิตแบบฝรั่งจริงๆ เขาก็เลยคิดว่าโอเคไปซัมเมอร์ที่ออสเตรเลียดู พอไปแล้วติดใจก็เลยอยู่เลย”

พ่อกับแม่อยากให้เราเป็นฝรั่ง?
“ไม่ใช่อยากให้เป็นฝรั่ง แต่อยากให้ใช้ชีวิตแบบฝรั่งมากกว่า เพราะว่าพ่อแม่ฝรั่งเขาสอนลูกให้ใช้ชีวิตได้ด้วยตัวเอง ไม่ต้องขอตังค์เมื่ออายุเท่านี้ๆ แต่เด็กไทยส่วนใหญ่ยังต้องขอตังค์พ่อแม่กิน ไม่ได้ทำงาน อย่างเซนไปที่นั่นก็คือทำงานเองหาเงินเก็บเอง ถ้าอยากจะได้จริงๆ ก็ขอเขาแล้วเขาจะดูว่าเหมาะสมไหมที่จะต้องให้ ก็เลยเรียนรู้ตรงนั้น แล้วสนิทกับแม่ด้วยเพราะแม่อยู่ที่นั่น ผู้หญิงกับผู้หญิงอยู่ด้วยกันก็จะใจกัน มีอะไรก็จะคุยกันแบบเพื่อน”

ลองเล่าถึงตัวเองหน่อย เป็นคนมีอุดมการณ์มั้ย? หรือว่ามีความฝันอยากจะทำอะไรบ้าง?
“อยู่เพื่อกินมั้งคะ (หัวเราะ) จริงๆ อยากมีค่ายเทปเป็นของตัวเอง แล้วก็จะไม่หลอกศิลปินให้มาทำงานๆๆๆ เพื่อเราแล้วเราก็เอาแต่ได้ตังค์ ก็คือลิขสิทธิ์ใครลิขสิทธิ์มัน ตอนนี้จะสนใจเรื่องการทำค่ายเทปบริหารทางธุรกิจดนตรี ซึ่งจะกลับไปเรียน ก็อยากจะมีความสามารถด้านนั้น แล้วก็จะต้องเป็นคนที่รู้ทางเรื่องการตลาด รู้ทันคน เพราะเวลาออกไปข้างนอกเราต้องเจอเรื่องอะไรบ้างไม่รู้”

“ชอบเที่ยวมั้ย ไม่นะ ถ้าเที่ยวจะเที่ยวแบบปาร์ตี้ฮิปฮอปเพราะเซนเองก็เป็นนักร้องฮิปฮอป ก็จะชอบไปดูพวกปาร์ตี้ คือตอนเมื่อปี 2003 ยังไปอยู่บ้าง แต่ว่าเดี๋ยวนี้ไม่เข้าแล้ว มันเละ…”

เป็นนักร้องที่ไหน?
“ทำกับเพื่อนๆ ค่ะ แล้วก็เคยไปร้องๆ ให้คนอื่นบ้าง แต่งเพลงให้บ้าง แต่ว่าไม่ได้ใช้ว่าชื่อณิชา โอภากุล เพราะเดี๋ยวเขาก็จะมา เอ๊ะ เป็นอะไรกับแอ็ด คาราบาว ไม่อยากให้มีชื่อพ่อมาอยู่ด้วย เพราะว่าถ้าทำออกมาผลงานไม่ดี ทำหยาบ เขาก็จะวิจารณ์ว่าพ่อแม่ไม่สั่งสอนใช่มั้ย”

“แล้วพอเป็นลูกแอ็ดด้วยก็โดนเข้าไปใหญ่ เพราะฉะนั้นก็เลยอยากจะทำให้เป็นเด็กธรรมดาที่มีความสามารถด้านการแต่งเพลง บ้างมันก็จะดีกว่า ดีกว่าที่จะใช้ชื่อลูกสาวแอ๊ดค่ะ”

