เจอข่าว เรือรบไทย จ่อน่านน้ำพิพาท เขมรเสียงอ่อยลง
เจ้าหน้าที่กัมพูชาที่เคยแสดงความเห็นอย่างแข็งกร้าวต่อกรณีพิพาทชายแดน ทางบกกับไทยทางด้านปราสาทพระวิหาร มีท่าทีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อถูกถามความเห็นต่อข่าวที่ว่ากองทัพเรือไทยได้ส่งเรือรบเข้าใกล้เขตน่านน้ำพิพาทในอ่าวไทย เพื่อสอดส่องการเคลื่อนไหวของบริษัทน้ำมันต่างชาติ โดยจะไม่ยอมให้เข้าปฏิบัติการใดๆ ในเขตทับซ้อนทางทะเล โดยไม่ได้รับการยินยอมจากไทย
หัวหน้าคณะกรรมการชายแดนระดับชาตินายวาร กิมฮอง (Var Kim Hong) กับนายฟาย สีฟาน (Phay Siphan) โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงข่าวนี้คล้ายๆ กันว่า จะไม่มีการใช้กำลังตอบโต้กองทัพเรือไทย และ จะแก้ไขปัญหาพิพาทน่านน้ำกับไทยด้วยสันติวิธี
เจ้าหน้าที่ระดับสูงทั้งสองคนให้สัมภาษณ์เรื่องนี้กับสื่อต่างๆ ในวันจันทร์ (17 ส.ค.) ที่ผ่านมา หลังจากหนังสือพิมพ์บางกอกโพสต์ ในประเทศไทย รายงานเกี่ยวกับเรื่องนี้ในฉบับวันเสาร์ โดยอ้างการเปิดเผยของแหล่งข่าวทางทหารที่ไม่ประสงค์ให้ระบุชื่อ
หนังสือพิมพ์ภาษาอังกฤษฉบับนี้กล่าวว่า กองทัพเรือไทยส่งเรือเข้าไปยังบริเวณใกล้เคียง เพื่อสดส่องมิให้บริษัทน้ำมันโตตาลของฝรั่งเศส เข้าสำรวจในเขตทับซ้อนดังกล่าว ทั้งยังเป็นการเตือนฝ่ายกัมพูชา ไม่เช่นนั้นก็จะเท่ากับเป็นการยอมรับสิทธิของฝ่ายนั้น
นายวาร กิมฮอง (Var Kim Hong) ประธานคณะกรรมการชายแดนระดับชาติของกัมพูชากล่าวว่า การเคลื่อนเรือรบดังกล่าว เป็นความชอบธรรมถ้าหากเกิดขึ้นในเขตน่านน้ำของไทย แต่ก็ได้เตือนว่า “กัมพูชาจะเคลื่อนไหวเพื่อพิทักษ์อธิปไตยในเขตอ่าวถ้าหากกองกำลังของไทยล่วงล้ำเข้าไปในเขตน่านน้ำทับซ้อน”
“ถ้าหาก (เรือรบไทย) เคลื่อนเข้าไปในเขตทับซ้อนหรือเข้าไปในเขตน่านน้ำของกัมพูชา เราก็จะต้องปกป้องประเทศของเรา” นายวารกล่าวโดยไม่ได้พูดถึงวิธีการ “ปกป้อง” ที่กล่าวถึง
ส่วนโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ฟายสีฟานที่ใช้ท่าทีแข็งกร้าวกับไทยมาตลอดในกรณีพิพาท “ดินแดนทับซ้อน” รอบๆ ปราสาทพระวิหาร กล่าวว่าการตัดสินใจ (ส่งเรือรบ) เป็นสิทธิของไทย แต่ก็จะส่งผลน้อยมากต่อการแก้ไขปัญหาพิพาททางทะเล
“และ (การเคลื่อนเรือรบ) ไม่ได้ทำให้กัมพูชารู้สึกหวาดกลัว” เว็บไซต์ข่าวภาษาเขมรยอดนิยม Everyday.kh.com รายงานอ้างคำกล่าวของโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี
“ไทยไม่สามารถใช้กำลังข่มขู่ความมั่นคงของกัมพูชา เราจะป้องกันสิทธิของเราในฐานะประเทศที่มีเอกราช” โฆษกฝีปากกล้ากล่าว แต่ในขณะเดียวกันย้ำว่า… “(เรา) จะยังคงท่าทีเดิมในการแก้ไขข้อขัดแย้งอย่างสันติ” เนื่องจากกัมพูชาเป็นสมาชิกองค์การสหประชาชาติ ที่มุ่งมั่นในการแก้ไขทุกปัญญาด้วยสันติวิธี
เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกัมพูชาทั้งสองคนนี้ รวมทั้งนายกอย เกือง (Koy Kuong) ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ล้วนแต่เคยแสดงท่าทีแข็งกร้าวและการกล่าวประณามฝ่ายทหารของไทยมาโดยตลอด นับตั้งแต่เกิดการเผชิญหน้าทางทหารและการสู้รบปะทุขึ้นในเดือน ต.ค.2551 และ อีกครั้งหนึ่งในเดือน เม.ย.ปีนี้ ซึ่งมีทหารสองฝ่ายเสียชีวิตไปอย่างน้อย 7 นาย
เจ้าหน้าที่เหล่านี้เคยข่มขู่จะยิงเครื่องบินรบชองไทยหากมีการบินล้ำ น่านฟ้ากัมพูชา ทางด้านปราสาทพระวิหาร ซึ่งสะท้อนท่าทีของนายกรัฐมนตรีกัมพูชาในเรื่องเดียวกันนี้
ยังไม่มีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้จากผู้นำระดับสูงโดยเฉพาะอย่าง ยิ่งคือ สมเด็จฯ ฮุนเซน และนายฮอร์นังฮอง (Hor Nam Hong) ซึ่งรายหลัวนี้เคยให้สัมภาษณ์อย่างแข็งกร้าวว่า กัมพูชาพร้อมจะรับมือฝ่ายไทยทุกรูปแบบ รวมทั้งทางการทหารด้วย
กองทัพกัมพูชาไม่มีเครื่องบินรบที่มีสมรรถนะดีพอในการป้องกันน่านฟ้า แต่มีขีปนาวุธต่อสู้อากาศยานแบบ SAM3 กับ SAM7 ที่ผลิตในอดีตสหภาพโซเวียต เป็นเขี้ยวเล็บสำคัญในการเผชิญกับการโจมตีทางอากาศ
ภาพ แฟ้มเอเอฟพีวันที่ 11 ม.ค.2549 ทหารเรือเวียดนามทำพิธีมอบเรือลาดตระเวนติดปืน จำนวนสองลำให้แก่กัมพูชา นับเป็นเขี้ยวเล็บทันสมัยที่สุดของราชนาวี
ส่วนกองกำลังทางเรือของกัมพูชานั้น เทียบไม่ได้กับกองทัพเรือของประเทศเพื่อนบ้านในแถบนี้ รวมทั้งราชนาวีไทยด้วย
ในปี 2550 จีนได้ส่งมอบเรือลาดตระเวนน่าน้ำให้แก่กัมพูชาจำนวน 4 ลำ จากทั้งหมด 19 ลำ ที่กัมพูชาสั่งซื้อในราคามิตรภาพ โดยอ้างว่าเพื่อปฏิบัติการต่อต้านโจรสลัดในอ่าวไทยและปกป้องเขตบ่อน้ำมันและ ก๊าซในน่านน้ำของตน
ปีเดียวกันเวียดนามได้มอบเรือลาดตระเวนขนาดเล็กลงให้กัมพูชาอีกจำนวน 2 ลำ ด้วยเหตุผลเดียวกัน
ความตึงเครียดในน่านน้ำอ่าวไทยเริ่มขึ้นเมื่อสมเด็จฯ ฮุนเซนประกาศในกรุงปารีสในวันที่ 14 ก.ค.ว่า รัฐบาลกัมพูชาได้ตกลงให้สิทธิ์สัมปทานการสำรวจน้ำมันแปลงบี (Block 3) แก่บริษัทโตตาล (Total) ของฝรั่งเศส