นักวิจารณ์เขาชอบว่าเพลงพวกนี้เป็นเพลงขยะ
“เคยได้ยินค่ะ ก็คิดว่าพวกที่เขาวิจารณ์เพลงนี้คงจะไม่ชอบเพลงฮิปฮอป เพราะว่าที่เมืองนอกเพลงฮิปฮอปสามารถทำให้ค่ายเทปอยู่ได้มาจนถึงปัจจุบันนี้ ถ้าไม่นับพวกป็อปพวกเอ็มมิเน็มอะไรอย่างเนี้ยจะทำให้เรตติ้งของค่ายพุ่ง กระฉูดเลย แต่ว่านั่นคือเมืองนอก นี่คือเมืองไทย คนไทยก็ฟังกันอยู่แค่นี้ก็เลยคงวิจารณ์ว่าโหวกเหวกอะไรกัน ก็เหมือนกับประมาณว่ารำคาญวัยรุ่นที่มาโหวกเหวกไม่ได้คิด”

พ่อว่ามั้ยที่มาทางนี้ เพราะคุณพ่อเองก็เคยแต่งเพลงกระแนะกระแหนคนที่ร้องเพลงพวกนี้เหมือนกันที่ลืมความเป็นไทย?
“เขาบอกว่าฮิปฮอปมันไม่ใช่ดนตรีของคนไทย อย่างเซนอยู่เมืองนอกแล้วบินกลับมาที่ประเทศไทย นัดเพื่อนมาอัดเพลง ก็ดื้ออยากจะกลับ เขาก็บอกอยากทำก็ทำไปเลย ก็ยังดีกว่าลูกจะมาติดยา ดีกว่าอยู่แต่บ้านหรือไม่ก็ไปเที่ยวหรือเสพปาร์ตี้ยาอีอะไรอย่างนี้”

เด็กนักเรียนนอกอย่างเราได้ลองพวกนี้บ้างมั้ย?
“พ่อจะเป็นคนหัวโบราณ แม่ก็เป็นคนหัวโบราณเหมือนกันเซนก็เป็นแต่เป็นหัวโบราณแบบทันคนนะ คือแม่เขาจะบอกว่าถ้าบุหรี่อยากลองบอกแม่ เหล้าอยากลองบอกแม่ อันไหนอยากลองบอกแม่ แม้กระทั่งยาเสพติดบอกแม่ มาลองกับแม่ เพราะจะได้รู้ว่าเป็นไง เพื่อนที่เป็นเด็กเมืองนอกเนี่ยมีลองแต่ว่าเซนไม่ได้อยู่กับพวกฝรั่งมากจะ อยู่กับแม่ตลอด ติดแม่”

“คือเซนเอาเวลาดูน้องดีกว่า เพราะไม่อยากให้น้องไปเป็นหนึ่งในนั้น ก็ไม่ได้คิดถึงตัวเองว่าอยากจะลองทำไม่ได้คิดอยากจะลองยาเสพติดเลย อีกอย่างมันทำให้ผิวไม่สวย อยากสวยค่ะ (หัวเราะ)”

คนส่วนใหญ่เขามองว่าวัยรุ่นสมัยนี้ไร้สาระ เห็นด้วยมั้ย?
“ไม่อยากบอก เพระว่าไม่เคยโดนอย่างนั้น เขาคงต้องสั่งสอนลูกเขาให้ดีๆ แหละมั้ง เพราะว่าเขาอาจจะเห็นลูกหลานเขาญาติของเขามีปัญหา อาจจะแบบว่าชอบของแบรนด์เนมหรือว่าคบกับเพื่อนไม่ดีก็เลยมองพวกนั้นว่าเป็น พวกไร้สาระ แต่ว่าเด็กที่มาจากครอบครัวดีๆ ก็มี บอกไม่ได้ว่ามีเยอะหรือน้อยเพราะว่าประชาชนไทยมันก็เยอะ วัยรุ่นมันก็เยอะแต่ว่าก็แล้วแต่ว่าเขาจะมองไปในชุมชนไหน มุมไหน มองยังไง”

“อย่างดาราอย่างเนี่ย เขาก็คือวัยรุ่นที่ทำงาน แต่จะบอกได้มั้ยว่าดารานักร้องคือแบบอย่างที่ดี เมื่อก่อนอาจจะบอกว่าดาราคือตัวอย่างที่ดีแต่ปัจจุบันถึงอาจจะบอกไม่ได้ แต่แง่หนึ่งเขาก็คือกลุ่มวัยรุ่นที่ทำงานหาตังค์ นั่นก็คือน่ายกย่องแล้ว”

เราเป็นคนต้องใช้ของมียี่ห้อมั้ย?
“แบรนด์เนมใช้ แต่ว่ามันก็คือจะบอกที่ชื้อดีมั๊ย ก็คือซื้อของปลอมค่ะ แต่จะเลือกที่มันดูสวยๆ ดูไม่เหมือนของปลอม น้องก็ชอบทุกคนชอบแบรนด์เนมหมดเลยเพราะว่ามันน่ารักค่ะ แต่ว่าถ้าให้ไปซื้อของจริงคงไม่เอา ชอบแค่ชื่อ ก็หิ้วไปเดินที่จตุจักรอย่างเนี้ย”

กดดันหรืออึดอัดมั้ยที่เกิดมาเป็นลูกสาว “แอ๊ด คาราบาว”?
“ไม่ ค่ะ ดีซะอีกที่เขาดัง มีแต่คนที่อยากได้พ่อแม่ดังๆ แล้วถึงเขาจะดังก็เรื่องของเขา เพราะเซนอยู่กับแม่ตลอด แต่ที่เขาให้เซนไปเรียนที่เมืองนอกก็เพื่อจะเรียนแล้วก็ใช้ชีวิตอยู่ที่นั่น แต่ไม่ได้หมายความว่าไปเพื่อให้หลีกหนีชื่อเสียงความดังของเขา ไม่ใช่ ไปใช้ชีวิตที่แบบเป็นเราๆ มีแม่มีลูกๆ มีพ่อที่คุยกันทางโทรศัพท์ มีอะไรก็อีเมล์หากัน ปิดเทอมก็กลับมา”

“คือว่าเขาจะดังแบบของเขา เขาดังกับตัวเขาเอง ส่วนลูกๆ ก็จะอยู่กันแบบธรรมดา ไม่ได้รับความดังหรือไปไหนก็ไม่ได้สปอร์ตไลท์ดารามาด้วย”

ภาพชีวิตของพ่อที่เห็นจนชินตา?
“จะเดินลงมาจากห้องนอนประมาณ 8 โมงเช้า หรือไม่ก็ 7 โมงกว่า เดินไปห้องอัดแล้วก็กินกาแฟ นั่งดูพวกจดหมาย แล้วก็นั่งแต่งเพลงก็จะเป็นอย่างเนี้ย พอเดินออกจากบ้านปุ๊บเขาก็เข้าห้องอัดห้องประจำของเขา”

รู้สึกอย่างไรที่พ่อถูกวิจารณ์มากมายโดยเฉพาะเรื่องที่เป็นคนชอบฉกฉวย ทั้งการทำเพลงเพื่อชีวิตกู?
“เพื่อชีวิตมันก็เป็นแนวเพลงอย่างหนึ่ง แนวเพลงมันก็เป็นเพื่อชีวิต แต่คุณคิดเหรอว่าการทำแนวเพลงเพื่อชีวิตออกมาแล้วขายไม่ได้เลยชีวิตนักร้อง มันจะเอาอะไรกิน ทำเพื่อประชาชนมามากพอแล้วจะทำเพื่อลูกๆ ไม่ได้เหรอ ถ้าเกิดวันหนึ่งตื่นมาเซนไม่เห็นพ่อเดินลงบันไดแล้วมานั่งอ่านหนังสือพิมพ์ เหมือนทุกเช้า แต่เป็นประมาณว่าเขาอาจจะนอนป่วยอยู่ ถามหน่อยว่าใครจะเอาตังค์มาให้เขาใช้ ใครจะออกค่าพยาบาลให้ถ้าไม่ใช่งานที่เขาจับอยู่ตอนนี้ที่มันสามารถทำให้ครอบ ครัวอยู่ได้”

แต่คนก็จะมองว่ามันเกินความจำเป็น อีกอย่างก็มีธุรกิจอย่างอื่นตั้งเยอะ ทำไมต้องมาทำเครื่องดื่มบำรุงกำลัง?
“อันนี้ก็แล้วแต่ว่าใครจะคิดยังไง ถ้าสมมติว่า แอ็ด คาราบาว จะหันไปจับอิมพอร์ตเอ็กซ์พอร์ตชุดชั้นในมันก็คงจะแปลกๆ เหมือนกันนะ หรือพอออกไปตั้งค่ายเทปอีกค่ายนึงแล้วก็เอาศิลปินเข้ามาเดี๋ยวก็หาว่าไปแข่ง กับศิลปินค่ายนู้นค่ายนี้อีก คือประมาณว่าเป็นคนดังทำอะไรก็มีคนจับตามอง มีคนหมั่นไส้ มีคนอิจฉา”