แปลงสัมปทานดังกล่าวรู้จักในอีกชื่อหนึ่งคือ Area 3 ครอบคลุมพื้นที่ราว 2,430 ตารางกิโลเมตร
นายฌ็อง-ปิแอร์ ลาบเบ้ (Jean-Pier Labbe) ผู้จัดการใหญ่บริษัทโตตาลสำรวจและผลิต (Total EP) ประจำกัมพูชาให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์กัมโบดจ์ซวาร์ (Cambodge Soir) ในกรุงพนมเปญเวลาต่อมา ยอมรับว่าแปลงสำรวจดังกล่าวอยู่ในเขตทับซ้อนที่ไทยกล่าวอ้างสิทธิ์ความเป็น เจ้าของด้วย
ผู้บริหารรายนี้กล่าวว่าโตตาลจะไม่ดำเนินการอะไรใน Block 3 จนกว่าไทยและกัมพูชาจะบรรลุข้อตกลงแก้ไขเขตน่านน้ำพิพาทเสียก่อน
กรณีพิพาทเกี่ยวกับทรัพยากรในเขตทับซ้อนทางทะเลไทย-กัมพูชา มีความสลับซับซ้อนยิ่งขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่ของไทยเปิดเผยในเวลาต่อมาว่า ก่อนหน้านี้ในปี 2516 ซึ่งอยู่ในช่วงสงครามอินโดจีน ไทยเคยมอบสัมปทานแปลงสำรวจ B10 กับ B11 ซึ่งอยู่ในเขตทับซ้อนทางทะเลในปัจจุบัน ให้แก่ยูโนแคล (Unocal) จากสหรัฐฯ และ บริษัทมิตซุย (Mitsui) จากญี่ปุ่น
บริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ทั้งสองรายนี้สำรวจและผลิตน้ำมันในเขตน่านน้ำของไทยอยู่ก่อนแล้ว
ปัจจุบันเชฟรอนเป็นหนึ่งในบริษัทน้ำมันต่างชาติกว่า 10 บริษัทที่กำลังสำรวจขุมพลังงานในกัมพูชาขณะนี้ ในเดือน ก.พ.2548 บริษัทนี้ได้ประกาศการค้นพบน้ำมันเป็นครั้งแรกในแปลงสำรวจเอ (Block A) ซึ่งอยู่ถัดจากแปลง (Block 3) หรือ Area 3 เข้าไป
นายวารกิมฮอง ได้อ้างถึงเรื่องนี้และบอกกับสื่อต่างๆ เมื่อวันจันทร์ว่า การที่ฝ่ายไทยกล่าวอ้างในกรณีบริษัทโตตาลกับ Block 3 นั้น เป็นการกล่าวอ้างที่ “ไร้เหตุผล” เพราะกัมพูชาไม่เคยว่ากล่าวใดๆ ต่อไทยในกรณีบริษัทเชฟรอนกับมิตซุย
เจ้าหน้าที่ผู้นี้ยังกล่าวอีกว่า กัมพูชายังคงเปิดกว้างเสมอในการเจรจาเพื่อแก้ไขปัญหาพรมแดนทางทะเลกับไทย ซึ่งถึงขณะนี้ยังไม่คืบหน้าแต่อย่างไร
อย่างไรก็ตามนายอิน สุเขมรา (In Sokhemra) หัวหน้าหน่วยลาดตระเวนซึ่งประจำการที่ จ.พระสีหนุกล่าวว่า ยังไม่ได้รับรายงานหรือคำสั่งใดๆ เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของเรือรบไทยในแถบเกาะกูด
เจ้าหน้าที่ผู้นี้ยืนยันว่า กองเรือลาดตระเวนของกัมพูชาได้ออกตรวจน่านน้ำในเขตนั้นเป็นประจำ และย่อมจะทราบก่อนฝ่ายใด หากเรือรบของไทยเคลื่อนไปที่นั่น.
โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์