“เซนว่ามันเป็นเพราะเขาอยู่ตรงจุดนั้น จุดที่เขาเรียกว่าดังมันก็เลยมีการพูดๆ กันไป ก็คือบอกไม่ได้ว่าพ่อไปทำอย่างนี้ดี อย่างนี้ดี แต่เซนจะคิดว่าอันไหนที่คิดว่าดีเขาก็ทำ อันไหนไม่ดีเขาก็คงไม่ทำ เพราะฉะนั้นก็คือส่วนตัวแล้วก็ไม่ได้ยุ่งมาก”

จริงมั้ยที่คนเขาบอกกันว่า “แอ๊ด คาราบาว” เวลาไปไหนมาไหนต้องมีบริวารคอยหิ้วถังไวน์เดินตาม?
“ไม่มีอะค่ะ มีแต่แม่ที่ถือไวน์ ถือเอาไปให้ ก็คือจะมีคนที่สนิทหรือไม่ก็โอเคเป็นเพื่อนๆ รุ่นน้องเขาก็จะถือให้แล้วก็เดินตาม แต่ไม่ได้หมายความว่ากูไปนี่แล้วมึงต้องตาม ไม่ใช่ แล้วไวน์เนี่ยส่วนมากเดี๋ยวนี้เซนจะเป็นคนที่แบกมาให้จากออสเตรเลียเอง”

ชอบดื่มมาก?
“ไม่ใช่ชอบดื่ม หรือว่าแบบทุกวันต้องกิน คือไวน์เนี่ยถ้าดื่มในปริมาณที่พอดีมันจะทำให้เลือดในร่างกายมันอะไรนะ …อือ มันดีต่อสุขภาพน่ะ เซนก็กิน ทั้งบ้านก็กิน ก็คือบ้านนี้อยู่ก็ต้องมีไวน์ แม่ก็กิน นี่ก็กิน ตัวเล็กก็กิน เซนว่าดีกว่ากินเหล้ามั้ง”

ในสายตาของเซนครอบครัว “โอภากุล” ฟุ่มเฟือยมั้ย?
“ไม่นะ ถ้าในสายตาตัวเองก็ต้องรู้ว่าครอบครัวตัวเองเป็นไง ติดดินขนาดไหน ถึงจะมีตังค์แต่ก็ไม่ได้ใช้ซะแบบไม่ยั้ง ไม่เคยออกงานลีลาศ พอเกิดเรื่องร้ายๆ ก็ไม่เคยไปปาร์ตี้ไฮโซอะไรอย่างเนี้ย เพราะฉะนั้นก็แล้วแต่คนอื่นที่เขาจะมอง ครอบครัวอาจจะดูฟุ่มเฟือยเพราะพ่อทำคาราบาวแดง พ่อเป็นนักร้อง มีกีตาร์สะสม แต่มันก็ไม่ได้ฟุ่มเฟือยนะเพราะเงินที่เขาหามาได้มันก็มาจากน้ำพักน้ำแรงของ เขา ก็ไม่รู้จะพูดอะไรเพราะคนอื่นมันฟุ่มเฟือยกว่านี้อีก”

เคยเห็นพ่อหนักใจเรื่องอะไรมากที่สุด?
“คงจะเรื่องลูกๆ เรื่องงานเขาก็คิดหนักแต่ลูกๆ จะมากกว่า ก็คือจะห่วงว่าลูกๆ จะไปทางไหน จะเรียนอะไร เด็กกำลังจะโต อย่างเซนเวลามีปัญหาก็จะเข้าไปคุยกับเขาแต่ว่าไม่ใช่ปัญหาแบบยิงคนตายอะไร อย่างนี้นะ จะเป็นเรื่องของวัยรุ่นธรรมดาๆ เรื่องเรียน เขาอยากให้เรียนมากๆ แต่ไม่ใช่เรียนให้ได้ใบแต่เอาประสบการณ์”

ชื่อเสียงของคุณพ่อทำให้เราถูกหมั่นไส้จากเพื่อนๆ บ้างมั้ย?
“ไม่มีนะ เพื่อนๆ จะชอบพ่อ เพื่อนผู้หญิงบางคนอยากเป็นแฟนพ่อด้วยซ้ำ ไม่รู้ทำไม แล้วเขาก็ยังเห็นว่าแอ็ด คาราบาว เป็นนักร้องเพื่อชีวิตอยู่ดี ไม่ได้เห็นว่าเป็นนักธุรกิจหรืออะไร ไม่มีผลกระทบเลย”

อยากให้พ่อเป็นนักดนตรีที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียงมั้ย?
“ถ้าเป็นนักดนตรีธรรมดา ลูกๆ กับแม่คงจะไม่ได้สบาย แต่ถ้าเป็นนักดนตรีธรรมดา ลูกๆ กับแม่ก็คงไม่ต้องปวดหัวอย่างทุกวันนี้กับเรื่องสื่อหรือข่าวที่กระหน่ำเข้า มา แต่ทั้งหมดนี้มันก็สอนให้เราเข้มแข็งขึ้นนะ ทำให้รู้ว่าพ่อเป็นนักดนตรีที่มีชื่อเสียงสื่อจะต้องจับตามอง มันทำให้เราเรียนรู้จากก้าวทุกก้าวที่เขาก้าวเดิน”

เรื่องที่จี้อารมณ์โกรธตัวเซนมากที่สุด?
“มองข้ามตัวเซนแล้วคิดว่าที่ทำอยู่ทุกวันนี้หรือที่มาได้ถึงขนาดนี้เป็นเพราะว่าชื่อของพ่อ อันนี้จี๊ดมากๆ โกรธ”

“อย่างเคยมีหนังสือมาขอสัมภาษณ์เซนเป็นหนังสือประมาณฮิปฮอปที่วัย รุ่นทำกันเอง เขาก็รู้จักเซนว่าส่วนนึงเป็นลูกแอ๊ด อีกส่วนนึงที่รู้ก็คือน้องคนนี้แร็พเก่ง โอเคพี่คนนี้เขารู้จักเราตรงนี้แล้วก็มีผลงานที่สร้างชื่อในแบบใต้ดินฮิปฮอป เหมือนกัน แต่ทีนี้เพื่อนก็กวนๆ ตามประสาเด็กแร็พทั่วไป มันก็จะพูดว่า เฮ้ย ลงได้ไงว่ะ ใช้เส้นหรือเปล่า ก็จะเสียใจแล้วก็โกรธ คือเห็นเราเป็นลูกแอ็ดแล้วไม่มีสมองเหรอ”

ฝันสูงสุด
“ทำให้พ่อกับแม่สบายค่ะ…”

ระดับไหน แบบที่เขาทำให้เราอย่างทุกวันนี้พอมั้ย?
“คงมากกว่านี้ เคยบอกอยากเก่งแบบพ่อแล้วแม่ก็บอกว่าไม่ต้องเก่งแบบพ่อต้องเก่งมากกว่าพ่อ จะเก่งมากกว่าเรื่องไหนก็ต้องดูอีกที อย่างเช่นเรื่องเพลงคงเป็นไปไม่ได้แต่ก็พยายามอยู่ ถ้าเป็นไปได้ความฝันสูงสุดก็อย่างที่บอกว่าอยากให้พ่อแม่สบาย”

“แต่เรื่องการงานหรือว่าที่อยากจะทำเกี่ยวกับตัวเองนั้นยังไม่มี ถ้าคิดได้ตอนนี้ก็คืออยากมีค่ายเพลงของตัวเอง ตอนนี้ก็ทำตัวให้ดีเป็นเด็กดีให้เขา”

ตอนนี้อยากให้พ่อทำอะไรมากที่สุด?
“อยากให้ไปออสเตรเลียด้วยกัน เพราะเขายังไม่เคยไปเลย มีบ้านที่นู่นอยู่ให้ไปอยู่สักอาทิตย์สองอาทิตย์ก็ได้ เขาจะได้รู้ว่าเราอยู่กันเป็นยังไง เขาจะได้ไม่ต้องเครียดว่าลูกเราไปอยู่ที่นั่นแล้วจะใช้ได้มั้ย จะเป็นยังไง จะโดนใครหลอกจะไปทำอะไรหรือเปล่า รู้ว่าเขาคิดมากเขาห่วงก็อยากให้มาใช้ชีวิตร่วมกันสักอาทิตย์สองอาทิตย์”

ถ้าเลือกเกิดได้จะเกิดมาเป็นลูกสาว “แอ๊ด คาราบาว” อีกมั้ย?
“ไม่อยากเป็นลูกใครแล้ว อยากเป็นลูกพ่อกับแม่นี่แหละค่ะ…”
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

About these ads